เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ 1 พฤษภาคม 2569 ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ตัวแทนภาครัฐได้นำเสนอนโยบายด้านแรงงานภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจงานดี โดยมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างสวัสดิการและการพัฒนาทักษะเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานจัดงาน ระบุว่าการบริหารจัดการแรงงานถือเป็นวาระระดับชาติที่เกี่ยวเนื่องกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการจากทุกกระทรวง นอกเหนือจากกระทรวงแรงงานเพียงหน่วยงานเดียว เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจดำเนินควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน
ยศชนันได้ระบุถึงความสำคัญของวันแรงงานสากลใน 3 มิติ ได้แก่ การยกย่องคุณค่าของแรงงานในฐานะกลไกขับเคลื่อนประเทศ การรับฟังเพื่อผลักดันข้อเรียกร้องด้านสิทธิสวัสดิการ และการสร้างความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง
ในด้านความท้าทาย ยศชนันประเมินว่าแรงงานไทยกำลังเผชิญผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เชื่อมโยงถึงราคาพลังงานและค่าครองชีพ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รัฐบาลจึงกำหนดแนวนโยบายทั้งเชิงรับและเชิงรุกในการยกระดับทักษะแรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องยนต์สันดาปที่ต้องปรับตัวรับเทคโนโลยีใหม่ ภาครัฐอยู่ระหว่างการจัดทำฐานข้อมูลทักษะแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นกลไกเชื่อมโยงทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม พร้อมจัดทำระบบสนับสนุนแรงงานที่มีทักษะไม่ตรงสายงานให้มีโอกาสเข้าถึงการจ้างงานและเพิ่มรายได้
ด้าน จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นำเสนอยุทธศาสตร์เร่งด่วน 5 ประการเพื่อปฏิรูปโครงสร้างสวัสดิการและสิทธิแรงงาน ยุทธศาสตร์ดังกล่าวประกอบด้วย การปฏิรูประบบประกันสังคมผ่านการใช้สูตรคำนวณบำนาญชราภาพรูปแบบใหม่ หรือสูตร CARE ซึ่งคำนวณจากค่าจ้างจริงตลอดช่วงชีวิตเพื่อความมั่นคงหลังเกษียณ ประการต่อมาคือการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตโดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาปรับใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพแรงงานไทยสู่มาตรฐานสากล
ประการที่สามคือการคุ้มครองสิทธิเชิงรุก มุ่งเน้นการสร้างแรงจูงใจให้นายจ้างพัฒนาทักษะบุคลากรทดแทนการเลิกจ้างควบคู่กับการจัดการความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน ประการที่สี่คือการเปิดตลาดแรงงานฝีมือ เพื่อขยายโอกาสการทำงานในต่างประเทศที่มีผลตอบแทนสูงพร้อมกับการจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติ
และประการสุดท้ายคือการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานบนแพลตฟอร์ม โดยสร้างระบบประกันสังคมที่มีความยืดหยุ่นรองรับกลุ่มแรงงานอิสระและพนักงานรับส่งสินค้าให้สามารถเข้าถึงสวัสดิการอย่างเท่าเทียม
ช่วงท้ายของการจัดกิจกรรม ตัวแทนกลุ่มผู้ใช้แรงงานได้ยื่นข้อเสนอ 8 ประเด็นหลักต่อรัฐบาล ซึ่งรวมถึงการเรียกร้องให้รับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 เพื่อรับรองสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรอง การจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยง การปรับเพิ่มเงินสงเคราะห์ค่าคลอดบุตรเป็น 30,000 บาท และการขยายความคุ้มครองทางกฎหมายให้ครอบคลุมกลุ่มแรงงานเหมาค่าแรง
ยศชนันได้รับข้อเสนอดังกล่าว พร้อมสั่งการให้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณา และติดตามผลการดำเนินการในทุกประเด็น โดยกำหนด กรอบระยะเวลาให้มีความคืบหน้าภายใน 30 วัน





