อนุทิน นายกฯ และ รมว.มหาดไทยย้ำ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) มูลค่ากว่า 220,000 ล้านบาท ต้องเดินหน้าตามสัญญา โดยเอกชนไม่สามารถยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียวได้ หากฝ่าฝืนเสี่ยงถูกขึ้นบัญชีดำและถูกริบหลักประกัน
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (10 กรกฎาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ย้ำว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา มูลค่ากว่า 220,000 ล้านบาท ต้องเดินหน้าตามสัญญา หลังเกิดกระแสข่าวว่าบริษัทในเครือซีพียื่นหนังสือถึงการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อขอสิ้นสุดสัญญาโครงการ
โดยรัฐบาลจะยึดเงื่อนไขในสัญญา กฎหมาย และระเบียบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นหลัก โดย รฟท. และบริษัทเอกชนผู้รับสัมปทานต้องปฏิบัติตามข้อผูกพันที่ตกลงร่วมกัน
“ก่อนเข้ามาเป็นคู่สัญญากับรัฐ ทุกฝ่ายต้องรับทราบและยอมรับเงื่อนไขตั้งแต่ต้น หากเปลี่ยนเงื่อนไขได้ ก็อาจต้องเปลี่ยนทุกสัญญาของภาครัฐ จึงต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก” อนุทินกล่าว
ชี้เอกชนไม่สามารถยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียว
ทั้งนี้ อนุทินระบุว่า เอกชนไม่สามารถยกเลิกสัญญากับภาครัฐได้ฝ่ายเดียว เพราะสัญญาภาครัฐไม่ได้เปิดช่องให้คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลิกสัญญาตามอำเภอใจ โดยการยกเลิกสัญญาต้องได้รับความยินยอมจากทั้งสองฝ่าย และต้องผ่านกระบวนการตามกฎหมาย
ที่สำคัญ หากเอกชนหยุดดำเนินโครงการ หรือไม่สามารถทำงานตามเงื่อนไข อาจเข้าข่ายเป็นผู้ทิ้งงาน รัฐสามารถขึ้นบัญชีดำ ริบหลักประกัน และเรียกค่าเสียหายได้ ซึ่งหากรัฐต้องเปิดประมูลใหม่และต้องจ่ายค่าก่อสร้างหรือค่าดำเนินการเพิ่มขึ้น รัฐยังสามารถไล่เบี้ยเรียกค่าเสียหายจากคู่สัญญาที่ทำให้โครงการสะดุดได้
“ทางออกที่ดีที่สุดคือทุกฝ่ายต้องทำตามสัญญา เพราะหากผู้รับเหมาหรือเอกชนรับงานรัฐแล้วเลิกกลางคัน ประเทศก็จะมีแต่โครงการที่สร้างไม่เสร็จ” อนุทินกล่าว
รฟท. ใช้สิทธิบอกเลิกได้ หากเอกชนทำงานไม่ถึงเป้าหมาย
นอกจากนี้ อนุทินยังระบุว่า สัญญาโครงการได้กำหนดกรอบเวลาและเป้าหมายความคืบหน้าของงานเป็นระยะ หากเอกชนดำเนินงานไม่เป็นไปตามเงื่อนไข รฟท. สามารถใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตามขั้นตอน
อย่างไรก็ตาม อนุทินมองว่า ยังไม่เห็นช่องทางที่เปิดให้เอกชนยกเลิกสัญญากับรัฐได้เอง พร้อมย้ำว่า ผู้ที่ทำสัญญากับรัฐต้องประเมินความสามารถในการปฏิบัติตามเงื่อนไขก่อนเข้าร่วมประมูล มิฉะนั้นอาจถูกขึ้นบัญชีดำและหมดสิทธิเข้าร่วมประมูลงานภาครัฐในอนาคต
อนุทินกล่าวเพิ่มเติมว่า ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย อยู่ระหว่างจัดทำร่างพระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ เพื่อเร่งรัดกระบวนการจัดการผู้รับเหมาหรือคู่สัญญาภาครัฐที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญา
ทั้งนี้ เครือซีพีออกแถลงการณ์ยืนยันว่า บริษัทไม่ได้ยกเลิกสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และยังเดินหน้าโครงการตามสัญญา
CP ย้ำร่วมกันหาทางออก ไม่ใช่การหาทางยุติโครงการ
สฤษดิ์ จิณสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กลุ่มซีพีมีความตั้งใจและยังคงยืนยันเจตนารมณ์ในการผลักดันโครงการนี้มาโดยตลอด เพราะเชื่อว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ
ประเด็นสำคัญที่เป็นอุปสรรคของโครงการไม่ใช่ความต้องการยกเลิกสัญญาของภาคเอกชน แต่คือข้อจำกัดหลายประการ ที่ไม่สามารถหาทางออกร่วมกันได้ อาทิเช่น ในการส่งมอบพื้นที่ล่าช้า ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อการก่อสร้างและการจัดหาเงินทุนของโครงการ
ที่ผ่านมา ภาคเอกชนได้พยายามหารือร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาการส่งมอบพื้นที่ แต่ยังมีข้อจำกัดบางประการที่ไม่สามารถดำเนินการได้ภายใต้กรอบกฎหมายและข้อเท็จจริงในพื้นที่
หลายพื้นที่แม้จะได้รับการส่งมอบแล้ว แต่กลับพบข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถก่อสร้างได้จริง เช่น ข้อจำกัดด้านกฎหมายเกี่ยวกับลำรางสาธารณะและสภาพพื้นที่ ซึ่งต้องอาศัยการพิจารณาและการแก้ไขในระดับนโยบายของหลายหน่วยงาน ปัญหาที่มีต่อเนื่องมาอย่างยาวนานในลักษณะนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถดำเนินการได้เอง
สฤษดิ์กล่าวว่า ที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ได้มีเจตนาจะกล่าวโทษการรถไฟฯ หรือหน่วยงานใด เพราะทุกฝ่ายต่างต้องการให้โครงการเดินหน้าต่อ แต่เมื่อเข้าสู่การดำเนินงานจริง จึงพบข้อจำกัดที่แตกต่างจากข้อมูลที่มีในช่วงจัดทำโครงการและการประกวดราคา (TOR) ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายจำเป็นต้องร่วมกันหาทางออก
นอกจากนี้ การส่งมอบพื้นที่ที่ล่าช้า ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดหาแหล่งเงินทุน(Project Finance)
อีกปัจจัยหนึ่งที่มีข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากTOR และช่วงเริ่มต้นโครงการ คือ สมมติฐานด้านปริมาณผู้โดยสารของสนามบินอู่ตะเภา
“แนวทางของภาคเอกชนไม่ใช่การยกเลิกสัญญา แต่คือการพยายามร่วมกับภาครัฐเพื่อแก้ไขอุปสรรคต่าง ๆ ให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อได้”
เพราะเชื่อว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินยังคงมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ
อย่างไรก็ตาม หากในที่สุดพบว่าข้อจำกัดทางกฎหมายหรือข้อจำกัดด้านการส่งมอบพื้นที่และข้อจำกัดอื่นๆ ไม่สามารถแก้ไขได้จริง จนไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญาได้
การพิจารณาทางเลือกตามกระบวนการของสัญญาก็อาจเป็นทางออกซึ่งทุกฝ่ายจะต้องหารือร่วมกันในอนาคต แต่ยืนยันว่าทางเลือกในการใช้สิทธิ์ในการเลิกสัญญาไม่ใช่เป้าหมายหลักที่ภาคเอกชนต้องการให้เกิดขึ้น
“สิ่งที่เราพยายามมาตลอด คือการร่วมกันหาทางออก ไม่ใช่การหาทางยุติโครงการ หากทุกฝ่ายสามารถแก้ไขข้อจำกัดที่เกิดขึ้นได้ โครงการก็ยังสามารถเดินหน้าเพื่อประโยชน์ของประเทศต่อไปได้” สฤษดิ์กล่าว

