×

เมื่อ ‘VI’ บุกตลาดคริปโตฯ ฟัง ‘เซียนฮง’ แชร์ประสบการณ์ครั้งแรก กับเคล็ด (ไม่) ลับ ในการเลือกเหรียญลงทุน

27.10.2021
  • LOADING...
เซียนฮง-สถาพร งามเรืองพงศ์

ปีนี้เรียกได้ว่าเป็นปีทองของตลาดคริปโตเคอร์เรนซีอย่างแท้จริง เพราะนอกจากมูลค่าของสินทรัพย์จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดแล้ว ยังมีนักลงทุนหน้าใหม่ก้าวเข้าสู่ตลาดดังกล่าวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้แต่นักลงทุนสถาบันระดับโลกก็เริ่มใส่เงินเข้ามาในตลาดนี้มากขึ้นเรื่อยๆ 

 

สำหรับประเทศไทย ถ้าดูมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาดคริปโตฯ พบว่า เฉพาะครึ่งแรกของปี 2564 เติบโตกว่า 1,100% โดยข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ระบุว่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2564 ตลาดคริปโตฯ ในไทยมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 2,894 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2563 ที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่แค่เพียง 240 ล้านบาทเท่านั้น 

 

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์เหล่านี้ถือว่าผันผวนในขั้นรุนแรง ทำให้นักลงทุนสาย VI หรือ Value Investment จำนวนมากปฏิเสธที่จะก้าวเข้าสู่ตลาดดังกล่าว 

 

แต่นั่นไม่ใช่สำหรับ เซียนฮง-สถาพร งามเรืองพงศ์ นักลงทุนสาย VI รุ่นใหม่ที่ลงทุนในตลาดหุ้นมากว่า 17 ปี 

 

ฮงให้สัมภาษณ์กับทีมข่าว THE STANDARD WEALTH ถึงสาเหตุที่ตัดสินใจเข้าลงทุนในตลาดคริปโตฯ ว่า “อยากเข้าใจไอเดียเกี่ยวกับคริปโตฯ ว่าหากเราจะลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้ควรต้องวิเคราะห์อย่างไร”

 

จุดเริ่มต้นของการสัมภาษณ์ครั้งนี้สืบเนื่องจากทีมข่าวอยากสอบถามถึงสาเหตุที่เซียนฮงลดพอร์ตการลงทุนในตลาดหุ้น แต่เจ้าตัวปฏิเสธที่จะพูดถึงเรื่องดังกล่าว เพราะเกรงว่าจะเป็นการชี้นำตลาดหรือชี้นำผู้ลงทุน

 

ฮงยอมรับว่า นอกจากการลงทุนในตลาดหุ้นไทยแล้ว ปัจจุบันเริ่มศึกษาตลาดคริปโตฯ และหุ้นต่างประเทศบ้าง เพียงแต่สัดส่วนการลงทุนยัง ‘น้อยมาก’ เมื่อเทียบกับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย

 

“โชคดีที่เหรียญคริปโตฯ หนึ่งซึ่งผมเข้าไปลงทุน ราคาขึ้นมาเป็นเท่าตัว ตอนนี้ก็ขายออกไปหมดแล้ว ขายไปที่ราคา 36 ดอลลาร์ ตอนเดือนกันยายน จากราคาที่เข้าไปซื้อราวๆ 17 ดอลลาร์ ตอนเดือนเมษายน”

 

ฮงเล่าว่า สาเหตุที่เลือกลงทุนในเหรียญที่ว่านี้ (ไม่ขอเอ่ยชื่อ) เพราะเห็นว่ามีระบบโทเคน และที่สำคัญซัพพลายของเหรียญยังสามารถแปลงไปเป็น StableCoin (เหรียญที่มีสินทรัพย์หนุนหลัง) ได้ ซึ่งเท่าที่ลองศึกษาพบว่า เจ้า StableCoin ของเหรียญนี้คนนิยมนำไปใช้สำหรับการฟาร์มเพื่อรับผลตอบแทนกันค่อนข้างมาก

 

กลไกการฟาร์มเหรียญเหล่านี้ฮงยกตัวอย่างว่า คนที่อยากซื้อหุ้น Apple หรือ Tesla ซึ่งไม่จำเป็นต้องเข้าไปซื้อหุ้นนั้นจริงๆ ก็สามารถเข้าไปลงทุนในระบบที่ราคาเหรียญผูกกับราคาหุ้นเหล่านั้นได้ พอซื้อเสร็จก็เอาเหรียญเหล่านี้มาฟาร์ม แล้วรอรับผลตอบแทนที่คล้ายกับการกินดอกเบี้ยแต่มีอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่า 

 

นอกจากนี้แพลตฟอร์มของเหรียญดังกล่าวยังมีระบบที่สามารถนำ StableCoin ไปฝาก ซึ่งคล้ายกับการฝากเงินในธนาคาร แล้วรอรับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยที่สูงถึง 20% เขาจึงค่อนข้างมั่นใจว่าด้วยระบบต่างๆ ที่กล่าวมา น่าจะทำให้ความต้องการใช้เหรียญเหล่านี้มีจำนวนมากขึ้น 

 

เกือบถอดใจตัดขาดทุนกว่า 70%

อย่างไรก็ตามฮงยอมรับว่า การเข้าลงทุนในตลาดนี้ไม่ได้หมายความว่าเขาจะสามารถทำกำไรได้ทันที เพราะในช่วงแรกหลังจากที่เข้าลงทุนในเหรียญดังกล่าว ปรากฏว่าราคาของเหรียญอยู่ๆ ก็ร่วงลงรุนแรง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ตลาดคริปโตฯ เริ่มปรับฐานลงมาแรงในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ทำให้ราคาเหรียญที่เขาถืออยู่ร่วงลงตามไปด้วย 

 

ฮงเล่าว่า ราคาเหรียญร่วงลงมาเหลือเพียง 5 ดอลลาร์ จากต้นทุนที่ 17 ดอลลาร์ ถ้าขายออกไปในช่วงนั้นจะขาดทุนมากถึง 70% 

 

“ช่วงที่ตลาดแตก (ราคาเหรียญหล่นไปแรงๆ) ก็แอบคิดเหมือนกันว่า สิ่งที่เราวิเคราะห์มาทั้งหมดมันใช่หรือไม่ มันเป็นไปอย่างที่เราคิดไว้หรือเปล่า เรามั่วหรือเปล่า เรียกว่าราคาร่วงหนักมากๆ จนเสียความมั่นใจ ตอนนั้นก็ถามตัวเองว่า ถ้าเราจะขายจะขายด้วยเหตุผลอะไร สุดท้ายตัดสินใจถือต่อ กระทั่งราคาเหรียญเด้งขึ้นมา”

 

ฮงบอกว่า ช่วงแรกที่ราคาเหรียญเริ่มรีบาวด์ ตอนนั้นคิดในใจว่า ถ้าได้ทุนคืนก็หรูแล้ว ซึ่งไม่คิดเหมือนกันว่าจะได้กำไรเป็นเท่าตัว

 

เคล็ดลับการเลือกเหรียญลงทุนสไตล์ VI

สำหรับราคาเหรียญที่เด้งขึ้นมาฮงบอกว่า ส่วนหนึ่งต้องชมเจ้าของเหรียญที่เก่งด้วย โดยพยายามหารูปแบบบริการใหม่ๆ มาดึงดูดให้นักลงทุนมีความต้องการใช้เหรียญมากขึ้น ซึ่งข้อนี้ถือเป็นคุณสมบัติหลักที่เขาใช้สำหรับการคัดเลือกเหรียญคริปโตฯ ในการลงทุน 

 

“ถ้าจะลงในเหรียญไหน ผมต้องดูว่าเจ้าของเก่งหรือไม่ อยากเห็นคนที่สร้างเหรียญเป็นคนหนุ่มไฟแรง มีหัวคิดล้ำๆ เพราะโลกของคริปโตฯ เป็นโลกของคนรุ่นใหม่ ต้องปรับตัวได้เร็ว ปรับตัวได้เก่ง ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นล้าหลังคนอื่น ดังนั้นคนพัฒนาเหรียญก็ต้องตีโจทย์นี้ให้แตกว่าจะหารายได้อย่างไร มีค่าธรรมเนียมจากช่องทางไหนได้บ้าง แล้วทำอย่างไรจึงจะตอบโจทย์ผู้ลงทุนเพื่อดึงเขามาใช้เหรียญมากขึ้น”

 

สำหรับ Bitcoin ฮงยอมรับว่า ไม่เคยเข้าไปลงทุน เพราะ ‘ประเมินมูลค่า’ ไม่ออก ซึ่งในความเข้าใจของเขา Bitcoin เป็นเรื่องความเชื่อที่คนมองกันว่าจะเป็นตัวแทนของทองคำในโลกดิจิทัล แต่สำหรับฮงแล้ว แม้แต่ทองคำเอง เขาก็ไม่รู้ว่ามูลค่าที่แท้จริงเป็นเท่าไรกันแน่

 

“คนซื้อ Bitcoin ในความเห็นผม เขาคงอยากรักษาเสถียรภาพของค่าเงินเอาไว้ เช่น ในเวเนซุเอลาที่เงินด้อยค่า คนในประเทศก็เอาเงินมาถือเป็น Bitcoin เพื่อจะรักษามูลค่าของเงิน จึงเชื่อว่าคนที่ลงทุนใน Bitcoin ส่วนหนึ่งน่าจะมีแนวคิดแบบนี้”

 

อย่างไรก็ตามฮงย้ำว่า ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงการเริ่มต้นในตลาดคริปโตฯ โดยถือเป็นช่วงเวลาของการลองผิดลองถูก เป็นช่วงของการศึกษาเพื่อให้รู้ว่ารูปแบบการวิเคราะห์ต้องเป็นแบบใดจึงจะสามารถอยู่รอดและมีกำไรได้ในตลาดนี้

 

นอกจากนี้เขายอมรับด้วยว่า อยู่ระหว่างมองหาโอกาสใหม่ๆ ในการลงทุนเพิ่มเติม ซึ่งเท่าที่ศึกษาในตอนนี้พบว่า หากหาเหรียญที่น่าสนใจได้ ก็พอจะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีได้อยู่ เพียงแต่การลงทุนในตลาดนี้มีความเสี่ยงมากกว่าตลาดหุ้นค่อนข้างมาก ดังนั้นผู้ลงทุนจำเป็นต้องรับความเสี่ยงได้สูง

 

จะเห็นว่าฮงใช้หลักการลงทุนในตลาดคริปโตฯ ผ่านการ ‘ประเมินมูลค่า’ ของตัวเหรียญ โดยวิเคราะห์ดูว่าในอนาคตเหรียญนั้นจะมีรูปแบบหรือเครื่องมือใดที่ดึงดูดให้ผู้คนหันมาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหลักการที่ว่านี้ไม่ต่างไปจากการประเมินมูลค่าของตัวหุ้นที่นักลงทุน VI นำมาใช้กัน

 

เผย ‘3 หุ้น’ ต่างประเทศ ‘เซียนฮง’ ถืออยู่

สำหรับการลงทุนในหุ้นต่างประเทศนั้นฮงเล่าว่า ปัจจุบันมีถือลงทุนอยู่ประมาณ 2-3 บริษัท คือ หุ้น Sea Group และ Disney ที่เพิ่งเข้าไปลงทุนได้เมื่อไม่นานมานี้ ส่วนอีกบริษัทคือ Facebook ถือลงทุนมาได้ระยะหนึ่งแล้ว

 

สาเหตุที่เลือกหุ้น Sea เพราะเขาเป็นเจ้าของ Shopee แพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ที่เติบโตเร็วมาก และยังมีธุรกิจเกมซึ่งเป็นอันดับ 1 ของโลก สร้างกระแสเงิสด (Cash Flow) จำนวนมาก ทำให้เขามีเงินสดไปลุยธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ทั้งปัจจุบันยังเจาะตลาดใหม่เพิ่มไปเรื่อยๆ ที่สำคัญเป้าหมายรายได้ที่ผู้บริหารให้เอาไว้ก็สามารถทำได้ตามที่พูดด้วย 

 

“ที่เลือกหุ้น Sea เพราะอยากรู้มายด์เซ็ตในการทำธุรกิจ คืออยากรู้ว่าธุรกิจที่โตมากๆ แม้จะยังไม่มีกำไร แต่ถ้าเขามีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็อยากรู้ว่าราคาหุ้นจะตอบรับอย่างไร ถามว่ามั่นใจหรือไม่ ยอมรับตรงๆ ว่ายังไม่มั่นใจขนาดนั้น เป็นการลองผิดลองถูกมากกว่า แต่ผลลัพธ์ที่ได้นับว่าโอเคอยู่”

 

ส่วนหุ้น Disney เข้าซื้อในช่วงที่โดนผลกระทบจากพิษโควิดจนต้องปิดสวนสนุก แต่เชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วเมื่อสถานการณ์กลับมาดีขึ้น เขาก็ต้องกลับมาเปิดอยู่ดี และคนส่วนใหญ่ก็ให้คุณค่ากับแบรนด์ของ Disney ค่อนข้างมากด้วย อย่างเช่น กรณีการเปิดตัว Disney+ ทางบริษัทก็ถือว่าเจาะกลุ่มลูกค้าได้เร็ว มียอด Subscribe เพิ่มเร็วมากเมื่อเทียบกับ Netflix ที่เปิดตัวในช่วงแรกๆ อีกทั้งหนังที่ Disney ผลิตออกมาก็มีคุณภาพ ผู้คนให้ความนิยมสูง

 

สำหรับหุ้น Facebook เขาบอกว่าลงทุนไว้นานหลายปีแล้ว สาเหตุที่เลือกลงทุนหุ้นตัวนี้เพราะมองว่า Facebook ยังมีช่องทางหารายได้จากค่าโฆษณาอีกจำนวนมาก โดยที่ตัวบริษัทไม่จำเป็นต้องลงทุนอะไรเพิ่มเติมมากนัก

 

“ทั้งการลงทุนในคริปโตฯ และหุ้นต่างประเทศ ยังเป็นสัดส่วนที่น้อยมากๆ เพราะเป็นช่วงที่กำลังศึกษา ลองผิดลองถูก แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังไม่ได้ทิ้งโอกาสการลงทุนในตลาดหุ้นไทย เพราะถ้าหุ้นไทยปรับฐานลงมามากๆ ก็น่าจะเป็นโอกาสในการเข้าลงทุน อย่างน้อยก็เป็นตลาดที่เราคุ้นเคยมากกว่า”ฮงกล่าวทิ้งท้าย

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising