โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาตัดสินใจกลับมาทำสงครามกับอิหร่านอีกครั้ง หลังจากที่ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างทั้งสองฝ่ายที่เพิ่งลงนามไปเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ‘ล้มเหลวลง’ นักวิเคราะห์มองว่า มีสาเหตุและปัจจัยสนับสนุนหลายประการ เช่น
ประเด็นสำคัญ
ความต้องการแย่งชิงอำนาจควบคุมเหนือ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ และการซื้อเวลา
วาลี นาสร์ ศาสตราจารย์จาก Johns Hopkins School of Advanced International Studies แสดงความเห็นกับ The Guardian โดยวิเคราะห์ว่า ความล้มเหลวของข้อตกลงหยุดยิงไม่ใช่ความเข้าใจผิด แต่เป็นสิ่งที่ทรัมป์ตั้งใจไว้แต่แรก โดยอ้างอิงจากคำกล่าวของ เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ชี้ว่า ข้อตกลงนี้เป็นเพียงการ ‘ซื้อเวลา’ เพื่อเติมเต็มคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ
อาจารย์นาสร์มองว่า เป้าหมายที่แท้จริงของทรัมป์คือ การแย่งชิงการควบคุม ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ มาจากอิหร่านเสียก่อน เพื่อตัดอำนาจต่อรองของอิหร่านในประเด็นนิวเคลียร์และประเด็นอื่นๆ
สอดคล้องกับ เนต สวอนสัน อดีตที่ปรึกษาด้านอิหร่านประจำกระทรวงการต่างประเทศและทำเนียบขาว ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำ Atlantic Council ที่ให้สัมภาษณ์กับ The Guardian ว่า นี่เป็นความพยายามดึงอำนาจต่อรองกลับมา เพื่อรื้อฟื้นการเจรจาใหม่ของสหรัฐฯ แม้จะมีความเสี่ยงสูงมากก็ตาม
แรงกดดันทางการเมือง และการไม่สนใจการเลือกตั้ง
ผู้เชี่ยวชาญบางคนระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสมาชิกรีพับลิกันสายเหยี่ยว โดยเฉพาะปีกอนุรักษนิยมใหม่ (Neoconservative) หรือที่เรียกกันสั้นๆ ในแวดวงการเมืองว่า ‘นีโอคอน’ (Neocon) ซึ่งเป็นกลุ่มอุดมการณ์ทางการเมืองในสหรัฐฯ ที่มีบทบาทอย่างสูงต่อนโยบายต่างประเทศ แบบเชิงรุกและดุดัน (Hawkish Foreign Policy) พร้อมมุ่งส่งเสริมและเผยแพร่ประชาธิปไตย (Promoting Democracy) ซึ่งคนกลุ่มนี้มองว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็น ‘การยอมจำนนต่ออิหร่าน’
ขณะที่ เคิร์ต มิลส์ บรรณาธิการบริหารของนิตยสาร American Conservative ซึ่งสนับสนุนแนวคิด American First ให้ความเห็นว่า การตัดสินใจนี้ไม่ได้ส่งผลดีต่อพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งมิดเทอมเลย และมองว่า ทรัมป์ไม่ได้ใส่ใจเรื่องผลการเลือกตั้งมากนัก แต่เป็นเหมือน ‘ความแค้นส่วนตัวที่มีต่อชาวอิหร่าน’
การประเมินอิหร่านผิดพลาด เพราะขาดผู้เชี่ยวชาญ
อเล็กซ์ วาตังกา นักวิชาการอาวุโสจาก Middle East Institute มองว่า ทีมบริหารของทรัมป์ขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านอย่างหนัก ทำให้ทรัมป์ต้องหันไปพึ่งพาทีมเจรจาที่เป็นนักธุรกิจและคนสนิทแทน เช่น สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษประจำภูมิภาคตะวันออกกลาง ของรัฐบาลสหรัฐฯ และ จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์
วาตังการะบุว่า นี่เป็น ‘จุดอ่อน’ ที่ทำให้ทรัมป์ไม่เข้าใจศัตรู เพราะทรัมป์มองอิหร่านเหมือนนักธุรกิจในนิวยอร์ก ทั้งที่จริงแล้ว ผู้นำอิหร่านพร้อมที่จะแบกรับความเจ็บปวดและเสี่ยงใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็น ‘ข้อต่อรอง’ ซึ่งสามารถจับประเทศเศรษฐีในอ่าวอาหรับเป็นตัวประกันได้ นอกจากนี้ ทรัมป์อาจประเมินขีดความสามารถทางการทหารของตนเองสูงเกินไป และประเมินความมุ่งมั่นในการต่อต้านของอิหร่านต่ำเกินไป
ผลกระทบต่อการ ‘เลือกตั้งมิดเทอม’ และการเมืองภายในประเทศ
แม้ทรัมป์จะดึงดันทำสงครามกับอิหร่านต่อ แต่การตัดสินใจนี้กำลังส่ง ‘ผลเสีย’ อย่างหนักต่อคะแนนนิยมของเขาและพรรครีพับลิกัน สงครามนี้ไม่ได้รับความนิยมตั้งแต่ต้นและยิ่งตกต่ำลงเรื่อยๆ การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้น้ำมันดิบมีราคาพุ่งสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงของภาคการขนส่ง ต้นทุนการเกษตร และอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
คะแนนการยอมรับในตัวทรัมป์ลดลงเหลือเพียง 40% ขณะที่ผู้ไม่เห็นด้วยพุ่งสูงถึง 57% สถานการณ์นี้ส่งผลให้พรรคเดโมแครตมีคะแนนความนิยมนำพรรครีพับลิกันถึง 6.8 จุด ซึ่งหากเดโมแครตชนะการเลือกตั้งจนครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จะทำให้วาระการทำงานของทรัมป์ต้องหยุดชะงักลง
นอกจากนี้สงครามยังเผยให้เห็นความแตกแยกในพรรครีพับลิกัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สนับสนุนขบวนการ ‘Make America Great Again’ (MAGA) บางส่วนที่มองว่า การทำสงครามนี้ขัดต่อแก่นแท้ของอุดมการณ์ เช่น แรนด์ พอล วุฒิสมาชิกรัฐเคนทักกี หนึ่งในกระบอกเสียงที่ผลักดัน มติจำกัดอำนาจการทำสงครามของประธานาธิบดี (War Powers Resolution), ทักเกอร์ คาร์ลสัน อดีตพิธีกรข่าวชื่อดังที่มองว่า สงครามกับอิหร่านจะเป็น ‘หายนะทางการเมือง’ รวมถึง เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเคยแสดงจุดยืนชัดเจนว่า ต่อต้านการเริ่มต้นสงครามกับอิหร่านตั้งแต่แรก แม้สุดท้ายจะต้องจำยอมสนับสนุนทรัมป์ในเวลาต่อมาก็ตาม
แฟ้มภาพ: Evelyn Hockstein / Reuters
อ้างอิง:


