นับเป็นการขยับตัวของยักษ์ใหญ่แห่งวงการชิ้นส่วนยานยนต์ เมื่อการเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) กำลังสร้างแรงสะเทือนเป็นวงกว้างตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนานวัตกรรม กระบวนการผลิต ไปจนถึงการบริหารจัดการพลังงานและการลดคาร์บอน ส่งผลให้ JTEKT ต้องเร่งยกเครื่องยุทธศาสตร์เพื่อรับมือกับบริบททางธุรกิจที่เปลี่ยนไป
ท่ามกลางคลื่นความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โทชิอากิ ชินยะ ผู้บริหารระดับสูง JTEKT Corporation เปิดเผยว่า ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมทั่วโลกจะถูกขับเคลื่อนด้วย 4 เทรนด์หลัก ได้แก่ ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า, ระบบอัตโนมัติ, ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน และความยั่งยืน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะไม่เพียงแต่เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต แต่จะเปลี่ยนกติกาการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมไปโดยสิ้นเชิง
เพื่อตอบรับกับปรากฏการณ์นี้ JTEKT ได้เดินหน้านำทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งชิ้นส่วนยานยนต์ ตลับลูกปืน ระบบส่งกำลัง และเครื่องจักรกลตัดกลึง ทรานส์ฟอร์มองค์กรจากผู้ผลิตชิ้นส่วนไปสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชัน ที่พร้อมเข้าไปตอบโจทย์และแก้ปัญหาในโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงสนับสนุนการจัดการพลังงานแก่คู่ค้า
ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังตั้งเป้าผสานองค์ความรู้เชิงลึกด้าน Motion Control, Steering, Bearing และเทคโนโลยีการผลิต เข้ากับ Digital Technology, AI, Automation และ Smart Factory เพื่อพัฒนาโซลูชันแห่งอนาคตสำหรับอุตสาหกรรม Mobility และ Manufacturing พร้อมทั้งขยายธุรกิจไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน และ Advanced Manufacturing อย่างเต็มตัว
ในส่วนของยุทธศาสตร์การลงทุน JTEKT ยังคงเดินหน้าอัดฉีดงบประมาณในเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างต่อเนื่อง ทั้งระบบบังคับเลี้ยวขั้นสูง, Smart Bearings, Digital Engineering และ AI โดยมองว่าวิกฤตการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมในครั้งนี้ คือโอกาสครั้งสำคัญในการสร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ๆ
สอดคล้องกับมุมมองเชิงลึกจากภูมิภาค โดย โยชิคาซึ โมริโนะ ประธานบริษัท JTEKT Asia Pacific Co., Ltd. กล่าวเสริมว่า การเติบโตของตลาด EV ในเอเชียไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนระบบส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปสู่มอเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น หากแต่เป็นการปฏิรูปโครงสร้างเชิงอำนาจและห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบ ซึ่งถือเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจ
ขณะเดียวกันในมิติของเศรษฐกิจ JTEKT ประเมินทิศทางในอีก 5–10 ปีข้างหน้าว่า ภูมิภาคศักยภาพสูงที่จะเป็นเค้กชิ้นใหญ่ในช่วงชิงการเติบโต คือ อินเดีย อาเซียน และกลุ่มประเทศ Global South เนื่องจากได้อานิสงส์จากการขยายตัวของกลุ่มชนชั้นกลาง ต่อด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ในพื้นที่
เมื่อเจาะลึกมาที่สถานการณ์ในประเทศไทย แม้ในช่วง 3–5 ปีที่ผ่านมา JTEKT Thailand จะต้องเผชิญกับมรสุมรอบด้าน ทั้งผลกระทบจากโควิด ตลอดจนความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก และกระแส EV ที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว แต่ประเทศไทยยังคงรักษาแชมป์ในการเป็นฐานการผลิตและส่งออกหลักเพื่อเจาะตลาดอาเซียนรวมถึงตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่ง
ท้ายที่สุดนี้ จากภาพรวมการดำเนินงานกว่า 60 ปี JTEKT พร้อมสานต่อความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นต่อไป โดยมองประเทศไทยเป็นเสมือนบ้านหลังที่สอง พร้อมเดินหน้ายกระดับบุคลากร เทคโนโลยี และมาตรฐานความยั่งยืน เพื่อปักธงให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตที่เข้มแข็งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ภาพ: Grzegorz Czapski/shutterstock


