×

TMB Analytics เปิดผลวิจัย Gen Y พร้อมเปย์เพื่อเป้าหมาย แต่เสียท่า ‘ของมันต้องมี’ [Advertorial]

โดย THE STANDARD TEAM
13.12.2019
  • LOADING...
TMB Analytics

HIGHLIGHTS

4 Mins. Read
  • TMB Analytics เปิดผลวิจัย Gen Y อายุ 23-38 ปี กว่า 14.4 ล้านคน ซึ่งคนเป็นหนี้มีอยู่ 50% (7.2 ล้านคน) โดยมียอดหนี้เฉลี่ย 432,000 บาทต่อราย ถ้าดูเฉพาะอัตราหนี้เสีย (NPL) ถือว่าสูงมาก ปัจจุบันอยู่ที่ 20.2%  
  • Gen Y ใช้จ่ายกับ ‘ของมันต้องมี’ สูงมาก คิดเป็น 1 ใน 4 ของรายได้ทั้งหมด เฉลี่ย 95,518 บาทต่อปี และเพิ่มขึ้น 114% จากปี 2551 เทียบกับ Gen X ใช้จ่ายในหมวดนี้เพิ่มขึ้น 41% 
  • เมื่อ Gen Y อยากออมเงินล้าน เริ่มต้นแค่ลดการใช้จ่ายหมวด ‘ของมันต้องมี’ ลง 50% จะออมเงินเพิ่มถึงปีละ 43,000 บาทต่อปี ใน 10 ปีมีโอกาสเก็บเงินหลักล้าน

หลายปีมานี้สถาบันการเงินจับตา Gen Y เป็นพิเศษ เพราะยอดหนี้เสียเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ Gen Y (อายุ 23-38 ปี) เป็นหนี้เพราะใช้จ่ายเกินตัวจริงหรือ และจะเปลี่ยนเงินหนี้เป็นเงินล้านต้องทำอย่างไร? 

 

Gen Y หนี้เสียเยอะเพราะ ‘ของมันต้องมี’

 

TMB Analytics

 

นริศ สถาผลเดชา เจ้าหน้าที่บริหารศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี (TMB Analytics) กล่าวว่า กลุ่มคน Generation Y (Gen Y) หรือช่วงอายุราว 23-38 ปี เป็นช่วงอายุที่กว้างมาก ถือเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศไทย ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า Gen Y กว่า 14.4 ล้านคน จำนวนเกินกว่า 50% หรือ 7.2 ล้านคนเป็นหนี้ โดยมียอดหนี้เฉลี่ย 432,000 บาทต่อราย อัตราหนี้เสีย (NPL) ถือว่าสูงมาก ปัจจุบันอยู่ที่ 20.2%

 

ทั้งนี้ทาง TMB Analytics วิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ รวมถึงข้อมูลที่ได้จาก Wisesight ที่เก็บข้อมูลจากอินฟลูเอนเซอร์บนโซเชียลมีเดีย พบว่า คน Gen Y ไม่ได้ตั้งเป้าหมายต้องมีเงินเป็นอันดับ 1 แต่ต้องการนำเงินไปใช้ตอบโจทย์เป้าหมายต่างๆ ในชีวิต ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่าย ‘ของมันต้องมี’ โดยปี 2560 พบว่า Gen Y มีการใช้จ่าย ‘ของมันต้องมี’ เพิ่มขึ้น 112% จากปี 2551 ขณะที่ Generation X ที่การใช้จ่ายหมวดนี้เพิ่มขึ้น 41%

 

ดังนั้นเมื่อเจาะพฤติกรรมหลักที่ทำให้ Gen Y มีหนี้สูงขึ้นมาจาก 3 ด้านคือ บริโภคนิยม, ซื้อแบบไม่คิด และประสบการณ์คือสินค้าความสุข เช่น การท่องเที่ยว ฯลฯ  

 

“พฤติกรรมการใช้จ่ายของ Gen Y เสียเงินกับของมันต้องมีเยอะมาก และแม้เงินไม่พอ บางส่วนเลือกกู้เงินจากธนาคาร หรือใช้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด เพื่อซื้อของมันต้องมี ถ้าดูจากสถิติตอนนี้ Gen Y 5 คนจะมี 1 คนที่เป็นหนี้เสีย ซึ่งคนกลุ่มนี้เพิ่งเรียนจบและเริ่มทำงานมาสักพัก ถ้ายังมีหนี้เสียหรือขาดวินัยทางการเงิน อาจทำให้ต่อไปเข้าถึงสินเชื่อที่จำเป็นก็ยาก” 

 

TMB Analytics

 

กล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) หรือ Wisesight กล่าวว่า ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ครั้งนี้มาจากโซเชียลมีเดีย เพราะปัจจุบันคนไทยกว่า 74% ใช้สื่อสังคมออนไลน์คิดเป็นอันดับ 8 ของโลก โดยใช้เวลาเฉลี่ย 3.11 ชั่วโมงต่อวัน 

 

“ประเทศไทยถือเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต โดย 80% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยเคยซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เกินครึ่งเป็นคน Gen Y ดังนั้นในการทำแคมเปญ #ของมันต้องมีก่อน40 ครั้งนี้ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมเชิงลึกของกลุ่มคน Gen Y ผ่านอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อให้เห็นข้อมูลจริงในยุคโซเชียล”

 

เจาะลึก Gen Y ตั้งเป้าหมาย #ของมันต้องมีก่อน40 จะไปถึงฝันไหม?

 

TMB Analytics

 

จากผลการสำรวจพบว่า Gen Y ในไทยมีรายได้เฉลี่ย 377,694 บาทต่อปี โดยเป้าหมายและสิ่งที่อยากมีก่อนอายุ 40 ปี ได้แก่ บ้าน (48%), รถยนต์ (22%), เงินออมและสินทรัพย์ (13%) นอกจากนี้ Gen Y ยังตั้งเป้าหมายจะมีเงินเก็บ 6 ล้านบาท 

 

แต่จากผลสำรวจ Gen Y จะเก็บเงินเฉลี่ย 5,500 บาทต่อเดือนเท่านั้น แล้วเงินของ Gen Y ไปไหนหมด? 

 

ภาพรวมการใช้จ่ายในชีวิตจริงของ Gen Y ได้แก่ บ้าน (12%), รถ (10%), เงินออมและสินทรัพย์ (9%) และการใช้จ่ายหลักกว่า 69% มาอยู่ในหมวด ‘ของมันต้องมี’ 

 

ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายของในหมวด ‘ของมันต้องมี’ คิดเป็น 1 ใน 4 ของรายได้ทั้งหมด เฉลี่ย 95,518 บาทต่อปี แบ่งเป็น โทรศัพท์ (23,571 บาทต่อปี), เสื้อผ้า (13,719 บาทต่อปี), เครื่องสำอาง (11,934 บาทต่อปี), อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (16,486 บาทต่อปี), กระเป๋า (15,466 บาทต่อปี), นาฬิกา เครื่องประดับ (14,342 บาทต่อปี) ฯลฯ

 

TMB Analytics

 

แม้ว่าเงินจะไม่พอใช้จ่ายหมวดของมันต้องมี Gen Y กลุ่มคนที่เงินไม่พอช้อปกว่า 50% จะกู้เงินจากธนาคาร หรือใช้บัตรเครดิตกับบัตรกดเงินสดมาใช้จ่ายกับของมันต้องมี ที่น่าตกใจคือ 74% ของคนกลุ่มนี้เสียดอกเบี้ยในการผ่อนชำระ หากผิดนัดชำระส่งผลต่อประวัติการเงิน ทำให้การเข้าถึงสินเชื่อที่จำเป็น เช่น สินเชื่อบ้าน ฯลฯ ยากขึ้น

 

ดังนั้นปัญหาหนี้เสียของ Gen Y ไม่ใช่ปัญหาระดับบุคคลเท่านั้น แต่อาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย เพราะเมื่อรวมค่าใช้จ่ายหมวดของมันต้องมีในกลุ่ม Gen Y จะสูงถึง 1.37 ล้านล้านบาทต่อปี คิดเป็น 13% ของ GDP ไทย หรือคิดเป็น 8 เท่าของวงเงินโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน หรือคิดเป็น 91% ของมูลค่าเป้าหมายการลงทุนใน EEC 5 ปี

 

ทางออก Gen Y ลด ‘ของมันต้องมี’ แค่ 50% เพิ่มโอกาสแตะเงินล้าน

เมื่อ Gen Y ตั้งเป้าหมายเก็บเงินล้านในอนาคต วิธีแรกคือการออมเงินก่อนใช้ และไม่จำเป็นต้อง ‘งด’ การใช้จ่ายในหมวดของมันต้องมีทั้งหมด (ค่าเฉลี่ย 95,518 บาทต่อปี เพียงแต่ ‘ลด’ การใช้จ่ายหมวดนี้ลง 50% จะทำให้แต่ละคนมีเงิน 43,000 บาทต่อปีเพื่อเก็บออมและลงทุน

 

TMB Analytics

 

ยกตัวอย่างเช่น การเก็บเงิน 43,000 บาทต่อปี ใช้เวลา 10 ปี จะสามารถเก็บเงินได้ 829,000-1,099,000 บาท หากใช้เวลา 20 ปี จะมีเงินเก็บ 1.9 ล้านล้านบาท และใช้เวลา 30 ปี จะมีเงินเก็บ 2.5 ล้านบาท (ภายใต้สมมติฐานผลตอบแทน 10% ต่อปี ซึ่งมาจากค่าเฉลี่ยผลตอบแทนจาก SET ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา) 

 

กลุ่ม Gen Y เป็นคนที่มีเป้าหมายในชีวิตหลากหลาย ดังนั้นหากเริ่มต้นบริหารการเงินให้ราบรื่น ใช้เงินให้เป็น ย่อมทำให้ไปถึงเป้าหมายต่างๆ ในชีวิตได้ง่ายขึ้น

 

นอกจากนี้ทีเอ็มบีได้มีกิจกรรมส่งท้ายปีให้ Gen Y ได้ร่วมสนุกกัน เพื่อเป็นการต่อยอดจากที่ได้มีการตั้งเป้าหมาย #ของมันต้องมีก่อน40 แล้ว มาสู่กิจกรรม #ตัดใจไม่จ่าย #เพื่อของมันต้องมีก่อน40 ซึ่งจะเป็นเทรนด์ใหม่ของ Gen Y ใช้เงินเป็น ออกมาโพสต์อวดของที่ฟุ่มเฟือย ไม่จำเป็น และสามารถตัดใจไม่ซื้อไม่จ่ายได้ ถือเป็นการลดเงินช้อป… เปลี่ยนเป็นเงินเก็บเพื่อเป้าหมายวัย 40 ที่ยิ่งใหญ่กว่า เป็นกิจกรรมให้ได้ร่วมสนุกกันในรูปแบบ Microsite โดยที่มูลค่าของที่ตัดใจไม่จ่ายในครั้งนี้จะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นเงินเก็บได้เท่าไรกันบ้าง! ทุกคนที่ร่วมกิจกรรมจะได้สิทธิ์ในการลุ้นรับบัตรกำนัลทองคำ 100,000 บาท จำนวน 10 รางวัล ร่วมกิจกรรมได้ง่ายๆ ผ่านการเสิร์ช ตัดใจไม่จ่าย วันนี้ถึง 25 ธันวาคม 2562

 

ร่วมสนุกได้ที่ https://stopshopping.tmbfoundation.or.th/register

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories