วันนี้( 6 สิงหาคม ) ที่บริเวณหน้าองค์การสหประชาชาติ (UN) ประจำประเทศไทย กลุ่ม ‘Bright Future’ พร้อมด้วยเครือข่ายแรงงานข้ามชาติและประชาชนชาวไทยบางส่วน ได้นัดหมายรวมตัวเพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านต่อกรณีที่รัฐบาลไทยให้การต้อนรับสานสัมพันธ์กับ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย และตัวแทนจากสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) ของเมียนมา
บรรยากาศในการชุมนุมมีการเปิดเพลง ร้องเพลง และอ่านแถลงการณ์ พร้อมชี้ว่าการที่รัฐบาลไทยเลือกจับมือกับผู้ที่มีเลือดประชาชนเปื้อนมือ ถือเป็นการทำลายจุดยืนด้านสิทธิมนุษยชนของไทยในเวทีโลก และเป็นการเปิดทางให้เผด็จการทหารใช้อำนาจข้ามแดนมากดขี่แรงงานที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น
แถลงการณ์ของกลุ่ม Bright Future ระบุถึงประเด็นสำคัญดังนี้
- กฎโอนเงินบังคับสนับสนุนกองทัพ: รัฐบาลทหารเมียนมาบังคับให้แรงงานต้องโอนเงินอย่างน้อย 25% ของรายได้กลับประเทศผ่านระบบธนาคารที่รัฐรับรอง เพื่อแลกกับการต่อใบอนุญาตทำงาน ถือเป็นการบังคับให้แรงงานเป็นท่อน้ำเลี้ยงซื้ออาวุธมาเข่นฆ่าประชาชนในบ้านเกิด
- ส่วยนายหน้าเถื่อน: แรงงานต้องเผชิญกับการเก็บ ‘เงินใต้โต๊ะ’ แบบไม่มีใบเสร็จ 1,000 – 3,000 บาทต่อคน เพื่อให้สามารถเข้าสู่กระบวนการในศูนย์ CI ได้ หากปฏิเสธจะถูกกีดกันการเข้ารับบริการ แม้จะจองคิวและจ่ายค่าธรรมเนียมตามกฎหมายแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมยังประณามการก่ออาชญากรรมสงครามของรัฐบาลทหารเมียนมา ทั้งการทิ้งระเบิดใส่พลเรือน เผาหมู่บ้าน และจับกุมผู้เห็นต่าง ซึ่งเป็นต้นเหตุของคลื่นผู้ลี้ภัยและแหล่งบ่มเพาะอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์และยาเสพติดตามแนวชายแดน
กลุ่ม Bright Future ได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลไทย 3 ประการ ได้แก่
- ยุติการสานสัมพันธ์กับเผด็จการทหาร: รัฐบาลไทยต้องยุติการให้ความร่วมมือและการรับรองความชอบธรรมของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย
- ยกเลิกการใช้เอกสาร CI: รัฐบาลไทยควรออก ‘บัตรสีชมพู’ เพียงใบเดียวโดยไม่ต้องผ่านสถานทูตเมียนมา เพื่อตัดวงจรผลประโยชน์ของกองทัพ
- รับรองรัฐบาลประชาชน: ขอให้ไทยเตรียมการรับรองอำนาจบริหารของรัฐบาลที่ชอบธรรม และสนับสนุนโครงสร้างการปกครองตนเองของเมียนมาในอนาคต
“การกระทำของนายกฯ เป็นอะไรที่สกปรก เราไม่มีวันให้อภัย เป็นอัปมงคล ใครจับมิน อ่อง หล่าย มีอันเป็นไป พม่าไม่มีมา 5 ปีแล้ว มิน อ่อง หล่าย ไม่ใช่ผู้นำ อาเซียนยังไม่ยอมรับ จึงอยากบอกนายกฯ ไทยว่าควรคุยกับสหพันธรัฐเมียนมาฝั่งรัฐบาลประชาชนมากกว่า ยาเสพติด สแกมเมอร์ การค้ามนุษย์ ล้วนมีต้นตอมาจากเครือข่ายนี้” ตัวแทนกลุ่ม Bright Future กล่าว
ทั้งนี้ยังมีตัวแทนคนไทยที่คัดค้านการต้อนรับ พล.อ.อาวุโสมิน อ่อง หล่ายของรัฐบาลไทย ยืนถือป้ายหน้าองค์การสหประชาชาติประเทศไทย ระบุว่า “พวกเราไม่ต้อนรับอาชญากรเข้าสู่ประเทศไทย” ตนเองมาจากเชียงราย แม่น้ำของตนเองปนเปื้อนจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ การที่อยู่ในประเทศของคนผู้นี้ เขาทำให้แม่น้ำของทั้ง โขง สาย รวก กก สาละวิน และกระบุรี ปนเปื้อนสารโลหะหนักที่เป็นพิษ ครอบครัว ประชาชนในจังหวัด ใช้น้ําปนสารพิษจากเหมืองแร่แรร์เอิร์ธที่เขาได้กําไรไป เขาบอกว่า เป็นเขตของชนกลุ่มน้อย ไม่ใช่ เขารู้ทุกอย่าง จึงคาดหวังว่า นายกฯ อนุทินจะลงพื้นที่ก่อน จะคุยกับบุคคลคนนี้ ก่อนเซ็นเอกสารร่วมกัน แต่ไม่เป็นเช่นนั้น
“เขาเป็นอาชญากร ที่ทําลายแม่น้ําของประเทศไทยอย่างน้อย 6 สาย คนไทยนับล้าน กําลังใช้แม่น้ําที่ปนเปื้อน คาดหวังว่า รัฐบาลไทย นายกรัฐมนตรีไทย จะปกป้องประชาชน ปกป้องแม่น้ําให้ประชาชน อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัย ไม่เสี่ยงต่อมะเร็ง อันตราย แต่เรายังไม่เห็นสิ่งนั้นเกิดขึ้น มิน อ่อง หล่ายอาชญากรผู้นี้ กําลังก่ออาชญากรรมข้ามชาติ ที่ได้รับการต้อนรับอย่างดี ดิฉันในฐานะประชาชนไทยคนหนึ่ง รับไม่ได้” หนึ่งในผู้ชุมนุม กล่าว
ทั้งนี้ตนมองว่า การทํา TOR ของคณะกรรมการแก้มลพิษข้ามพรมแดนคุ้มครองแม่น้ําพรมแดนในวันนี้ อาจทําให้ไทยเสียเปรียบ ฝ่ายไทยได้ร่างข้อ TOR ลงนามกับฝ่ายพม่า แต่เป็นการแก้ปัญหาแม่น้ำกกเท่านั้น ในขณะที่แม่น้ํา อีก 5 สายกําลังปนเปื้อน กลับโฟกัสแค่กก ส่วนคําว่าเปิดเผยข้อมูลออกมา แต่ไม่แชร์ข้อมูลนั้น ตํารวจจะทําอย่างไร ประชาชนไม่มีสิทธิ์รู้หรือว่าน้ําเราปนเปื้อนหรือไม่
“บุคคลพวกนี้ ปล่อยให้มีการทําเหมืองเป็นร้อยๆ แห่งในพม่า การเซ็นครั้งนี้ ประเทศไทยเสียเปรียบมาก คนที่เจ็บที่สุดคือ ประชาชนอย่างดิฉัน ควรจับบุคคลพวกนี้ เข้าคุก และดำเนินคดี ตามที่เขาถูกหมายจับองค์การตำรวจสากล (International Criminal Police Organization) ดิฉันไม่อยากเห็นประเทศของดิฉัน มาตั้งขบวนรับคนที่กําลังฆ่าคนไทย อยากให้ประเทศไทยดีกว่านี้ ตอนนี้คนเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตลอดจังหวัดริมแม่น้ําโขงกําลังตายผ่อนส่ง” หนึ่งในผู้ชุมนุม กล่าวทิ้งท้าย







