แอปฯ หาคู่ถูกออกแบบมาให้การปัดเป็นเรื่องสนุก แต่งานวิจัยที่ Tinder ทำกับคนโสดชาวไทยกลับพบว่าผู้ใช้กลุ่ม Gen Z เริ่มรู้สึกเหนื่อยกับมัน เพราะการปัดหาคู่สนุกน้อยลง และเจอคนแบบที่ใช่ยากขึ้นเรื่อยๆ
ประเด็นสำคัญ
สาเหตุที่งานวิจัยชี้ไปถึงคือพฤติกรรมการ ‘เฟค’ ตัวตนบนแอปฯ ซึ่งผู้ใช้ทำเพื่อให้ตัวเองดูดีในสายตาคนส่วนใหญ่ และลงเอยด้วยการที่ความสัมพันธ์ไปไม่ถึงไหน
ข้อมูลเหล่านี้มาจากรายงาน Thailand Singles Understanding Study ซึ่ง Tinder สัมภาษณ์เชิงลึกคนโสดชาวไทยวัย 18-39 ปี ครั้งละ 90 นาที ทั้งแบบออนไลน์และพบหน้ากัน ก่อนนำมาใช้ตั้งต้นแคมเปญรีแบรนด์ ‘The Real Finds The One เป็นตัวจริงเคมียิ่งตรงใจ’
ข้อสรุปที่ Tinder ดึงออกมาจากงานวิจัยคือการบอกผู้ใช้เองว่า การเจอคนที่ใช่เพียงคนเดียวที่ชอบตัวตนจริงของเรา ให้ผลดีกว่าการ Match กับคนจำนวนมาก
คนสองช่วงอายุเข้าแอปฯ มาด้วยโจทย์คนละแบบ
ข้อค้นพบแรกของงานวิจัยคือช่วงอายุมีผลต่อพฤติกรรมการหาคู่อย่างมีนัย โดยกลุ่มวัย 18-24 ปี ต้องการเริ่มความสัมพันธ์จากการหาเพื่อนคลายเหงาก่อน แล้วออกไปทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น เล่นเกมหรือไปคาเฟ่ ก่อนจะตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือไม่
ขณะที่กลุ่มวัย 25-39 ปี เข้ามาด้วยเป้าหมายที่ต่างออกไป คือมองหาความสัมพันธ์ระยะยาว ความมั่นคง และเริ่มคิดถึงการแต่งงาน
ความต่างตรงนี้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายที่ Tinder วางไว้สำหรับแคมเปญใหม่ ซึ่งแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือผู้ใช้หน้าใหม่วัย 18-24 ปีที่เพิ่งเริ่มทดลองใช้แอปฯ หาคู่ และผู้ใช้เดิมวัย 18-39 ปีที่เลิกใช้ไปแล้วและต้องการดึงกลับมา
คนโสดไทยกลัวการเจอคนไม่จริงใจมากกว่ากลัวการมีความรัก
อีกเรื่องที่งานวิจัยพบคือ คนโสดชาวไทยกลัวการต้องพบเจอคนที่ไม่จริงใจมากกว่าการเข้าสู่ความสัมพันธ์
ในทางเดียวกัน ปัจจัยที่ชี้ขาดว่าจะไปกันได้หรือไม่ ก็อยู่ที่ ‘ไลฟ์สไตล์’ ที่เข้ากันได้มากกว่าเรื่องหน้าตา ซึ่งคนส่วนใหญ่ต้องการเจอคนที่มีไลฟ์สไตล์และความสนใจตรงกัน มากกว่าการได้ Match เป็นจำนวนมากเฉยๆ
พฤติกรรมที่ผู้ใช้ไม่ชอบที่สุดบนแอปฯ คือ ‘Ghosting‘ หรือการหายไปเฉยๆ โดยไม่บอกกล่าวเหตุผล
ความกังวลเรื่องความจริงใจยังโยงไปถึงเรื่องความปลอดภัย ซึ่งงานวิจัยระบุว่าเป็นสิ่งที่คนไทยให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ทำให้ Tinder หยิบฟีเจอร์ด้านนี้ขึ้นมาเน้นย้ำ ทั้ง Face Check, Photo Verification และระบบตรวจจับข้อความที่สร้างขึ้นด้วย AI
เริ่มจาก ‘คนคุย’ แต่ปลายทางต้องการมากกว่านั้น
งานวิจัยพบว่าคนไทยเปิดใจกับการเริ่มต้นแบบสบายๆ ในสถานะ ‘คนคุย’ ก่อน ซึ่งช่วยให้ไม่รู้สึกกดดันในช่วงแรก
แต่เมื่อถามลึกลงไปถึงสิ่งที่ต้องการในระยะยาว คำตอบกลับไปทางเดียวกัน คือความสัมพันธ์ที่มีความหมายและจริงใจ โดยตั้งอยู่บนความสนใจและไลฟ์สไตล์ที่ตรงกันจนออกไปใช้ชีวิตร่วมกันได้
ช่องว่างระหว่างจุดเริ่มต้นแบบสบายๆ กับปลายทางที่ต้องการความจริงจัง คือสิ่งที่ Tinder ใช้เป็นเหตุผลในการขยับจุดยืนของแอปฯ ให้เอนไปทางความสัมพันธ์ระยะยาวมากขึ้น จากเดิมที่ภาพจำผูกอยู่กับการหาคู่แบบรวดเร็ว
ต้นตอของความรู้สึกแย่ อยู่ที่โปรไฟล์ของคนอื่น
ข้อสรุปที่งานวิจัยชี้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความรู้สึกแย่เวลาใช้แอปฯ คือภาพโปรไฟล์ของผู้ใช้คนอื่นที่ดูดีเกินจริง ซึ่งสร้างแรงกดดันให้คนที่เหลือต้องปั้นตัวตนและรสนิยมของตัวเองให้ดูดีตามไปด้วย
พฤติกรรมที่ตามมามีตั้งแต่การแต่งภาพหน้าตาและรูปร่างให้เกินจริง การบิดเบือนข้อมูลเรื่องอายุ อาชีพ หรือส่วนสูง ไปจนถึงการปกปิดความชอบ งานอดิเรก และความคิดเห็นต่อเรื่องต่างๆ เอาไว้
เมื่อทุกคนทำแบบเดียวกัน ผลลัพธ์คือการ Match ที่เกิดจากตัวตนซึ่งไม่ใช่ของจริง และความสัมพันธ์ที่ตามมาจึงมักไปไม่รอด ซึ่งย้อนกลับไปอธิบายความรู้สึกเหนื่อยของผู้ใช้กลุ่ม Gen Z ที่เป็นจุดตั้งต้นของงานวิจัยชิ้นนี้
Tinder สื่อสารข้อสรุปดังกล่าวผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ชื่อ ‘99% ไม่ชอบ ต้องมี 1% ที่ใช่’ ควบคู่กับสื่อนอกบ้านแบบดิจิทัล โดยใจความคือแม้งานอดิเรกจะดูไร้สาระในสายตาคนทั่วไป เสียงหัวเราะจะแปลก หรือส่วนสูงจะต่ำกว่ามาตรฐาน สิ่งเหล่านั้นอาจทำให้คน 99% ไม่ชอบ แต่คน 1% ที่ชอบก็ยังมีอยู่จริง

