×

ราชกิจจาฯ ประกาศ พ.ร.ฎ. ใหม่ พลิกบทบาท NIA จาก ‘ผู้ให้ทุน’ สู่ ‘ผู้ร่วมทุน’ ปลดล็อกคอขวดสตาร์ทอัพไทย

30.06.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงการเปลี่ยนแปลงบทบาทของ NIA จากผู้ให้ทุนสู่ผู้ร่วมทุน เพื่อปลดล็อกสตาร์ทอัพไทย

การประกาศใช้ ‘พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569’ เป็นการทลายกำแพงครั้งใหญ่ของระบบนิเวศสตาร์ทอัพในประเทศไทย

 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประกาศราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ ‘พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569’ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป

 

การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการปลดล็อกและเพิ่มขีดความสามารถให้กับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ในการขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมและสตาร์ทอัพของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

 

3 สาระสำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลง

 

  • ขยายบทบาทสู่เชิงพาณิชย์: ปรับเพิ่มวัตถุประสงค์ให้ NIA มีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนานวัตกรรมของประเทศ รวมถึงการพัฒนาโครงการนวัตกรรมในระยะหลังการวิจัยและพัฒนา หรือการต่อยอดจากงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ไปสู่เชิงพาณิชย์
  • ไฟเขียวถือหุ้นและร่วมลงทุนโดยตรง: เพิ่มอำนาจให้ NIA สามารถถือหุ้น เข้าเป็นหุ้นส่วน หรือเข้าร่วมทุนกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นในกิจการที่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของสำนักงานได้โดยตรง (โดยต้องไม่มีวัตถุประสงค์หลักในการมุ่งแสวงหากำไร)
  • เปิดทางร่วมทุนผ่านกองทรัสต์: เพิ่มอำนาจในการเข้าร่วมทุนในกองทรัสต์เพื่อประกอบกิจการเงินร่วมลงทุน (Venture Capital Trust) ที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของสำนักงาน เพื่อขยายโอกาสในการสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพ

 

สำหรับการกำกับดูแล ในส่วนของหลักเกณฑ์การถือหุ้น การเข้าเป็นหุ้นส่วน การเข้าร่วมทุน รวมถึงการกู้ยืมเงินดังกล่าว จะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

 

การแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้ ทำขึ้นเพื่อรองรับภารกิจในการพัฒนานวัตกรรมของประเทศสู่เชิงพาณิชย์ และเพื่อให้การบริหารงานและการปฏิบัติภารกิจของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

 

ย้อนรอยกลไกเดิมของ NIA และข้อติดขัด

 

ที่ผ่านมา สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) มีบทบาทหลักในฐานะ ‘ผู้ให้ทุนสนับสนุน’ (Grant หรือเงินอุดหนุนแบบให้เปล่า)และผู้บ่มเพาะสร้างเครือข่าย โดยใช้โมเดลความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ เช่น:

 

  • ทุนอุดหนุนสมทบบางส่วน (Matching Grant): สนับสนุนเงินทุนตั้งแต่ร้อยละ 50 ถึง 75 ของมูลค่าโครงการ เพื่อทดสอบความเป็นไปได้ทางการตลาดและปรับปรุงผลิตภัณฑ์
  • ทุนโครงการนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation): วงเงินสนับสนุนสูงสุดไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อโครงการ ในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี เพื่อส่งเสริมกลุ่มธุรกิจนวัตกรรมรายภูมิภาค
  • ทุนนวัตกรรมแบบมุ่งเป้า (Thematic Innovation): สนับสนุนสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท ระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จำเป็นต่อประเทศ

 

ข้อติดขัดที่เป็น ‘คอขวด’ สำคัญในอดีต

 

  • ไม่สามารถถือหุ้นได้

 

ภายใต้ข้อบังคับเดิม NIA ทำหน้าที่ได้เพียงผู้มอบเงินทุนอุดหนุนเพื่อการวิจัยและการทดลอง โดยไม่มีช่องทางทางกฎหมายที่เอื้อให้สามารถเข้าไปถือหุ้นหรือร่วมทุน (Equity Investment) ในบริษัทเอกชนหรือสตาร์ทอัพโดยตรงเพื่อสร้างความยั่งยืนได้

 

  • ขาดความต่อเนื่องทางการเงิน

 

ทุนอุดหนุนรูปแบบเดิมมีเงื่อนไขด้านระยะเวลาและกรอบวงเงินที่ค่อนข้างจำกัด เมื่อสตาร์ทอัพก้าวพ้นระยะเริ่มต้น (Seed Stage) และต้องการเงินทุนก้อนใหญ่ขึ้นเพื่อขยายตลาด (Growth Stage) มักจะเจอปัญหาเงินขาดมือ เนื่องจากกลไกภาครัฐไม่สามารถอัดฉีดทุนในลักษณะถือหุ้นเพื่ออุ้มชูธุรกิจในระยะเติบโตได้

 

  • ความเสี่ยงที่นักลงทุนต่างชาติจะเคลมผลประโยชน์

 

เมื่อกลไกของรัฐในไทยทำได้เพียงการให้เงินทุนบางส่วน สตาร์ทอัพไทยที่เติบโตและต้องการทุนระดับ Series A หรือ B ขึ้นไป จึงจำเป็นต้องหันไปพึ่งพาทุนจาก Venture Capital (VC) ต่างชาติ ทำให้ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) มูลค่าทางเศรษฐกิจ และผลกำไรจำนวนมากไหลออกนอกประเทศ

 

เพิ่มอำนาจ NIA ‘จุดเปลี่ยนระบบนิเวศนวัตกรรมไทย’

 

เมื่อ พ.ร.ฎ. ฉบับปี 2569 ปลดล็อกให้ NIA สามารถ ‘ถือหุ้น เข้าเป็นหุ้นส่วน หรือร่วมทุนโดยตรง’ รวมถึง ‘ร่วมทุนในกองทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน (VC Trust)’ ได้ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะตามมาสามารถแบ่งออกเป็น 3 มิติหลัก:

 

  • ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและสร้างความเชื่อมั่น
  • การที่หน่วยงานรัฐอย่าง NIA สามารถร่วมลงเงินซื้อหุ้นได้ จะทำหน้าที่เป็น ‘ตราประทับความน่าเชื่อถือ’ ให้กับสตาร์ทอัพรายนั้นๆ ช่วยดึงดูดให้ Corporate Venture Capital (CVC) ของกลุ่มทุนใหญ่ในไทยและ VC ต่างชาติ กล้าเข้ามาลงทุนสมทบเพิ่มขึ้น เพราะมั่นใจว่าโครงการผ่านการคัดกรองจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศแล้ว
  • ความคล่องตัวผ่านระบบกองทรัสต์: การเปิดทางให้ร่วมทุนผ่านกองทรัสต์ (VC Trust) จะช่วยสร้างกลไกการลงทุนที่เป็นมืออาชีพ บริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น และทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจนวัตกรรมมีความยืดหยุ่นคล้ายคลึงกับโมเดลระดับโลก
  • ปลดล็อกงานวิจัยจาก ‘หิ้งสู่ห้าง’

 

จากเดิมที่เน้นสนับสนุนงบวิจัยเป็นหลัก การแก้ไขครั้งนี้ระบุชัดเจนถึงการต่อยอดจากงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์สู่เชิงพาณิชย์ จะช่วยแปลงสินทรัพย์ทางปัญญา (Intellectual Property) หรือเทคโนโลยี Deep Tech ที่ถูกทิ้งไว้ในมหาวิทยาลัย ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ทำเงินได้จริง สร้าง New S-Curve ใหม่ให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทย

 

  • สร้างความยั่งยืนทางการคลัง (Sustainability of Innovation Fund)

 

กลไกของ NIA จากนี้ไป จะเปลี่ยนค่าใช้จ่ายให้เป็นสินทรัพย์ กล่าวคือ จากเดิมที่งบประมาณแผ่นดินถูกจ่ายออกไปในรูปแบบ ‘เงินให้เปล่า’ (Grant) ซึ่งใช้แล้วหมดไป จะเปลี่ยนไป งบประมาณส่วนหนึ่งจะถูกเปลี่ยนสภาพเป็นสินทรัพย์ในรูปแบบ ‘หุ้น’ หรือ ‘หน่วยลงทุน’

 

เมื่อสตาร์ทอัพเหล่านั้นประสบความสำเร็จและเติบโต NIA ก็จะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผลหรือกำไรจากการขายหุ้น ซึ่งเม็ดเงินส่วนนี้จะหมุนเวียนกลับมาเป็นทุนส่งเสริมสตาร์ทอัพรุ่นต่อไปได้ โดยลดการพึ่งพางบประมาณจากภาษีประชาชนในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อจากนี้ คือรายละเอียดของหลักเกณฑ์จากคณะรัฐมนตรี ที่จะต้องกำหนดกรอบการลงทุน วงเงิน และกลไกการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อให้อำนาจใหม่นี้ถูกใช้ได้อย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเอื้อประโยชน์ต่อสตาร์ทอัพไทยอย่างเสมอภาคและแท้จริง

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories