×

DeepSeek Moment จังหวะปลุก ‘มังกรจีน’ ให้ฟื้นคืนชีพ?

27.02.2025
  • LOADING...
deepseek-moment-china

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา วงการเทคโนโลยีโลกต่างสั่นสะเทือนกับ AI Startup จากจีน ที่นำเสนอโมเดล DeepSeek-R1 ที่มีประสิทธิภาพสูงและต้นทุนต่ำ ตามด้วยการพบปะกันของผู้นำจีนและซีอีโอบริษัทเอกชนด้านนวัตกรรมหลายแห่ง ส่งผลให้หุ้นเทคจีนปรับตัวขึ้น สวนทางกับหุ้นเทคสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลงจากจุดสูงสุด

 

การฟื้นตัวของหุ้นจีนรอบนี้ถูกตั้งคำถามจากนักลงทุนมากมาย เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่รวดเร็ว รุนแรง 

 

วันนี้ผมจึงมาชวนวิเคราะห์ และตอบคำถามสำคัญสำหรับเศรษฐกิจและการลงทุน เพื่อให้นักลงทุนไทยได้คิดและหากลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมไปด้วยกัน

 

ข้อ 1 พัฒนาการ AI ที่กำลังเกิดขึ้นเป็นบวกขนาดไหนสำหรับเศรษฐกิจและตลาดหุ้นจีน

 

คำตอบ ชัดเจนว่าเป็น DeepSeek Moment บวก แต่ด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจและตลาดการเงินของจีน ขนาดความสำคัญอาจไม่เท่ากับฝั่งสหรัฐฯ

 

ประเด็นบวกที่สำคัญที่สุดของ DeepSeek ในมุมมองของผม คือการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการจีน ว่าแม้จะถูกจำกัดด้านเทคโนโลยีอย่างเข้มข้น ก็ยังสามารถมีพัฒนาการที่เทียบเท่าสหรัฐฯ ได้ คาดว่าจะทำให้ภาคธุรกิจกล้าประยุกต์ใช้ AI เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจต่อเนื่องทันที

 

ผมประเมินโอกาสจาก AI บนธุรกิจจีนในอีก 10 ปีข้างหน้าสามเรื่อง ได้แก่การประหยัดต้นทุน (Cost Saving) การเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency Improvement) และการหารายได้ใหม่ (New Revenue) ทั้งหมดจะเร่งให้รายได้เติบโตเพิ่มขึ้น 3% 2% 1% ต่อปีตามลำดับ

 

การที่ AI บวกไม่แรง เป็นเพราะว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีนส่วนใหญ่เป็นภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้ความชำนาญสูงที่การประยุกต์ใช้ AI จะเพิ่มประสิทธิภาพได้ไม่มาก แตกต่างจากฝั่งสหรัฐฯ ที่แรงงานส่วนใหญ่อยู่ในภาคบริการสุขภาพและการศึกษา สามารถใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพได้สะดวกและง่ายกว่า

 

ตลาดหุ้นก็เช่นกัน S&P 500 เป็นดัชนีที่มีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีสูงที่สุดกว่า 31% ขณะที่ดัชนี HSI และ CSI 300 มีสัดส่วนหุ้นกลุ่มเทคเพียง 7% และ 16% ตามลำดับ หมายความว่าแม้จะเป็น AI ระดับเดียวกัน ก็อาจไม่ได้ส่งผลบวกกับการเติบโตของตลาดหุ้นและเศรษฐกิจได้เท่ากัน

 

ข้อ 2 AI จะช่วยแก้ปัญหาของเศรษฐกิจจีนได้มากแค่ไหน

 

คำตอบ ช่วยได้น้อย แม้ปัญหาหลักของจีนคือความเชื่อมั่น แต่ก็มีเรื่องหนี้และอสังหาริมทรัพย์ที่ AI ช่วยไม่ได้

 

นอกจากมุมมองเชิงบวกด้านเทคโนโลยี ผมมองว่า AI ช่วยเศรษฐกิจจีนด้านประชากรมากที่สุด เช่นแรงงานที่คาดว่าจะหดตัวลง 25% ใน 25 ปีข้างหน้า คาดว่าจะสามารถทดแทนด้วย AI ได้

 

อย่างไรก็ดี การมี AI ก็ไม่ได้ช่วยให้ภาคครัวเรือนหรือเอกชนจีนสามารถลดหนี้ได้เร็วขึ้น ภาครัฐยังจำเป็นต้องมีนโยบายทั้งการเงินและการคลังมาสนับสนุน 

 

ส่วนในภาคอสังหาฯ ก็ไม่เห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจน การก่อสร้างชะลอตัว ราคาบ้านยังไม่ฟื้น สะท้อนถึงความระมัดระวังตัวของนักลงทุนแม้จะมี DeepSeek Moment เกิดขึ้นในตลาดหุ้น

 

ข้อ 3 ความเสี่ยงสำคัญของ AI จีนจากนี้คืออะไร

 

คำตอบ อยู่ที่สามตัวแปรหลักได้แก่สหรัฐฯ การสนับสนุนของภาครัฐ และความปลอดภัย 

 

แม้ว่าจีนจะมี DeepSeek แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถพัฒนาได้ด้วยตัวคนเดียว อุตสาหกรรม AI ต้องการความร่วมมือจากบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก แต่พัฒนาการล่าสุดนี้กลับดูจะนำไปสู่ความกังวลของรัฐบาลสหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่จะถูกกดดันมากขึ้นไปอีก

 

ส่วนแนวทางการสนับสนุนของภาครัฐจีนก็ต้องจับตาเช่นกัน เพราะ AI จะสร้างเศรษฐกิจที่กระจุกตัวเช่นเดียวกับกลุ่มเทคโนโลยีในสมัยก่อน สวนทางกับแนวคิดสังคมนิยมที่ต้องการให้ความมั่งคั่งกระจายตัว ครั้งนี้จึงจะเป็นอีกหนึ่งบททดสอบการตัดสินใจของภาครัฐว่าจะสนับสนุน AI ไปถึงจุดไหน

 

และความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดก็คือความปลอดภัยของข้อมูลและข้อกำหนดด้านกฎหมายของผู้พัฒนา AI จีนเอง ถ้าไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยได้ จะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขยายตัวของเทคโนโลยีไปทั่วโลกในอนาคตแน่นอน

 

ข้อ 4 อะไรคือเหตุผลสำคัญที่สุดที่นักลงทุนต่างชาติจะกลับเข้าลงทุนในจีน

 

คำตอบ ในภาวะปรกติ ‘ราคา’ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่ในระยะยาวเชื่อว่านักลงทุนทั่วโลกจะจับตาไปที่ ‘นโยบายระหว่างประเทศ’

 

ประเด็นสำคัญที่ทำให้หุ้นจีนปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงใน DeepSeek Moment ไม่ได้มาจากแค่พัฒนาการของ AI แต่ระดับราคาของหุ้นจีนที่ถูกกว่าทั่วโลกมากก็มีส่วนสำคัญ

 

ปัจจุบัน แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นแล้ว แต่ MSCI China ก็ซื้อขายที่ระดับราคาต่อรายได้ 12 เดือนข้างหน้า (NTM P/E) เพียงราว 11.5x ขณะที่ CSI300 ซื้อขายที่ 13.1x ชี้ว่าตลาดหุ้นจีน มีมูลค่าที่น่าสนใจเมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นโลกที่มี P/E 19x อยู่มาก

อย่างไรก็ดี ผมมองว่านักลงทุนต่างชาติจะกลับเข้าลงทุนในหุ้นจีนอย่างจริงจัง ก็ต่อเมื่อนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับสหรัฐฯ ควรต้องเป็นกลางกว่านี้

 

ในปัจจุบัน ฝั่งสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะตั้งกำแพงภาษีกับสินค้าจีนเพิ่มเติมค่อนข้างแน่ การกดดันด้านเทคโนโลยีจะมีให้เห็นมากขึ้น ขณะที่การตอบโต้ในเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับ AI จากทางฝั่งสหรัฐฯ อาจเป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่มเติมจากเหตุการณ์ DeepSeek 

 

จนกว่าแรงกดดันเชิงนโยบายข้างต้นจะสงบลง นักลงทุนต่างชาติจึงจะกลับไปลงทุนในหุ้นจีนได้อย่างจริงจัง 

 

ข้อ 5 ในมุมการลงทุนโอกาสของนักลงทุนไทยจาก DeepSeek Moment อยู่ที่ไหน

 

คำตอบ สำหรับผม มองว่าโอกาสของหุ้นเทคจีนอยู่ที่นักประยุกต์และนักสร้างสรรค์ (Adaptor และ Performer) ขณะที่หุ้นเทคสหรัฐฯ ยังเป็นคำตอบหลักของนักบุกเบิก (Pioneer) และผู้เปิดทาง (Enabler) 

 

ความเปลี่ยนแปลงที่ DeepSeek แสดงให้เห็นนั้น สะท้อนถึงความสามารถของจีนในการพัฒนาโมเดล AI ที่มีประสิทธิภาพสูงและต้นทุนต่ำ 

 

เรื่องนี้ชัดเจนว่าเป็นบวกกับผู้ที่นำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ ในขณะเดียวกันก็ยิ่งทำให้เห็นว่า บริษัทเทคโนโลยีในฝั่งสหรัฐฯ มีศักยภาพที่สูงกว่า ทั้งในด้านการสร้างนวัตกรรม และการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง

 

ดังนั้นในมุมของนักลงทุน โอกาสของหุ้นจีนจะอยู่ที่หุ้นขนาดเล็กกลุ่ม Performers ที่มีแนวโน้มเติบโตสูงบนต้นทุนต่ำ เช่นในกลุ่มสื่อสาร บริการเทคโนโลยี และสินค้าฟุ่มเฟือย ในดัชนี ChiNext 

 

แต่สำหรับนักลงทุนที่ชอบหุ้นใหญ่ในจีน อาจเน้นไปที่การกระจายการลงทุน ให้มีมากกว่ากลุ่มเทคโนโลยี นอกจากนั้นก็ควรเลือกบริษัทที่ภาครัฐสนับสนุน และถ้าเป็นไปได้ ควรอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีแรงต้านจากทั่วโลกต่ำ เช่นหุ้นในดัชนี HSCEI เป็นต้น

 

สำหรับนักลงทุนไทย DeepSeek Moment ไม่ใช่แค่สัญญาณของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการปรับโครงสร้างของธุรกิจเทคโนโลยี AI ในระดับโลก 

 

ผมเชื่อว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นหนึ่งในจังหวะสำคัญที่สามารถปลุกตลาดหุ้นจีนให้ฟื้นคืนชีพได้ นักลงทุนไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิดไปพร้อมกันครับ

ภาพ: Omar Marques / SOPA Images / LightRocket via Getty Images

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising