จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่ตัดสินให้ แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กรณีคลิปสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ส่งผลให้ต้องมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นพิเศษ เพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย
ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กระบวนการเริ่มต้นจากการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องมาจากบัญชีของพรรคการเมืองที่มี สส. ตั้งแต่ 25 คนขึ้นไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 88 ปัจจุบัน มี 5 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จาก 4 พรรคการเมืองที่เข้าเกณฑ์ ประกอบด้วย
- พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา พรรครวมไทยสร้างชาติ
- พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พรรครวมไทยสร้างชาติ
- ชัยเกษม นิติสิริ พรรคเพื่อไทย
- อนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย
- จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์
และผู้ที่ถูกเสนอชื่อจะต้องได้รับการรับรองจาก สส. อย่างน้อย 50 คน ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการลงมติในรัฐสภา
สำหรับขั้นตอนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี จะเป็นการลงคะแนนโดยเปิดเผย ด้วยวิธีการขานชื่อ สส. ตามลำดับตัวอักษร ให้ออกเสียงเป็นรายบุคคล ซึ่งผู้ที่จะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 จะต้องได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบ มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สส. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือคิดเป็น 247 เสียง จากจำนวน สส. ปัจจุบัน 492 คน
เมื่อได้ผู้ที่ได้รับความเห็นชอบแล้ว ประธานสภาผู้แทนราษฎร (วันมูหะมัดนอร์ มะทา) จะเป็นผู้นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป
ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย