UBS ธนาคารขนาดใหญ่อันดับ 1 ของสวิตเซอร์แลนด์ที่เพิ่งจะเข้าซื้อกิจการของคู่แข่งร่วมชาติอย่างธนาคาร Credit Suisse ไปเมื่อไม่นานมานี้ รายงานผลกำไรสุทธิในไตรมาสแรกของปีนี้ที่ 1.03 พันล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าผลกำไรในไตรมาสเดียวกันของปีก่อนถึง 52% โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการฟ้องร้องที่เกี่ยวข้องกับตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันการจำนองในสหรัฐอเมริกา
ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์จากหลายสำนักคาดการณ์ว่าผลกำไรสุทธิในไตรมาสแรกของ UBS น่าจะอยู่ที่ 1.75 พันล้านดอลลาร์ แต่การฟ้องร้องดังกล่าวก็ส่งผลให้ธนาคารต้องเพิ่มเงินกันสำรองถึง 665 ล้านดอลลาร์ ทำให้ภาพรวมของกำไรปรับลดลง
อย่างไรก็ดี Sergio Ermotti ซีอีโอของ UBS ได้ออกมาระบุว่า ผลประกอบการในภาพรวมของธนาคารยังมีความแข็งแกร่ง ขณะที่เม็ดเงินที่ไหลเข้ามาในธุรกิจบริหารความมั่งคั่งของธนาคารที่มีสูงถึง 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์ (7 พันล้านดอลลาร์เกิดขึ้นหลังการเข้าซื้อกิจการของ Credit Suisse) ก็สะท้อนว่าลูกค้ายังเชื่อมั่นในเสถียรภาพของธนาคารท่ามกลางบรรยากาศที่มีความไม่แน่นอนของตลาด
ในเดือนที่ผ่านมาราคาหุ้นของ UBS ปรับขึ้นกว่า 10% หลังจากการเข้าซื้อกิจการของ Credit Suisse เนื่องจากนักลงทุนมองว่าดีลดังกล่าวจะส่งผลบวกต่อธุรกิจบริหารความมั่งคั่งของ UBS
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
- เปิดปม ‘Silicon Valley Bank’ ประสบเหตุ Bank Run และถูกสั่งปิดชั่วคราว พร้อมหาคำตอบว่าวิกฤตนี้จะลุกลามแค่ไหน?
- บรรดาหุ้นแบงก์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ถูกถล่มขายกว่า 5.2 หมื่นล้านดอลลาร์ หวั่นวิกฤต ‘Bank Run’ กระทบสภาพคล่องรุนแรง
- เหรียญ USDC หลุด Peg หลังพบว่า Circle มีเงิน 3.3 พันล้านดอลลาร์อยู่ใน Silicon Valley Bank ที่เพิ่งล้ม
อ้างอิง: