×
Menu
294155

เราจำเป็นต้องเป็นศัตรูกับเพื่อนร่วมงานเพื่อให้ได้เลื่อนตำแหน่งไหมครับ

09.10.2019
  • LOADING...
เป็นศัตรูกับเพื่อนร่วมงานที่ได้เลื่อนตำแหน่ง

HIGHLIGHTS

3 Mins. Read
  • ข้อดีของการมีคู่แข่งคือการมีแรงกระตุ้นให้เราดึงศักยภาพของตัวเองขึ้นมามากกว่าเดิม ในสถานการณ์ที่ไร้คู่แข่ง เราอาจจะทำงานได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้ามีคู่แข่ง เราอาจจะทำงานได้ดียิ่งกว่าเดิม ในอีกแง่หนึ่ง การได้เห็นคนอื่นที่เขาทำงานเก่งๆ ทำให้เราได้แรงบันดาลใจในการทำงาน และเราก็ได้เรียนรู้จากเขาไปในตัวด้วยนะครับ
  • ใครจะคิดเป็นศัตรูกับเราก็ปล่อยเขาครับ ให้เขาร้อนรนอยู่คนเดียว หน้าที่ของเราคือกลับมาดูว่าตำแหน่งที่เราต้องการนี้ต้องการคนที่มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง มีอะไรที่เราตอบโจทย์นั้นได้บ้าง มีอะไรที่ยังพร่องอยู่ แล้วทำงานของเราให้ดีเกินคุณสมบัติของเขาต้องการครับ ยิ่งเกินมากเท่าไรแปลว่าเราสามารถทำหน้าที่ตรงนั้นได้
  • แต่ถึงจะแข่งกันอย่างไร ผมแนะนำว่าอย่าลืมดูแลความรู้สึกของคนรอบตัวด้วยนะครับ อย่ากระหายชัยชนะจนมิตรภาพแห้งแล้งไปด้วย เวลาที่จะพิจารณาเลื่อนตำแหน่งใครขึ้นมาเป็นหัวหน้า บริษัทคงต้องมองหาคนเก่งและคนที่ทำให้คนอื่นยอมรับในคนเดียวกัน คือมีทั้งฝีมือและมีคนรัก เก่งแค่ไหนแต่ดูทรงแล้วว่าถ้าเป็นหัวหน้าขึ้นมา ลูกทีมคงร้อนเป็นไฟ ผมก็ไม่คิดว่าบริษัทจะอยากได้คนแบบนี้ หรือถ้าได้ขึ้นมาจริงๆ ผมว่าคนนั้นก็ทำงานเหนื่อยเลยนะครับ เพราะไม่มีใครรักเขา ไม่มีใครอยากทำงานด้วย  

Q: มีเพื่อนร่วมงานที่ตำแหน่งเทียบเท่ากับผมอยู่ แต่บริษัทมีตำแหน่งงานขั้นถัดไปจากพวกผมแค่ตำแหน่งเดียว ซึ่งทำให้พวกผมมีแค่คนเดียวที่จะได้ตำแหน่งนี้ เราจำเป็นต้องเป็นศัตรูกับเพื่อนร่วมงานไหมครับ และเราจะวางตัวอย่างไรในสถานการณ์แบบนี้ดี

 

A: นี่ที่ทำงานหรือสมรภูมิ The Hunger Games กันครับ ฮ่าๆ แต่ชีวิตจริงบางทีก็เจ็บปวดแบบนี้แหละครับ

 

อย่ามองว่าเขาเป็นศัตรูเลยครับ มีศัตรูคนหนึ่งก็เหนื่อยแล้วครับ เราจะไปทำงานด้วยความเกลียดชังหรือปรารถนาให้ใครวอดวายไปทำไม เราคือคนที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เราคิดโดยตรง คิดร้ายกับคนอื่นก็เท่ากับคิดร้ายกับตัวเองครับ สุดท้ายความคิดของเราก็กัดกินชีวิตเราอยู่ดี 

 

ข้อดีของการมีคู่แข่งคือการมีแรงกระตุ้นให้เราดึงศักยภาพของตัวเองขึ้นมามากกว่าเดิม ในสถานการณ์ที่ไร้คู่แข่ง เราอาจจะทำงานได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้ามีคู่แข่ง เราอาจจะทำงานได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ในอีกแง่หนึ่ง การได้เห็นคนอื่นที่เขาทำงานเก่งๆ ทำให้เราได้แรงบันดาลใจในการทำงาน และเราก็ได้เรียนรู้จากเขาไปในตัวด้วยนะครับ

 

ผมเคยถามผู้บริหารอยู่ท่านหนึ่งว่า อะไรคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในการทำงาน เขาตอบว่ามันคือการที่เราไม่มีคู่แข่ง การที่เราหันไปทางไหนเราก็อยู่เบอร์หนึ่งตลอด เพราะเมื่อไม่มีคู่แข่ง เราก็จะเหลิง เราจะไม่ยอมพัฒนา สุดท้ายมันจะทำให้เราร่วงโรย

 

ทีนี้เราจะมองคู่แข่งเป็นอะไรดี

 

ถ้าเรามองเขาเป็นศัตรู เราจะทำทุกทางเพื่อทำลายเขาและให้เราชนะ ซึ่งมันอาจจะเป็นวิธีที่สกปรกก็ได้ แต่ขอให้เราได้ประโยชน์ ลองคิดเล่นๆ นะครับว่าถ้าเราทำแบบนั้น วันที่เราได้ตำแหน่งจริงๆ ขึ้นมา ผมก็ไม่คิดว่าศัตรูจะชื่นชมยินดีกับเรานะครับ และหลังจากนั้นอีกล่ะครับ เราก็ต้องทำงานกับคนที่เรามองว่าเป็นศัตรูอยู่ดี จะอยู่กันยังไง หรือเกิดเพื่อนเราได้ตำแหน่ง ผมก็ไม่คิดว่าเราจะอยู่ได้อย่างปลอดภัยหรอกนะครับถ้าเราคิดกับเขาเป็นศัตรูตั้งแต่ต้น เขาก็เล่นเราแน่ๆ มันก็ไม่มีความสุขกันสักคน ประโยชน์ในการทำงานก็ไม่เกิดขึ้นกับใคร

 

เรื่องแบบนี้อย่ามองแค่เกมที่อยู่ตรงหน้า อย่ามองแค่การชิงตำแหน่งนี้ตำแหน่งเดียว แต่มองเป็นเกมชีวิตที่ยาวกว่านั้น เพราะเรายังต้องอยู่ในโลกใบนี้ต่อ อาจจะต้องร่วมงานกันต่อ หรือเกิดแยกย้ายกันไปก็ยังมีความรู้สึกดีๆ ต่อกันอยู่ แต่ถ้าเราเอาแต่จะชนะแค่เกมตรงหน้าจนลืมชีวิตหลังเกมนี้ บางทีเราอาจจะสูญเสียเพื่อนไป หรือแม้กระทั่งสูญเสียตัวเราเองที่กลายเป็นคนที่เราไม่อยากเป็นก็ได้ครับ

 

จริงอยู่ว่าการชิงชัยในตำแหน่งนี้มีแค่คนเดียวที่จะได้ตำแหน่งนี้ไป คนที่ลงสนามก็เป็นคู่แข่งกัน แต่ผมอยากให้มองอย่างหนึ่งว่า สุดท้ายเราคือทีมเดียวกัน เราต่างคนต่างทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และไม่ว่าใครจะได้ตำแหน่งนี้ไป คนนั้นก็คือทีมเดียวกันหมด ควรยินดีด้วยกันทุกคน ยินดีในฐานะที่ทุกคนได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด ชนะด้วยกันทุกคน ไม่มีใครแพ้

 

มองคู่แข่งคือทีมเดียวกับเราครับ เขาคือคนที่ทำให้เราต้องขยันมากขึ้น เขาคือคนที่ทำให้เราอยากเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้น เขาคือคนที่ไม่ว่าสุดท้ายเราจะได้ตำแหน่งนั้นไหม เราจะยินดีกับทุกคนหมด ถ้าเขาได้ตำแหน่ง เราก็จะยินดี ถ้าเป็นเราที่ได้ตำแหน่ง เราก็จะระลึกขอบคุณที่คู่แข่งทำให้เรารู้สึกอยากพัฒนาตัวเองขึ้นจนได้ตำแหน่งนี้ และยินดีที่จะได้ร่วมงานกับพวกเขาต่อไป

 

หลักในการทำงานที่ผมอยากฝากไว้ก็คือ คู่แข่งไม่เท่ากับศัตรู คู่แข่งเท่ากับมิตรที่ทำให้เราเข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้น ไม่มีประโยชน์ที่จะมองคู่แข่งเป็นศัตรู มองเขาเป็นมิตรที่ดี มองเขาว่าเขาเป็นประโยชน์กับเรา และเราเล่นเกมอย่างแฟร์ๆ สุดท้ายไม่ว่าเส้นทางการงานของเราจะไปอยู่จุดไหน แต่เราจะอยู่ในจุดที่เราได้พัฒนาทางจิตใจมากกว่าเดิมครับ

 

ใครจะคิดเป็นศัตรูกับเราก็ปล่อยเขาครับ ให้เขาร้อนรนอยู่คนเดียว หน้าที่ของเราคือกลับมาดูว่าตำแหน่งที่เราต้องการนี้ต้องการคนที่มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง มีอะไรที่เราตอบโจทย์นั้นได้บ้าง มีอะไรที่ยังพร่องอยู่ แล้วทำงานของเราให้ดีเกินคุณสมบัติของเขาต้องการครับ ยิ่งเกินมากเท่าไรแปลว่าเราสามารถทำหน้าที่ตรงนั้นได้

 

แต่ถึงจะแข่งกันอย่างไร ผมแนะนำว่าอย่าลืมดูแลความรู้สึกของคนรอบตัวด้วยนะครับ อย่ากระหายชัยชนะจนมิตรภาพแห้งแล้งไปด้วย เวลาที่จะพิจารณาเลื่อนตำแหน่งใครขึ้นมาเป็นหัวหน้า บริษัทคงต้องมองหาคนเก่งและคนที่ทำให้คนอื่นยอมรับในคนเดียวกัน คือมีทั้งฝีมือและมีคนรัก เก่งแค่ไหนแต่ดูทรงแล้วว่าถ้าเป็นหัวหน้าขึ้นมา ลูกทีมคงร้อนเป็นไฟ ผมก็ไม่คิดว่าบริษัทจะอยากได้คนแบบนี้ หรือถ้าได้ขึ้นมาจริงๆ ผมว่าคนนั้นก็ทำงานเหนื่อยเลยนะครับ เพราะไม่มีใครรักเขา ไม่มีใครอยากทำงานด้วย  

 

มันก็อาจจะมีครับที่มีคนอยากจะเล่นเกมแบบสกปรก แต่เราอยากเอาแบบนั้นด้วยไหม เราอยากชนะแบบสกปรกไหม ผมว่าคำตอบที่ได้จะบอกว่าเราเป็นผู้เล่นแบบไหน ถ้าเราเป็นผู้เล่นที่ดี ไม่ว่าเราจะอยู่ตำแหน่งไหนของชัยชนะ เราก็จะมีคนรัก คนชื่นชม ตัวเราเองก็ภูมิใจด้วย แต่ถ้าเราเล่นเกมสกปรก สายตาคนอื่นที่มองมายังเราจะเป็นอย่างไร เราจะเหลือความภูมิใจในตัวเองอยู่หรือเปล่า 

 

มีเคล็ดลับหนึ่งที่ผมอยากให้คุณลองทำก็คือ ให้คุณชื่นชมคนอื่นครับ ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นคู่แข่งในการทำงานของคุณ เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า ลูกน้อง หรือใครก็ตาม ผมคิดว่าทุกครั้งที่เราชื่นชมใคร เราได้สลายอีโก้ตัวเองไปเรื่อยๆ แถมยังได้ใจคนอื่นๆ ไปด้วย ถ้าชมคู่แข่งได้ คุณยิ่งจิตใจสว่างขึ้น มันยากนะครับที่เราจะเอ่ยปากชมคู่แข่ง แต่ถ้าเราทำได้ ผมว่าเราจะไม่มองใครเป็นศัตรู เราจะไม่ปรารถนาให้ใครวอดวาย ที่สำคัญที่สุด มันยังทำให้เรารักษาความเป็นมนุษย์แบบที่เราอยากเป็นไว้ได้อยู่ ไม่ใช่กร่อนสลายไปกับการทำงานจนเรากลายเป็นคนที่แม้แต่ตัวเองก็เกลียด

 

ผมมีเพื่อนสนิทที่ทำงานอยู่ในบริษัทคู่แข่ง จริงๆ ในทางธุรกิจบริษัทของเราสองคนแข่งกันสุดฤทธิ์เลยครับ แต่ผมกับเพื่อนเวลาเจอกันก็ไม่เคยคุยกันเรื่องงาน ไม่เคยมองกันว่าเป็นศัตรู เจอหน้ากันเรากอดกัน คุยกันเฮฮา งานไหนที่บริษัทเขาทำดี ผมก็ยังชมเขาเลยครับว่าดี งานไหนที่บริษัทผมทำดี เพื่อนผมก็ชื่นชม ขณะเดียวกัน ถ้าบริษัทใครเจอเรื่องไม่ดี อีกคนก็ไม่ได้รู้สึกสะใจหรือใช้เป็นโอกาสในการแซะแขวะกัน มีแต่จะบอกว่าสู้ๆ นะ เป็นกำลังใจให้

 

เวลาเราชมว่าใครทำดี ไม่ได้แปลว่าเขาทำดีกว่าเรานะครับ เราชื่นชมคู่แข่งเราได้ว่าเขาทำดี ไม่ผิด ไม่เสียหาย ผมเองก็ไม่ได้บอกเพื่อนว่า เขาทำดีกว่าหรือผมทำดีกว่า แต่ถ้าเขาทำดีก็คือทำดี และถ้าอ่านคำของผมให้ลึกกว่านั้น ผมแค่ยอมรับนะครับว่าคู่แข่งทำดี แต่ผมไม่หงายไพ่ออกมาให้เขารู้ว่าผมคิดว่าใครทำดีกว่า นั่นเป็นเรื่องที่ผมต้องเอากลับไปทำงานหลังบ้าน เพราะไม่ว่าใครจะทำดีกว่าใคร อย่างไรเราก็ต้องพัฒนางานตัวเองให้ดีขึ้นอยู่ดี เราทำดีกว่าเขาอยู่แล้วก็ต้องทำให้ดียิ่งขึ้น เขาทำดีกว่าเราเราก็ต้องทำให้ดีขึ้นไปเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าไม่มีประโยชน์ที่เราจะบอกคู่แข่ง (ต่อให้เป็นเพื่อนก็เถอะ) ว่าเราคิดอย่างไร เวลาผมเจอเพื่อนเพื่อสังสรรค์กัน ผมชมเพื่อนเรื่องงานนะครับ แต่ผมไม่เชือดเพื่อน ไม่มีประโยชน์ สนามแข่งขันของเราไม่ได้อยู่ตรงนี้ และการที่เราชมใครไม่ได้ทำให้เราตกต่ำลงหรอกครับ 

 

“คู่แข่งไม่ใช่ศัตรู แต่คู่แข่งคือมิตรที่ดีต่อความสำเร็จของเรา” เริ่มคิดตั้งแต่ตอนนี้ได้เลยครับ

 

ส่งคำถามดราม่าในที่ทำงานที่คุณสงสัยมาได้ที่อีเมล [email protected] หรืออินบ็อกซ์มาที่ FB: ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ 

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

  • LOADING...

READ MORE

FOLLOW US

RELATED STORIES

MOST POPULAR