จากการพบกันระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่ง โดยมีผู้นำทางธุรกิจจาก 17 บริษัทเดินทางร่วมคณะไปด้วยนั้น ได้นำมาสู่การพูดคุยและบรรลุข้อตกลงทางการค้าที่ทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด แล้วดีลนี้ใครได้-ใครเสีย?
ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth วิเคราะห์ว่า ข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับ ที่ออกมาจริงนั้น น้อยและแคบกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก โดยไม่ได้เป็นการทำลายข้อจำกัดต่างๆ อย่างที่หลายฝ่ายหวัง แต่เป็นเพียงการกำหนดกรอบความเข้าใจ (Framework) กว้างๆ โดยตกลงให้มีการตั้งบอร์ดร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และจีน เพื่อจัดประเภทสินค้าว่าสิ่งใดคือสินค้าทั่วไป (Non-strategic) และสิ่งใดคือสินค้ายุทธศาสตร์ (Strategic) เช่น เซมิคอนดักเตอร์
ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์รวมถึง SCB CIO จึงมองว่า ข้อตกลงเฟส 1 นี้เปรียบเสมือน การหยุดยิงชั่วคราว มากกว่าจะเป็นสันติภาพทางการค้าในระยะยาว เนื่องจากยังคงมีความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างสองมหาอำนาจซ่อนอยู่ สะท้อนได้จากการตอบรับของตลาดหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วง 2-3 วันหลังประกาศข้อตกลง ที่ไม่ได้ปรับตัวเป็นบวกมากนักและมีแรงเทขายจนติดลบเสียด้วยซ้ำ
ดุลการค้าสหรัฐฯ-จีน ใครกอบโกยประโยชน์ได้มากกว่ากัน
ในมุมมองของการจัดสรรผลประโยชน์ ฝั่ง สหรัฐฯ ถือว่าได้เปรียบและรับประโยชน์ไปมากกว่า โดยสามารถแบ่งกลุ่มผู้ที่ได้และเสียประโยชน์ออกเป็นดังนี้
กลุ่มผู้ที่ได้ประโยชน์
- ฝั่งสหรัฐฯ: กลุ่มสินค้าเกษตร เครื่องบิน (เช่น โบอิ้ง) และกลุ่มเนื้อสัตว์ ซึ่งล้วนเป็นสินค้าฐานเสียงสำคัญของพรรครีพับลิกันและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับอานิสงส์เต็มๆ จากการที่จีนยอมตกลงสั่งซื้อ นอกจากนี้ จีนยังตกลงที่จะไม่ใช้ “แร่หายาก” (Rare Earth) เป็นเครื่องมือในการตอบโต้ทางการค้าในระยะนี้อีกด้วย
- ฝั่งจีน: มีความหวังที่สหรัฐฯ จะลดหย่อนกำแพงภาษีให้กับกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปและเสื้อผ้าที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ แม้จะยังไม่มีการระบุตัวเลขที่ชัดเจนก็ตาม
- กลุ่มประเทศ China+1: ประเทศอย่าง เวียดนาม อินเดีย รวมถึง ไทย จะยังคงได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิต (Supply Chain Relocation) อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความไม่ไว้วางใจที่ยังมีอยู่ ทำให้บริษัทสหรัฐฯ ยังไม่กล้ากลับไปตั้งฐานการผลิตในจีนอย่างเต็มตัว
กลุ่มที่พลาดหวังและยังคงถูกกีดกัน (Losers/Missed Opportunities)
- อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductors): ถือเป็นประเด็นที่น่าผิดหวังที่สุด แม้สหรัฐฯ จะอนุญาตให้จีนซื้อชิปที่คุณภาพสูงขึ้นจากรุ่น H1 เป็น H2 ได้ แต่ก็ยังคง กีดกันชิปรุ่นท็อปอย่าง Blackwell สะท้อนชัดเจนว่าสหรัฐฯ ยังคงระแวงและไม่อยากให้ชิปเทคโนโลยีขั้นสูงตกไปอยู่ในมือจีน
- ความผิดหวังของซีอีโอค่ายชิป: ทางฝั่งจีนเองก็ตอบโต้ด้วยการปฏิเสธการซื้อชิป S200 (หรือ H200) ของสหรัฐฯ โดยระบุว่าตนเองก็มีศักยภาพในการผลิตชิปสเปกดังกล่าวได้ ส่งผลให้การเดินทางไปจีนรอบนี้ของ เจนเซน หวง ซีอีโอของค่ายชิปยักษ์ใหญ่ แทบจะไม่ได้ข้อตกลงอะไรกลับมาเลย
- กลุ่มแร่หายาก (Rare Earth): แม้จีนจะระงับการใช้แร่หายากเป็นอาวุธชั่วคราว แต่ก็ไม่ได้เปิดกว้างการส่งออกตามที่ตลาดคาดหวังไว้แต่แรก
เมินดีลการค้า สั่งจับตา ‘สงครามตะวันออกกลาง’ ตัวแปรกดดันตลาด
ชาตรี วิเคราะห์ว่า ข้อตกลงการค้าที่เกิดขึ้นนั้นเล็กเกินกว่าจะเป็นปัจจัยผลักดันตลาดหุ้น สิ่งที่กำลังกดดันตลาดและน่ากังวลกว่าคือ สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมาเกือบ 3 เดือน และยังไร้แววเจรจาข้อยุติ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างหนัก ทำให้ ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะยานไปแตะระดับ 110 ดอลลาร์ ในขณะที่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ทั้งของสหรัฐฯ ทั่วโลก และของไทย พุ่งทะลุจุดสูงสุด (High) ในรอบปี ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงลบที่กดดันตลาดหุ้นโดยตรง
กลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุน เน้นความระมัดระวัง
จากภาพรวมเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่กล่าวมา SCB CIO แนะนำแนวทางการลงทุนดังนี้
- ใช้กลยุทธ์ Wait and See: ตลาดยังอยู่ในภาวะผันผวน นักลงทุนควรอยู่ในโหมดรอดูสถานการณ์ โดยเฉพาะการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ว่าจะมีพัฒนาการอย่างไร
- ระวังสินทรัพย์เสี่ยงที่ปรับตัวขึ้นสูง: ควรเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้นมามากในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากอาจต้องเผชิญกับ “แรงขายทำกำไร” ในระยะนี้
- โอกาสทองใน ‘ตราสารหนี้’: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่พุ่งสูงแตะระดับสูงสุดของปี ถือเป็นจังหวะที่น่าสนใจอย่างยิ่งในการเข้าลงทุนในตราสารหนี้
- จับตาหมุดหมายสำคัญในเดือนกันยายน: ตลาดจะต้องจับตาความชัดเจนของข้อตกลงระยะยาวอีกครั้งในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งประธานาธิบดี สีจิ้นผิง มีกำหนดการบินไปพบประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่สหรัฐอเมริกา เพื่อติดตามผลและเจรจาต่อยอดข้อตกลงที่ยังค้างคา

