×

ย้อนมติคดีสำคัญ อุดม สิทธิวิรัชธรรม ว่าที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เคยเป็น 1 เสียง วินิจฉัยข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ ไม่เข้าข่ายล้มล้าง

โดย THE STANDARD TEAM
15.07.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงใบหน้า อุดม สิทธิวิรัชธรรม พร้อมข้อความเปิดมติ 10 คดีสำคัญ

อุดม สิทธิวิรัชธรรม ว่าที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ เคยมีส่วนร่วมในการวินิจฉัยหลายคดีสำคัญทางการเมือง และเคยเป็นเสียงข้างน้อยหนึ่งเดียวในหลายคดี เช่น คดีวินิจฉัย 10 ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ ที่เขาชี้ว่า ไม่ใช่การล้มล้างการปกครองฯ หรือคดีซุกหุ้นของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่เขาวินิจฉัยว่า ไม่ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของศักดิ์สยามสิ้นสุดลง

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ย้อนมองการปฏิบัติหน้าที่กว่า 6 ปีที่ผ่านมาของ อุดม สิทธิวิรัชธรรม ในฐานะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่วันนี้ (15 กรกฎาคม) มติของที่ประชุมองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน ได้เห็นชอบให้ อุดม สิทธิวิรัชธรรม ดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ แทน นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระ

 

THE STANDARD หยิบยก 10 คดีสำคัญที่สร้างผลกระทบต่อทิศทางการเมืองไทย และการลงมติวินิจฉัยในแต่ละคดีของ อุดม สิทธิวิรัชธรรม ในฐานะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

 

1. คดีพักบ้านหลวงของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา : เห็นว่าไม่ขาดคุณสมบัติ

 

เมื่อ 2 ธันวาคม 2563 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ ‘เอกฉันท์’ ว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่ขาดคุณสมบัติความเป็นนายกรัฐมนตรี จากกรณีพักอาศัยในบ้านพักข้าราชการทหารแม้เกษียณอายุไป 6 ปีแล้ว เนื่องจากเป็นไปตามระเบียบภายในของกองทัพบก พ.ศ. 2548

 

2. คดีอำนาจของรัฐสภาในการริเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญ : เห็นว่ารัฐสภามีอำนาจ

 

11 มีนาคม 2564 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (8 ต่อ 1) ชี้ว่ารัฐสภามีอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องทำประชามติเสียก่อน อุดม สิทธิวิรัชธรรม เป็น 1 ในตุลาการเสียงมาก

 

3. คดี 10 ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ของกลุ่มผู้ชุมนุม : เห็นว่าไม่ใช่การล้มล้างการปกครองฯ

 

10 พฤศจิกายน 2564 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (8 ต่อ 1) วินิจฉัยว่าเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ โดย อุดม สิทธิวิรัชธรรม เป็นตุลาการเสียงข้างน้อยเพียงหนึ่งเดียวในคดีนี้

 

อุดมเขียนคำวินิจฉัยในความเห็นส่วนตน สรุปความได้ว่า พฤติการณ์การกระทำที่กล่าวถึงข้อเรียกร้องดังกล่าวและต่อเนื่องในการชุมนุมครั้งอื่นต่อมาอีก จึงไม่ใช่การกระทำโดยกระบวนการที่ถูกต้องทางนิติบัญญัติโดยแท้จริงในขณะนี้

 

แต่เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงประการอื่นว่าจะมีการกระทำอย่างอื่นให้สำเร็จดังกล่าวอย่างฉับพลันทันทีในขณะนั้นโดยอำนาจประการอื่นที่ไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญ

 

ข้อเท็จจริงตามคำร้องของผู้ร้องจึงยังไม่พอฟังได้ว่า การกระทำขณะเกิดเหตุเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง แต่ห้ามมิให้มีการกระทำในลักษณะที่กล่าวถึงข้อเรียกร้องดังกล่าวอีกต่อไป

 

4. คดีวาระดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปี ของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา : เห็นว่ายังดำรงตำแหน่งไม่ครบ 8 ปี

 

วันที่ 30 กันยายน 2565 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 ว่า ความเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่สิ้นสุดลง เนื่องจากดำรงตำแหน่งยังไม่ครบ 8 ปี โดยให้เริ่มนับความเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตามมาตรา 158 วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560 อันเป็นวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดย อุดม สิทธิวิรัชธรรม เป็นตุลาการเสียงข้างมาก

 

5. คดีปลด ศักดิ์สยาม ชิดชอบ จากความเป็นรัฐมนตรี : เห็นว่ายังไม่พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

 

เมื่อ 17 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (7 ต่อ 1) วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว เนื่องจากศักดิ์สยามยังคงไว้ซึ่งหุ้นส่วนและยังคงเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ซึ่งจะทำให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหุ้นหรือกิจการของห้างหุ้นส่วน เป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

 

อุดม สิทธิวิรัชธรรม เป็นตุลาการเสียงข้างน้อยหนึ่งเดียวที่วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของศักดิ์สยามยังไม่สิ้นสุดลง โดยในความเห็นส่วนตนระบุไว้โดยสรุปว่า เนื่องจากศักดิ์สยามได้ลาออกจากกรรมการและหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนดังกล่าว และได้โอนหุ้นให้กับบุคคลอื่นแล้วก่อนจะได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี อีกทั้งเมื่อเป็นรัฐมนตรีแล้วก็ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดๆ ยืนยันว่า ศักดิ์สยามกระทำการเอื้อประโยชน์ให้กับห้างหุ้นส่วนดังกล่าว

 

6. คดีหุ้นไอทีวีของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ : เห็นว่าพิธาไม่พ้นสมาชิกภาพ สส.

 

24 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (8 ต่อ 1) วินิจฉัยว่า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่มีความผิดในข้อหาถือครองหุ้นสื่อ บริษัท ไอทีวี จำกัด มหาชน โดย อุดม สิทธิวิรัชธรรม อยู่ในฝ่ายตุลาการเสียงข้างมาก

 

7. คดียุบพรรคก้าวไกล : เห็นว่าควรตัดสินยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 10 ปี

 

เมื่อ 7 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ ‘เอกฉันท์’ ยุบพรรคก้าวไกล และตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค 11 คน เป็นระยะเวลา 10 ปี เนื่องจากกระทำการล้มล้างการปกครองฯ

 

หลังมีคำวินิจฉัย ได้ปรากฏเป็นข่าวผ่านสื่อมวลชนว่า อุดม สิทธิวิรัชธรรม ได้แสดงความคิดเห็นต่อคดีดังกล่าวในทำนอง พรรคประชาชนควรขอบคุณตน เพราะคำสั่งยุบพรรคก้าวไกลทำให้พรรคการเมืองใหม่ได้รับเงินบริจาคราว 20–30 ล้านบาทอย่างรวดเร็ว

 

เมื่อถ้อยคำดังกล่าวกลายเป็นข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคม ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีหนังสือชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรว่า ความเห็นดังกล่าวเป็นการตอบคำถามในทางวิชาการภายหลังคดีสิ้นสุดแล้ว มิได้มีเจตนาเสียดสี หรือกระทบต่อความเป็นอิสระและเกียรติศักดิ์ของตุลาการ

 

8. คดีปลด เศรษฐา ทวีสิน จากความเป็นนายกรัฐมนตรี : เห็นว่าเศรษฐาต้องพ้นจากตำแหน่ง

 

เมื่อ 14 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (5 ต่อ 4 เสียง) ถอดถอน เศรษฐา ทวีสิน จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และ ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดย อุดม สิทธิวิรัชธรรม อยู่ในฝ่ายเสียงข้างมาก

 

9. คดีปลด แพทองธาร ชินวัตร จากความเป็นนายกรัฐมนตรี : เห็นว่าแพทองธารต้องพ้นจากตำแหน่ง

 

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (6 ต่อ 3) สั่งให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมรัฐมนตรีทั้งคณะ ฐานฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง โดย อุดม สิทธิวิรัชธรรม อยู่ในฝ่ายเสียงข้างมาก

 

10. คดีการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ : เห็นว่าสามารถทำประชามติ 2 ครั้ง

 

วันที่ 10 กันยายน 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (5 ต่อ 2) วินิจฉัยว่า รัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่ต้องทำประชามติเสียก่อน โดย อุดม สิทธิวิรัชธรรม อยู่ในกลุ่มเสียงข้างมากในประเด็นนี้

 

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นที่สอง เรื่องจำนวนครั้งในการทำประชามตินั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้าง (6 ต่อ 1) วินิจฉัยว่า ต้องทำประชามติทั้งหมด 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 และ 2 สามารถรวมเป็นครั้งเดียวได้ โดย อุดม สิทธิวิรัชธรรม เป็นตุลาการเสียงข้างน้อยหนึ่งเดียวที่เห็นว่า ต้องทำประชามติ 2 ครั้ง คือครั้งที่ 1 และครั้งที่ 3

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising