หัวข้อในเนื้อหานี้
วันนี้ 29 สิงหาคม 2568 ศาลชี้ ‘แพทองธาร’ ขาดคุณสมบัติ พ้นตำแหน่งนายกฯ ปิดฉากนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของไทย ส่งผลให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พ้นทั้งคณะ
THE STANDARD WEALTH ชวนย้อนดู นโยบายรัฐบาล 10 ด้าน ที่ นายกฯแพทองธาร ต้องทำเร่งด่วน ได้แก่
- ปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ
- ส่งเสริม SMEs
- ลดราคาค่าพลังงานและสาธารณูปโภค
- สร้างรายได้ใหม่ นำเศรษฐกิจนอกระบบภาษีและเศรษฐกิจใต้ดินเข้าสู่ระบบภาษี
- กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการดิจิทัลวอลเล็ต
- ยกระดับการทำเกษตรเป็นเกษตรทันสมัย
- ส่งเสริมการท่องเที่ยว
- แก้ไขปัญหายาเสพติด
- แก้ไขปัญหาอาชญากรรม มิจฉาชีพ
- ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพและจัดสวัสดิการสังคม
ขณะที่ นโยบายเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการลงทุนสำคัญภายใต้นโยบายเร่งด่วน 10 ข้อในรัฐบาลแพทองธาร ด้านเศรษฐกิจ มีเรื่องอะไรบ้าง?
ซึ่งดูเหมือนว่าจะเน้นไปที่การปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งระบบและเปลี่ยนโครงสร้างทางภาษีครั้งใหญ่ และสานต่อจาก นโยบายเดิมที่เป็นเรือธงของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ได้แก่
- โครงการดิจิทัลวอลเล็ต
- เจรจาประเด็นพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา (OCA) เพื่อลดต้นทุนค่าไฟ
- แลนด์บริดจ์
- ฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และไฮบริด
- สถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex)
โดยแพทองธาร ย้ำว่า “นโยบายเหล่านี้จะต้องทำให้คนไทยมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี”
“การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับว่า เสถียรภาพทางการเมืองเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ กระทบต่อแผนนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว” เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าว
เกรียงไกร วิเคราะห์อีกว่า การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอาจทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2568 ซึ่งรวมถึงโครงการลงทุนต่างๆ ชะงักลงได้ แต่เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสฟื้นตัว หากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันวางมาตรการรองรับได้ทันการณ์
เกรียงไกร วิเคราะห์อีกว่า “เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยง เช่น ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้า”
จับตา GDP ไทยครึ่งปีหลัง ต่ำกว่าคาด หากตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า
โดยในเดือนมิถุนายน 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 10,907.53 ล้านบาท ลดลง 32.29% เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2568 (MoM) และลดลง 23.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)
การปรับอัตราภาษีส่งออกและเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อการส่งออกสินค้าหลัก เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งการแข่งขันระหว่างประเทศ
“สถานการณ์นี้ อาจทำให้ GDP ไทยครึ่งปีหลังเติบโตต่ำกว่าที่เคยคาดไว้ หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายสำคัญ เช่น การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ การแก้ไขปัญหาชายแดน การจัดการอุทกภัย และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะโครงการที่ต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการตัดสินใจ ซึ่งในช่วงเวลาที่เสถียรภาพทางการเมืองยังไม่แน่นอนเช่นนี้ ภาครัฐต้องสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนและประชาชน เพิ่มงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน และสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุนสำหรับ SMEs รวมทั้งทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อวางแผนการดำเนินงานในระยะกลางและระยะยาว” เกรียงไกร กล่าว
ทั้งนี้ ภาคเอกชนต้องปรับตัวเชิงรุก เช่น เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อลดต้นทุนและแข่งขันในตลาดโลก พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก เช่น สินค้าเทคโนโลยีและบริการดิจิทัล หันมาลงทุนในนวัตกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่ และระบบบริหารความเสี่ยง เพื่อรักษาความสามารถแข่งขันของไทยในตลาดโลก รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างธุรกิจต่างสาขา เพื่อเพิ่มโอกาสลงทุนและการเข้าถึงตลาด
“ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในสถานการณ์เช่นนี้ ถือเป็นกุญแจสำคัญ หากเราวางแผนและดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง แม้การเมืองไม่มั่นคง แต่เศรษฐกิจไทยจะยังคงสามารถฟื้นตัว สร้างโอกาสการเติบโต และรักษาความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนได้” เกรียงไกร กล่าวทิ้งท้าย
หอการค้าไทยห่วงการเมืองไร้เสถียรภาพ ซ้ำเติมเป็นลูกโซ่
ด้าน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า
“ยอมรับว่าเหตุการณ์ในวันนี้แสดงให้เห็นถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองไทย และอาจกระทบต่อเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญวิกฤตอยู่แล้ว วันนี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บั่นทอนศรัทธา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะเรากำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจที่หนักอยู่แล้ว” ดร.พจน์ กล่าว
ประธานกรรมการหอการค้าไทยระบุอีกว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญปัญหารุมเร้า ทั้งกำลังซื้อที่ถดถอย หนี้ครัวเรือนสูง ภาษีการค้าของสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ตึงเครียด ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงปัญหาชายแดนและการปิดด่านกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทั้งหมดส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว
“เอกชนและนักลงทุนต่างชาติจับตามองการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด หากการเมืองยังไร้เสถียรภาพต่อไป ความเชื่อมั่นก็จะสั่นคลอนหนักขึ้น นักลงทุนจะลังเล การท่องเที่ยวจะชะลอตัว ทุกอย่างจะกระเทือนเป็นลูกโซ่”
“สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือฝ่ายการเมืองต้องเร่งหานายกรัฐมนตรีใหม่ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศมีผู้นำที่สามารถสานต่อการทำงานได้โดยเร็ว เพราะการฟื้นฟูประเทศไม่สามารถทำได้เพียงฝ่ายเดียว การเมืองต้องนิ่ง มีเสถียรภาพ”
พร้อมทั้ง และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบมาตรการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จึงจะสร้างความมั่นใจให้กับสังคมและนักลงทุนได้ แต่จากนี้ภาคเอกชนต้องการเห็นการฟอร์มคณะรัฐมนตรีที่ดี ได้บุคลากรที่มีฝีมือและเป็นที่ยอมรับเข้าบริหารประเทศ” ดร.พจน์ กล่าวทิ้งท้าย