วันนี้ (27 กุมภาพันธ์) ในการประชุมสภาครั้งที่ 19 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2) รอมฎอน ปันจอร์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอญัตติด่วน ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาข้อเท็จจริงและผลกระทบกรณีการผลักดันผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับไปเผชิญการประหัตประหารในประเทศจีน โดยชี้ว่า การส่งตัวเกิดขึ้นอย่างลับๆ ไร้การยืนยันจากรัฐบาล และมีภาพขบวนรถต้องสงสัยขนย้ายชาวอุยกูร์ออกจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) กลางดึก ทำให้เกิดความกังวลต่อกระบวนการทางกฎหมายที่อาจถูกละเลย และผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทย
จากนั้นสมาชิกได้อภิปรายแสดงความเห็นอย่างกว้างขวาง เช่น รังสิมันต์ โรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ชี้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดของรัฐบาล ละเมิดหลักการไม่ส่งผู้ลี้ภัยกลับที่อันตราย ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทำร้ายฯ พ.ศ. 2565 และอาจกระทบความมั่นคงของชาติ
รังสิมันต์ยังตั้งข้อสังเกตถึงความขัดแย้งระหว่างคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่าไม่ทราบเรื่อง กับการดำเนินการของหน่วยงานความมั่นคง พร้อมหยิบยกภาพเลขาสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งกำลังพบชาวอุยกูร์ที่จีน ซึ่งเป็นภาพถ่ายจากสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เชื่อว่าท่านทำตามหน้าที่ ในฐานะผู้ปฏิบัติ แต่การส่งคนอุยกูร์กลับเป็นการตัดสินใจโดยฝ่ายการเมือง
ฝ่ายรัฐบาลชี้ เป็นการคาดการณ์
จากนั้น วิทยา แก้วภราดัย สส. บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่าเรื่องนี้ได้ฟังข่าวมาเป็นระยะ สถานการณ์แบบนี้ไม่น่าเกิดขึ้น ขณะเดียวกันหากจะร่วมอภิปรายก็ไปไม่ถูก ไม่แน่ใจว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งรอมฎอนที่เสนอญัตติก็ใช้การคาดการณ์ ซึ่งมีทั้งความเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ จึงขอให้ประธานในที่ประชุม ซึ่งเป็นประมุขโทรศัพท์ไปถามว่า เหตุการณ์เป็นอย่างไรจะได้ช่วยอภิปรายถูก
“หากเตลิดเปิดเปิงไปถึงประเทศจีน แต่ปรากฏว่ายังอยู่ที่ ตม. หมด เราก็จะยุ่ง ผมว่าท่านพักประชุม แล้วไปประสานงานในฐานะประมุขของนิติบัญญัติว่า มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในสภาฯ ทุกฝ่ายน่าจะให้คำตอบท่านได้ แล้วท่านค่อยมาแจ้งพวกเรา”
ทำให้ ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่าเราพูดคุยกันระหว่างวิปว่าจะส่งเรื่องนี้ไปคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนยืนยันว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง มีข่าวปรากฏ กระทรวงการต่างประเทศของจีนก็ออกมายอมรับ และในภายในวันนี้กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาอาจจะออกแถลงการณ์ด้วย
ขณะที่ อดิศร เพียงเกษ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ จึงขอให้นับองค์ประชุม
ด้าน ไชยวัฒนา ติณรัตน์ สส. มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย เสนอให้เปลี่ยนชื่อญัตติเป็น ‘ผู้ลี้ภัย’ แทน ‘ชาวอุยกูร์’ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการกระทำที่ละเอียดอ่อน และอาจกระทบความสัมพันธ์กับจีน จนเกิดวิวาทะกับ ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ถามว่าไชยวัฒนาเป็นตัวแทน สส. ไทย หรือตัวแทน สส. จีน
ฝ่ายค้านยอมเปลี่ยนชื่อญัตติ
ภายหลังพรรคการประชุมได้ข้อสรุปว่าจะมีการเปลี่ยนชื่อญัตติ รอมฎอนกล่าวว่า ตนเองไม่มีปัญหาในการเปลี่ยนชื่อญัตติ จึงขอให้ทุกฝ่ายสอดคล้องและเห็นพ้องต้องกัน เพื่อให้ญัตตินี้ได้เดินหน้าต่อไป ขออนุญาตเปลี่ยนชื่อญัตติเป็น ‘ญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาข้อเท็จจริง และผลกระทบ กรณีการผลักดันผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ กลับไปประเทศจีน เพื่อส่งข้อเสนอแนะให้กับคณะรัฐมนตรีดำเนินการต่อไป’ ก่อนที่จะเปิดให้มีการอภิปรายต่อ
ต่อมา กัณวีร์ สืบแสง สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ได้กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นนั้น รัฐบาลไทยได้ยอมให้รัฐบาลจีน เข้ามาดำเนินการเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ และเป็นการแทรกแซงอธิปไตยของประเทศไทยอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังเป็นการละเมิดกฎหมายภายในประเทศ และกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง
“วันนี้เป็นวันที่ผมอึดอัดที่สุด ถ้าวันนี้ผมจะร่ำไห้ ผมจะไม่ร่ำไห้ให้กับพี่น้องชาวมุสลิม หรือชาวอุยกูร์ แต่ผมจะร่ำไห้กับการดำเนินการของรัฐบาลชุดนี้” กัณวีร์กล่าว
กัณวีร์ชี้ว่า ที่ตนเองเข้ามาในการเมือง เพราะหวังว่าจะเสนอทางออกอย่างยั่งยืนเรื่องผู้ลี้ภัย แต่ความพยายามที่ผ่านมาสูญเปล่า การผลักดันผู้ลี้ภัยกลับประเทศต้นกำเนิดทั้งที่ยังไม่พร้อม ไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน ทำไมทุกคนไม่เห็นมนุษย์เป็นมนุษย์ แต่มองเป็นสิ่งของ ครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย หากประเทศไทยยังไม่รู้จักคำว่ามนุษยธรรม