สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวภายหลังหารืออย่างไม่เป็นทางการกับ หวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่โรงแรมดุสิต ธานี กระบี่ บีช รีสอร์ต จังหวัดกระบี่ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 23 – 25 เมษายน 2569
สีหศักดิ์ กล่าวว่า ในการเยือนของหวัง อี้ ในวันนี้ (24 เมษายน) ได้มีการหารือร่วมกันที่กระทรวงการต่างประเทศในช่วงเช้า และได้หารือกับนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่จะเดินทางมาร่วมหารืออย่างไม่เป็นทางการที่จังหวัดกระบี่ในช่วงเย็น ซึ่งข้อสรุปที่สำคัญ คือทั้งสองฝ่ายเห็นถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างกัน และปีที่ผ่านมาได้ฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน ขณะที่หวัง อี้ ยังกล่าวด้วยว่าความสัมพันธ์นี้ เป็นแบบอย่างที่ดีของความสัมพันธ์ที่จีนอยากจะมีกับอาเซียนทุกประเทศ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า ในการหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ฝ่ายไทยพยายามที่จะมองไปข้างหน้า และจะจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อเป็นแนวทางสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยจะครอบคลุมความสัมพันธ์ในทุกมิติ รวมทั้งความร่วมมือในระดับภูมิภาคและระดับระหว่างประเทศ
“ในมิติใหม่ ๆ ของความสัมพันธ์ คงต้องก้าวไปสู่การเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาร่วมกัน โดยเฉพาะการมองไปสู่อนาคตในเรื่องของนวัตกรรม เทคโนโลยี โดยเฉพาะดิจิทัลเทคโนโลยี และการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งจีนมีบทบาทสำคัญและเป็นผู้นำในด้านพลังงานโซลาร์ และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยจีนได้ลงทุนในประเทศไทยจำนวนมากอยู่แล้ว และมีความประสงค์จะลงทุนเพิ่มขึ้นอีก” สีหศักดิ์ กล่าว
ไทย-จีน กังวลระเบียบโลกถูกทำลาย
ส่วนในระดับโลก ทั้งจีนและไทยต่างมีความกังวลต่อการที่ระเบียบโลกที่ยึดกติกาสากลกำลังถูกบ่อนทำลาย ซึ่งจะเห็นได้จากสถานการณ์ต่าง ๆ ทั่วโลก และเห็นว่าประเทศที่มีความเห็นร่วมกันควรมุ่งรักษาระเบียบโลกที่ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ใช่การใช้อำนาจเป็นหลัก
นอกจากนี้ ไทยและจีนยังมีความกังวลเรื่องสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยและประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะด้านพลังงาน ซึ่งขณะนี้มีปัญหาเรื่องการขนส่งน้ำมันและก๊าซผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และจีนเองก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน อีกท้ังยังมีจำนวนเรือในช่องแคบฮอร์มุซที่มากกว่า โดยจีนมีการสื่อสารกับอิหร่านและมีความสัมพันธ์ที่ดี และประสงค์จะเห็นสันติภาพเกิดขึ้นโดยเร็ว
สีหศักดิ์ เผยว่า ฝ่ายไทยได้ขอให้จีนช่วยพูดคุยในประเด็นด้านพลังงาน รวมถึงการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อให้สามารถขนส่งพลังงานมายังประเทศไทยได้ เนื่องจากน้ำมัน ก๊าซ และปุ๋ยเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะปุ๋ยที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหารเพื่อการส่งออก ซึ่งหากขาดแคลนก็จะส่งผลกระทบอย่างมาก
จีนไม่แทรกแซง หนุนไทย-กัมพูชา แก้ปัญหาทวิภาคี
ส่วนประเด็นสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ก่อนที่หวัง อี้ จะมาเยือนประเทศไทย ได้เดินทางไปกัมพูชาก่อน ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศของจีนอยากเห็นความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาได้รับการฟื้นฟูในฐานะเพื่อนบ้าน และเห็นว่าความสัมพันธ์ที่ดีและสันติภาพระหว่างสองประเทศเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงของภูมิภาค
“ในเรื่องนี้ ทั้งท่านนายกรัฐมนตรีและผมได้ยืนยันว่าประเทศไทยมีนโยบายอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านอย่างสันติ และสร้างความมั่นคงร่วมกัน เราไม่ได้ปฏิเสธการเจรจากับกัมพูชา เพียงแต่การเจรจาต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริงใจและการสร้างความไว้วางใจกันก่อน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญให้การเจรจาในประเด็นต่างๆ คืบหน้าได้” สีหศักดิ์กล่าว
ขณะที่เขายังชี้แจงเรื่องโอกาสในการเดินหน้าการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) โดยมองว่าควรได้รับการเตรียมการอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันควรให้ความสำคัญกับความร่วมมือชายแดน ความมั่นคง และการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจผ่านมาตรการต่างๆ เพื่อให้ทุกอย่างคืบหน้าไปได้
สีหศักดิ์ยังเผยว่า หวัง อี้ ยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการนำประเด็นทวิภาคีไปสู่เวทีระหว่างประเทศ โดยเห็นว่าปัญหาทวิภาคีควรแก้ไขผ่านการเจรจาระหว่างสองประเทศ และหากฝ่ายกัมพูชามีความตั้งใจจริงและไม่กดดันประเทศไทย การเจรจาก็จะคืบหน้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป
สำหรับคำถามว่าจีนมีข้อเสนอเกี่ยวกับการเป็นตัวกลางในการพูดคุยเจรจากับฝ่ายกัมพูชาหรือไม่นั้น สีหศักดิ์ ยืนยันท่าทีของจีนว่า “ไม่แทรกแซง” แต่หากฝ่ายไทยต้องการให้จีนเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก เหมือนที่เคยช่วยตอนการประชุมประชุมระหว่างจีน ไทย และกัมพูชา ที่ทะเลสาบฝู่เซียน (Fuxian) ในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว จีนก็ยินดี แต่ครั้งนี้ขึ้นอยู่กับทั้งสองประเทศ
ไทยชูบทบาทหนุนเมียนมาแก้ปัญหา-กลับสู่อาเซียน
สีหศักดิ์ ยังกล่าวถึงประเด็นเมียนมา เนื่องจากเพิ่งเดินทางไปเยือนกรุงเนปิดอว์ ระหว่างวันที่ 21-22 เมษายนที่ผ่านมา และหลังจากนี้ หวัง อี้ ก็จะเดินทางไปเยือนเช่นกัน โดยเขาได้เล่าให้รัฐมนตรีต่างประเทศจีนฟังถึงผลการเดินทาง และนโยบายของไทยคืออยากให้เมียนมากลับเข้าสู่อาเซียน แต่ในขณะเดียวกัน เมียนมาต้องตอบสนองต่อข้อกังวลของอาเซียนด้วย ซึ่งต้องดำเนินไปควบคู่กัน
“ในการเยือนครั้งนี้ ผมได้พบกับประธานาธิบดีมินอ่องหล่าย และผู้นำหลายฝ่ายของเมียนมา และได้ย้ำว่าเมียนมามีความสำคัญต่ออาเซียน การกลับมาของเมียนมาจะช่วยเสริมความเข้มแข็งของอาเซียน แต่ก็ต้องแสดงความตั้งใจในการแก้ไขปัญหา” เขากล่าว และย้ำว่าประเทศไทยพร้อมที่จะมีบทบาทในการประสานความร่วมมือระหว่างเมียนมากับอาเซียน


