×

อัตราว่างงานอังกฤษพุ่ง 5.2% สูงสุดในรอบ 5 ปี หลังนโยบายขึ้นภาษีนายจ้างพ่นพิษจนบริษัทหยุดรับคน เด็กจบใหม่เคว้งหลังตำแหน่งงานหายวูบ

17.02.2026
  • LOADING...
หญิงสาวกำลังมองหาตำแหน่งงานบนคอมพิวเตอร์ สะท้อนวิกฤตอัตราว่างงานของคนหนุ่มสาวในอังกฤษ

สถานการณ์ ‘การจ้างงาน’ ในสหราชอาณาจักรเริ่มส่งสัญญาณอันตราย เมื่ออัตราการว่างงานพุ่งสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 5 ปีในช่วงปลายปี 2025 โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ONS) ระบุว่าอัตราว่างงานขยับขึ้นมาอยู่ที่ 5.2 % ในไตรมาสสุดท้ายของปี (ซึ่งสูงกว่าที่เหล่านักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 5.1 %)

 

ขณะที่การเติบโตของค่าจ้างเริ่มชะลอตัวลงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 4 ปี ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงจากการที่ภาคธุรกิจลดการรับคนใหม่เพื่อรับมือกับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น รายงานของ BBC ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งตลาดแรงงานคือ นโยบายงบประมาณปี 2024 ที่แถลงโดย ราเชล รีฟส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งมีการปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมในส่วนของนายจ้างและขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ

 

ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายเลือกที่จะชะลอการจ้างงานหรือหยุดรับคนเข้ามาทดแทนตำแหน่งเดิมที่ว่างลง โดยฝั่งพรรคอนุรักษนิยมออกมาวิจารณ์ว่ารัฐบาลพรรคแรงงานกำลังทำให้เกิด “ตัวเลขคนว่างงานที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่องรายเดือน” ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่คาดเดาได้จากการตัดสินใจที่ผิดพลาดและความไร้ความสามารถด้าน ‘เศรษฐกิจ’

 

กลุ่มเยาวชนคือผู้ที่แบกรับภาระหนักที่สุดใน ‘วิกฤตการจ้างงาน’ ครั้งนี้ โดยอัตราว่างงานในกลุ่มอายุ 18 ถึง 24 ปี พุ่งสูงถึง 14% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2015 เฮเลน วอทลีย์ รัฐมนตรีเงาด้านการทำงานและบำนาญ เตือนว่า “งานระดับเริ่มต้นคือตำแหน่งแรกๆ ที่หายไปเพราะมาตรการภาษีของพรรคแรงงาน”

 

การทำให้ต้นทุนการจ้างงานเพิ่มขึ้นและมีความเสี่ยงมากขึ้น ส่งผลให้เด็กจบใหม่แทบไม่มีโอกาสได้ก้าวเท้าเข้าสู่โลกการทำงานเลย กรณีของ ลูซี แกบบ์ เป็นตัวอย่างที่สะท้อนปัญหานี้ได้ดีที่สุด เธอจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในเดือนกรกฎาคม 2025 ด้วยปริญญาด้านภาษาฝรั่งเศส และตั้งแต่นั้นมาก็มองหางานโดยต้องการทำงานในวงการสิ่งพิมพ์

 

แกบบ์ส่งใบสมัครไปมากกว่า 50 แห่ง แต่กลับได้รับการเรียกสัมภาษณ์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ปัจจุบันแกบบ์ต้องทำงานในร้านกาแฟในลอนดอนเพื่อประทังชีวิตพร้อมกับหางานไปด้วย เธอเล่าว่าเพื่อนๆ ของเธอก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน และความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่านี้มันเป็นเรื่องที่ ‘บั่นทอนจิตใจ’ อย่างมากเมื่อการทุ่มเทเรียนมาอย่างยาวนานกลับไม่ช่วยให้ก้าวหน้าไปไหนได้เลย

 

นอกจากปัญหาเรื่อง ‘ภาษี’ และค่าแรงแล้ว การเข้ามาของ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ (AI) ก็กลายเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่น่ากังวล โซฟี ฮวีน จาก BNP Paribas Asset Management ให้ความเห็นไว้ว่า แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและส่งผลดีต่อผลกำไรของบริษัทในระยะสั้น แต่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานในระยะยาว

 

เนื่องจากบริษัทต่างๆ จะหันไปลงทุนกับเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานแทนการลงทุนในทรัพยากรบุคคล ด้าน ดานนี ฮิวสัน จาก AJ Bell เสริมว่าสำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังดิ้นรนเพื่อเริ่มต้นชีวิตการทำงาน AI อาจทำให้ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นยิ่งขาดแคลนเข้าไปอีก

 

ในแง่ของนโยบายการเงิน ข้อมูลแรงงานที่อ่อนแอนี้ส่งผลให้ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยร่วงลง 0.5% มาอยู่ที่ 1.3564 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นักลงทุนเริ่มเดิมพันว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) อาจต้องตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยลงเร็วกว่าที่คิดเพื่อพยุงเศรษฐกิจ

 

โดยปัจจุบันอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.4% ขณะที่จำนวนตำแหน่งงานว่างคงที่อยู่ที่ประมาณ 7.26 แสนตำแหน่ง ซึ่งเมื่อเทียบกับจำนวนคนว่างงานที่เพิ่มขึ้นทำให้ตัวเลขการแข่งขันต่อหนึ่งตำแหน่งงานว่างพุ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงหลังการแพร่ระบาด

 

สถานการณ์นี้นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญและเป็นบททดสอบที่ยากลำบากของรัฐบาลภายใต้การนำของ เคียร์ สตาร์เมอร์ ที่กำลังคะแนนนิยมตกต่ำลงก่อนการเลือกตั้งซ่อมและการเลือกตั้งท้องถิ่นที่กำลังจะมาถึง ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าอัตรา ‘ว่างงาน’ อาจแตะระดับ 5.3% ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2026 ขณะที่ตัวเลขการเลิกจ้างงานในเดือนมกราคมพุ่งสูงถึง 2.7 หมื่นคน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

 

ภาพ: Richard Baker / In Pictures via Getty Images

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising