ทั่วโลกจับตารายงานตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ (CPI) คืนนี้เวลา 19.30 น. (ตามเวลาประเทศไทย) จะออกมาทิศทางไหน หากเงินเฟ้อร้อนแรงกว่าตลาดคาดการณ์ที่ระดับ 4.2% จะเพิ่มแรงกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ภายใต้การนำของเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธาน Fed คนใหม่ ต้องกลับลำขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งหรือไม่
ท่ามกลางการปรับฐานของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เผชิญแรงเทขายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI และความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ โดยล่าสุดกองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านยิงเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ของสหรัฐฯ
ปัจจุบันเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ (Headline CPI) อยู่ที่ระดับ 3.8% เมื่อเทียบเป็นรายปี ในขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่า เงินเฟ้อทั่วไปในเดือนพฤษภาคม จะเพิ่มขึ้นที่ 4.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี หากตัวเลขออกมาตามคาดจะถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 2023 ที่เงินเฟ้อแตะระดับ 4% ขึ้นไป
บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ ประเมินว่า หากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ สามารถขยายตัวอยู่แถวบริเวณ 4% ต้นๆ ได้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักจะยังยืนหยัดอยู่ได้ไม่มีปัญหาอะไร แต่หากก้าวไปถึงระดับ 4.5-6.0% จะกดดันภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนผ่าน Performance ของดัชนี S&P500 ที่มักจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบเสมอ ไม่ว่าจะลงทุนในช่วง 1, 3, 6 หรือ 12 เดือน หลังจากนั้นก็ตาม
นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องติดตามในคืนนี้ก็คือ Reaction ของ Bond yield สหรัฐฯ ภายหลังจากรายงานตัวเลข CPI และผลการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ 10 ปี ว่าจะออกมาในทิศทางใด โดยหากตัวเลข CPI ออกมาในเชิงบวก คล้ายกับการประกาศในเดือนก่อน (12 พ.ค.) หรือผลการประมูลพันธบัตรออกมาอ่อนแอ จนทำให้ Bond yield ปรับตัวสูงขึ้นรุนแรง อาจเป็นปัจจัยลบที่เข้ามากดดันบรรยากาศการลงทุนในทุกสินทรัพย์ได้
ด้าน ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงินตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ใกล้ระดับ 4% เป็นผลพวงมาจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับสูงขึ้นจากผลกระทบสงคราม แม้ปัจจุบันจะปรับตัวลงมาต่ำกว่าระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ก็ยังสูงกว่าระดับปกติก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กระตุกความเสี่ยงเงินเฟ้อ ผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น จากแรงเทขายอย่างหนักในเดือนพฤษภาคม
ดังนั้น จากนี้ไปจึงต้องจับตารายงานตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ และแนวทางดำเนินโยบายการเงินของเควิน วอร์ช ประธาน Fed คนใหม่ว่าจะให้ guidance ทิศทางอัตราดอกเบี้ยกับตลาดเงิน ตลาดทุนมากน้อยแค่ไหน ในการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 16-17 มิถุนายนนี้
ทั้งนี้ หากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาดการณ์ และ Fed จำเป็นต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ย จะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้น ทำให้ส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างหุ้นและพันธบัตร (Earning Yield Gap) แคบลง
โดยปัจจุบัน Earning Yield Gap เมื่อเทียบกับ SET Index ปรับตัวลงใกล้ระดับ 4% เมื่อจากผลตอบแทนดัชนีที่ปรับสูงขึ้น และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงในช่วงก่อนหน้า

