โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้สั่งการให้กองทัพเรือสหรัฐฯ “ยิงและสังหาร” เรือของอิหร่านทุกลำที่วางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซอย่างเด็ดขาด ขณะที่สหรัฐฯ ก็กำลังเร่งปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ดังกล่าวอย่างเต็มกำลัง โดยทรัมป์อ้างว่า สหรัฐฯ สามารถควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างเบ็ดเสร็จ และมาตรการปิดล้อมของสหรัฐฯ นั้นได้ผล 100% จนทำให้อิหร่านไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้
สหรัฐฯ ได้เริ่มการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านตั้งแต่กลางเดือนเมษายน โดยสกัดกั้นและสั่งให้เรือที่เชื่อมโยงกับอิหร่านหันหลังกลับไปแล้วหลายสิบลำ รวมถึงมีการบุกขึ้นตรวจค้นเรือที่บรรทุกน้ำมันของอิหร่าน เช่น เรือ M/T Majestic X ในมหาสมุทรอินเดีย
ขณะที่อิหร่านก็ได้ยึดเรือพาณิชย์ต่างชาติในบริเวณช่องแคบ โดยอ้างว่าละเมิดกฎระเบียบทางทะเล เช่น เรือ MSC Francesca และ Epaminondas พร้อมทั้งอ้างสิทธิ์เหนือเส้นทางน้ำและเริ่มเก็บค่าผ่านทางจากเรือที่สัญจรไปมา
สถานะการหยุดยิงและการเจรจา
สหรัฐฯ ได้ขยายเวลาการหยุดยิงชั่วคราวออกไปตามคำขอของปากีสถานเพื่อให้เวลาอิหร่านในการจัดทำข้อเสนอเพื่อยุติสงคราม แต่สหรัฐฯ ยังคงไม่ยกเลิกมาตรการปิดล้อมทางทะเล ขณะที่อิหร่านตั้งเงื่อนไขว่าจะต้อง ‘ยกเลิก’ การปิดล้อมก่อนจึงจะยอมกลับเข้าสู่การเจรจาและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ ‘ปฏิเสธ’ ข้อเสนอเปิดช่องแคบของอิหร่าน โดยยืนยันว่าจะเปิดก็ต่อเมื่อบรรลุข้อตกลงกันแล้วเท่านั้น
ทรัมป์กล่าวอ้างว่า ผู้นำของอิหร่านกำลังเกิดความแตกแยกและต่อสู้กันเองระหว่างกลุ่มสายแข็งและสายกลาง แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่าน รวมถึงประธานาธิบดีและรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้ออกมาปฏิเสธอย่างแข็งขัน พร้อมยืนยันถึง ‘ความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน’ ในการต่อต้านสหรัฐฯ
ทั้งนี้ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้เสียชีวิตลงจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล และผู้ที่มารับตำแหน่งแทนคือ โมจตาบา คาเมเนอี ลูกชายของเขาซึ่งยังไม่เคยปรากฏตัวต่อสาธารณชนเลยนับตั้งแต่รับตำแหน่ง
การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ราคาน้ำมันทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อทรัมป์ในประเทศ ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจของอิหร่านก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน ทางด้านอิสราเอลได้ประกาศว่า ‘พร้อมที่จะกลับมาทำสงคราม’ เพื่อกำจัดระบอบของคาเมเนอีให้สิ้นซาก ซึ่งขณะนี้กำลังรอสัญญาณไฟเขียวจากสหรัฐฯ
แฟ้มภาพ: Nazanin Tabatabaee / WANA via Reuters
อ้างอิง:


