×

World Bank เปิดตัว กรอบความร่วมมือฉบับใหม่กับไทย ปี 2027-2032 เร่งการเติบโต-สร้างงาน

18.09.2026
  • LOADING...
โลโก้ธนาคารโลกพร้อมข้อความกรอบความร่วมมือไทย 2027-2032 เร่งการเติบโต-สร้างงาน

คณะกรรมการบริหารของกลุ่มธนาคารโลกหารือเกี่ยวกับกรอบความร่วมมือฉบับใหม่กับประเทศไทย ปี 2027-2032 เพื่อส่งเสริมการสร้างงานและสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

 

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุง วอชิงตัน คณะกรรมการบริหารของกลุ่มธนาคารโลกได้หารือเกี่ยวกับกรอบความร่วมมือ (Country Partnership Framework: CPF) สำหรับประเทศไทย ประจำปีงบประมาณ 2570-2575 ฉบับใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจและการสร้างงานในช่วงก้าวต่อไปของประเทศไทย บนพื้นฐานของงเศรษฐกิจที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงและมีความเข้มแข็งพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

 

กลุ่มธนาคารโลกทำงานร่วมกับประเทศไทยมาเป็นเวลากว่า 75 ปีในทุกช่วงของการพัฒนาประเทศ กรอบความร่วมมือฉบับใหม่นี้จะยิ่งกระชับความร่วมมือดังกล่าวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้และการสนับสนุนด้านการปฏิรูปเข้ากับการจัดหาเงินทุนแก่ภาครัฐอย่างคัดสรรและการลงทุนจากภาคเอกชนเพื่อสนับสนุนเส้นทางของประเทศไทยสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ทั้งนี้ กรอบความร่วมมือดังกล่าวยังรับกับเป้าหมายการพัฒนาระยะยาวและสาระสำคัญของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 257-2575) ที่อยู่ระหว่างการจัดทำ

 

กรอบความร่วมมือฉบับนี้ต่อยอดจากพลังขับเคลื่อนสำคัญของการประชุม Bangkok Business Summit 2026 ซึ่งผู้นำจากภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมกันผลักดันวาระการปฏิรูปเศรษฐกิจไทย พร้อมกันนี้ ยังสะท้อน ลำดับความสำคัญที่รวบรวมจากการหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียชาวไทย เพื่อจัดทำรายงานสำคัญของ กลุ่มธนาคารโลกในชื่อ Building Thailand’s Future Today โดยกรอบความร่วมมือมุ่งเน้นที่จะเปลี่ยนประเด็นสำคัญ เหล่านี้ให้กลายเป็นการปฏิรูปและการลงทุนที่เป็นรูปธรรม ผ่านการทำงานร่วมกับกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่มีอยู่แล้ว เช่น คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. (Joint Public-Private Committee: JPPC)

 

“การประชุม Bangkok Business Summit สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความเห็นพ้องร่วมกันในการเปลี่ยนจากการวิเคราะห์ปัญหาไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง” สตีเฟน เอ็น. เอ็นเดกวา ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก กล่าว “กรอบความร่วมมือฉบับนี้จะช่วยเปลี่ยนเจตนารมณ์ดังกล่าวให้เป็นการลงทุนที่เป็นรูปธรรม การสร้างงานที่มีจำนวนมากขึ้นและมีคุณภาพดีขึ้น การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคธุรกิจ และการสร้างความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอน”

 

กรอบความร่วมมือมุ่งเน้นผลลัพธ์สองประการที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ประการแรกคือ การเสริมความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน โดยสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเพิ่มผลิตภาพ สร้างนวัตกรรม นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ แข่งขันในตลาดระดับภูมิภาคและระดับโลก รวมถึงการเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ความร่วมมือนี้จะมุ่งเน้นไปที่ภาคส่วนที่มีศักยภาพสูงในการสร้างงาน ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ห่วงโซ่มูลค่าดิจิทัล และธุรกิจการเกษตร ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะ การเงินที่ยั่งยืน และการส่งเสริมนวัตกรรม

 

ประการที่สองคือ การเสริมสร้างความแข็งแกร่งเพื่อรองรับการเติบโต โดยสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ คมนาคม และพลังงาน ความยืดหยุ่นทางการคลัง การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติจากสภาพอากาศ และระบบคุ้มครองทางสังคม ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนการรับมืออุทกภัยและภัยแล้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยา การเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมที่เชื่อมโยงภาคธุรกิจและแรงงานในภูมิภาคที่มีการพัฒนาล่าช้าเข้ากับตลาดระดับประเทศ และการช่วยวางรากฐานทางการคลัง ผ่านระบบการจัดเก็บรายได้ที่เข้มแข็งขึ้นและการใช้จ่ายภาครัฐที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการเติบโตที่สมดุลในเชิงพื้นที่ รวมถึงความพยายามในการปลดล็อกศักยภาพของเมืองรองและแนวพื้นที่เศรษฐกิจภูมิภาค

 

“ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งระดมและเอื้อให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชนในระดับที่กว้างขวาง เพื่อช่วยให้ธุรกิจไทยเติบโต สร้างนวัตกรรม และสร้างงานที่มีคุณภาพมากขึ้น” อาร์โนด์ ดูปัวซาต์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) กล่าว “เราจะผนึกจุดแข็งของธนาคารโลก IFC และสถาบันประกันการลงทุนพหุภาคี (MIGA) เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปและการลงทุนที่ช่วยยกระดับผลิตภาพ ขยายโอกาส และเสริมสร้างความยืดหยุ่น”

 

การจัดทำ CPF ฉบับนี้มีขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยเตรียมรับบทเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Group Annual Meetings) ประจำปี 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม การประชุมดังกล่าวจะเป็นเวทีสำคัญในนำเสนอวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาของประเทศไทยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และกระชับความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตที่ทั่วถึง มีขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้น

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories