ในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา งาน World Bank-IMF Spring Meetings ถูกจัดขึ้นท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนมาแล้ว 4 ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นช่วงวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ในปี 2020, สงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022, นโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ในปี 2025 และล่าสุด วิกฤตราคาน้ำมันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ฝังรากลึก และแรงกดดันด้านการจัดหาเงินทุนเพื่อการพัฒนา การประชุมดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนบททดสอบความกดดัน (stress test) สำหรับการพัฒนาที่เท่าเทียม (Equitable Development) และระบบพหุภาคีที่กำลังแตกสลายลง
สำนักข่าว Bloomberg และ ศูนย์วิจัยนโยบายของมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ (UNU-CPR) ได้ระบุถึง 5 ประเด็นน่าจับตา โดยมีมุมมองร่วมกัน ดังนี้
1. ‘ความขัดแย้ง’ ไม่ใช่ ‘ปัจจัยภายนอก’ อีกต่อไป
ความขัดแย้งในอิหร่านคือปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก โดย Bloomberg ชี้ว่า ราคาน้ำมันจะเป็นตัวแปรหลักเพียงตัวแปรเดียวในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกปี 2026 ซึ่งหากสถานการณ์เลวร้ายจนราคาน้ำมันพุ่งถึง 170 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก็อาจทำให้ GDP โลกโตเพียง 2.2% และดันเงินเฟ้อสูงถึง 5.4% ได้
ในขณะที่ UN ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งไม่ใช่แค่ความเสี่ยงรองอีกต่อไป แต่เป็นความสำคัญหลักทางนโยบายที่จะส่งผลกระทบทันที ซึ่งอาจพลิกโฉมกรอบการประเมินเศรษฐกิจมหภาคและการปล่อยสินเชื่อเสียใหม่ โดยสถาบันต่างๆ อาจต้องนำปัจจัยด้านความขัดแย้งเข้ามาควบรวมในโมเดลประเมิน แทนที่จะมองว่าเป็นเพียงตัวแปรภายนอก (exogenous) ที่ควบคุมไม่ได้อย่างในอดีต
2. โครงสร้างหนี้แบบเดิมไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่
Bloomberg ระบุว่าปัญหาหนี้สาธารณะทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้นยังคงเป็นเรื่องสำคัญในวาระการประชุมครั้งนี้ และ IMF คาดการณ์ว่าจะมีคำขอรับเงินช่วยเหลือเพื่อชดเชยความต้องการด้านดุลการชำระเงินราว 20,000 ถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มเติมจากยอดหนี้คงค้างเดิมที่ 1.4 แสนล้านดอลลาร์
ในขณะที่ UN ชี้ว่า โครงสร้างหนี้ในปัจจุบันไม่เหมาะสมกับโลกที่มีความผันผวนซ้อนทับกัน พร้อมย้ำว่าการส่งสัญญาณแก้ปัญหาอย่างจริงจัง มีความสำคัญกว่าคำพูดใดๆ เช่น การเร่งปรับโครงสร้างหนี้ การเปิดตัวแพลตฟอร์มสำหรับประเทศลูกหนี้ (Borrowers’ Platform) และการดึงเงินทุนจากภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วย
3. กลุ่มอำนาจกลาง มีบทบาทมากขึ้นในโลกแบ่งขั้ว
Bloomberg มองว่า ‘พหุภาคีที่ตึงเครียด’ (strained multilateralism) และกระแสทวนกลับของโลกาภิวัตน์ (deglobalization) จะเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการประชุมครั้งนี้ ซึ่งแม้จะมีการร้องขอให้หลีกเลี่ยงการดำเนินนโยบายแบบตัวใครตัวมัน แต่โอกาสที่จะเกิดความร่วมมือระหว่างประเทศในภาวะวิกฤตนี้ยังคงดูริบหรี่
ส่วนทาง UN ชวนจับตาว่า ประเทศมหาอำนาจดั้งเดิมเริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น ในการกำหนดวาระการประชุมด้านการพัฒนา ขณะที่กลุ่มประเทศอำนาจระดับกลาง (middle powers) กำลังมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดทิศทางการสนทนา สร้างพันธมิตร และเสนอแนวคิดนวัตกรรมเชิงสถาบัน
4. ‘การเงินทางเลือก’ ก้าวแทนที่ ‘ธนาคารแบบเดิม’
Bloomberg ระบุว่า ธนาคารแบบดั้งเดิมกำลังเผชิญความเสี่ยง หลังสถาบันการเงินทางเลือกเริ่ม (non-bank) มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยชี้ว่า IMF เริ่มพิจารณาการเติบโตของการให้สินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคารในตลาดเกิดใหม่อย่างจริงจังในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา
ทาง UN ขยายความประเด็นนี้ว่า เทคโนโลยี Fin-tech และตลาด Stablecoin กำลังกลายเป็นเวทีหลักของการปล่อยสินเชื่อ และอาจมีมูลค่าถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ซึ่งสามารถเข้ามาช่วยอุดช่องโหว่ด้านเงินทุนเพื่อการพัฒนาโลกได้ หากมีการกำกับดูแลและการเข้าถึงที่ดีพอ
5. ตัวชี้วัด ‘ความสำเร็จ’ แทนที่ GDP แบบเดิม
ความผันผวนทั้งหมดนี้ทำให้สถาบันต่างๆ ต้องเปลี่ยนวิธีคิด Bloomberg ระบุว่าความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทำให้ธนาคารกลางหลักๆ เช่น ECB และ BOJ ต้องเผชิญความกดดันในการกำหนดทิศทางนโยบายดอกเบี้ย
UN เผยว่า ในการปรับปรุงกรอบการประเมินเศรษฐกิจมหภาคและการปล่อยสินเชื่อ ที่ผ่านมา ธนาคารโลกได้พยายามที่จะก้าวข้ามการใช้ GDP ในการชี้วัดความสำเร็จ โดยเปลี่ยนไปใช้ตัวชี้วัดด้านการจ้างงานแบบใหม่ และนับความเสี่ยงด้านความขัดแย้งและสภาพภูมิอากาศร่วมด้วย
ภาพ: Reuters Connect
อ้างอิง:
- https://www.bloomberg.com/news/newsletters/2026-04-13/imf-world-bank-meetings-in-dc-five-things-to-watch
- https://unu.edu/cpr/blog-post/five-things-watch-2026-world-bank-imf-spring-meetings

