ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ทีมเพื่อนธรณ์จัดงานเสวนา “ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ-มหันตภัยทวีคูณ” ร่วมวิเคราะห์วิกฤติสิ่งแวดล้อมที่ไทยกำลังเผชิญในปัจจุบัน พร้อมเสนอแนวทางการแก้ปัญหา โดยงานเสวนานี้ มีนักวิชาการเข้าร่วม 4 ท่าน ได้แก่ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ผศ.บรรจง สมบูรณ์ชัย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้, ผศ.มัลลิกา ศรีสุธรรม สาขาวิชาปฐพีศาสตร์และสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ ผศ.ดร.โพยม สราภิรมย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ประเด็นสำคัญ

ซูเปอร์เอลนีโญ 2569 กับผลกระทบในหลายมิติ
ผศ.ดร.ธรณ์อธิบายว่า เอลนีโญรอบปี 2557-2559 ซึ่งเป็นครั้งล่าสุดที่ไทยเผชิญภาวะแล้งจัดอย่างชัดเจนนั้น ผิวน้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้นราว 1.5 องศาเซลเซียส ขณะที่รอบนี้คาดว่าจะสูงขึ้นถึง 2.5 องศาเซลเซียส อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นเป็นตัวแปรหลักที่ทำให้รูปแบบฝนแปรปรวนรุนแรงขึ้น บางพื้นที่ฝนตกหนักผิดปกติ ขณะที่บางพื้นที่แล้งจัดต่อเนื่อง ขณะนี้ไทยเข้าสู่ภาวะเอลนีโญแล้ว แต่จะเข้าสู่ระยะซูเปอร์ซึ่งเป็นระยะที่รุนแรงที่สุดในช่วงเดือนตุลาคมถึงมกราคม

ผศ.ดร.ธรณ์กล่าวต่อว่าผลกระทบจากซูเปอร์เอลนีโญจะขยายไปสู่หลายด้าน เริ่มจากฤดูฝนปีนี้ที่สั้นลง เหลืออีกเพียง 2-3 เดือนก่อนจะสิ้นสุด ทำให้ต้องบริหารการกักเก็บน้ำอย่างรอบคอบ นอกจากนั้นยังส่งผลให้ดัชนีความร้อนแตะที่ 50 องศาเซลเซียส ช่วงมีนาคม-พฤษภาคมปีหน้า และเกิดความเสี่ยงภัยพิบัติต่างๆ เช่น ไต้ฝุ่นที่เกิดเพิ่มขึ้น 10-20% ความเสี่ยงน้ำป่าไหลหลากในภาคเหนือที่เพิ่มขึ้น หรือการฟอกขาวซ้ำของปะการัง
ผลกระทบนี้ส่งต่อถึงภาคธุรกิจที่ต้องแบกรับต้นทุนด้านพลังงานมากขึ้น เมื่อผนวกกับสถานการณ์สงครามที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน จึงทำให้ผลกระทบทบต้นรุนแรงยิ่งขึ้น ผศ.ดร.ธรณ์เสนอว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ภัยพิบัติที่เกิดครั้งเดียวแล้วจบ แต่จะเกิดซ้ำและรุนแรงขึ้นทุกประมาณ 5 ปี จึงต้องมีการวางโครงสร้างรับมือระยะยาว ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบครั้งต่อครั้ง
ไฟป่าและฝุ่น PM 2.5: ผลพวงจากซูเปอร์เอลนีโญ
ซูเปอร์เอลนีโญเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นในภาคเหนือรุนแรงขึ้นไปพร้อมกัน เพราะปีที่เข้าสู่ภาวะเอลนีโญมักเกิดความกดอากาศที่ทำให้เกิด Heat Dome หรือปรากฏการณ์มวลอากาศร้อนกดทับพื้นที่เกิดได้ง่ายและแรงขึ้น ฝุ่นควันจึงสะสมอยู่ใกล้พื้นและระบายออกยากกว่าปกติ ขณะเดียวกันความแห้งแล้งที่มากับเอลนีโญก็ทำให้ไฟป่าลุกลามเร็วและควบคุมได้ยากขึ้นตามไปด้วย

ผศ.บรรจง สมบูรณ์ชัย ให้ข้อมูลจากมุมมองของพื้นที่ต้นน้ำภาคเหนือว่า ความรุนแรงของไฟป่าในรอบ 2-4 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยยกตัวอย่างไฟไหม้พื้นที่รอบอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยและขุนวางเมื่อ 4-5 ปีก่อน ซึ่งสร้างความเสียหายต่อ 12 หมู่บ้านใกล้เมืองและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ขณะที่การดับไฟป่าในช่วงที่ผ่านมาต้องอาศัยเฮลิคอปเตอร์จากหน่วยงานฝนหลวงและกระทรวงเกษตรฯ วันละ 2 ลำ แต่ยังไม่เพียงพอ
จากสถานการณ์นี้เองที่ทำให้เกิดโครงการ “ไม้ยืนต้น ป่ายั่งยืน” ที่ทางคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมกับสิงห์อาสา ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2565 ในพื้นที่ที่เคยเกิดไฟป่าและเป็นป่าต้นน้ำ ครอบคลุมชุมชนต้นแบบ 6 หมู่บ้านในอำเภอเมืองและอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด “คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด สัตว์ได้พึ่งพิง” โดยร่วมมือกับเครือข่ายอื่น เช่น คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในมิติของฝุ่น กลุ่มเปราะบางอย่างเด็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ ได้รับผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจโดยตรงจากไฟป่าที่ก่อฝุ่นควัน ฤดูฝุ่นในภาคเหนือมักเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคมและยาวไปจนถึงหลังเดือนเมษายน สอดคล้องกับช่วงประกาศห้ามเผาของทางราชการที่ครอบคลุมพฤศจิกายนถึง 31 พฤษภาคม ผศ.บรรจงประเมินว่าฤดูฝุ่นปีนี้จะรุนแรงกว่าปีก่อน เนื่องจากภูมิประเทศแบบแอ่งกระทะของเชียงใหม่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ Heat Dome ได้ง่าย
ในการรับมือฝุ่น ผศ.บรรจงชี้ว่าโครงการ “ไม้ยืนต้น ป่ายั่งยืน” ช่วยแก้ปัญหาที่ต้นตอ เพราะพื้นที่ป่าที่ฟื้นฟูแล้วลดความเสี่ยงเกิดไฟซ้ำ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่น PM 2.5 หลักของภาคเหนือ นอกจากนี้ยังมีมาตรการเสริมระดับครัวเรือนและเมือง เช่น การปลูกต้นไม้ในบ้านตามรายชื่อพันธุ์ที่ NASA รับรองว่ากรองฝุ่นได้ การลดพื้นที่คอนกรีตอย่างลานจอดรถ การนำรถโดยสารพลังงานไฟฟ้ามาใช้ หรือการผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด และ พ.ร.บ. ป่าชุมชนที่ประกาศใช้เมื่อปี 2562 ซึ่งเปิดทางให้ภาคธุรกิจร่วมมือกับชุมชนดูแลป่าผ่านกลไก “ป่าเป็นทีม” พร้อมแอปพลิเคชัน “FireD” (ไฟดี) เป็นเครื่องมือบริหารจัดการการเผาอย่างถูกวิธีที่ปัจจุบันใช้งานได้ในจังหวัดเชียงใหม่

ซูเปอร์เอลนีโญสู่ภัยแล้งสะสม
ซูเปอร์เอลนีโญปีนี้กำลังซ้ำเติมภัยแล้งที่ภาคอีสานเผชิญเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ผศ.มัลลิกา ศรีสุธรรม ซึ่งทำงานร่วมกับชุมชนในพื้นที่ขอนแก่นและมหาสารคามมาต่อเนื่อง 7 ปี ชี้ว่าภัยแล้งในภาคอีสานมีความซับซ้อน เพราะในขณะที่บางตำบลมีน้ำใช้เพียงพอ ตำบลข้างเคียงกลับขาดแคลนน้ำอย่างหนัก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากลักษณะดินอีสานที่เป็นที่ราบสูงและมีเนื้อทราย ทำให้เมื่อฝนตกน้อย น้ำจะซึมหายไปหมด แต่หากตกมากก็จะไหลบ่าอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันซึมลงดิน พร้อมพัดพาหน้าดินไปด้วย

ตัวอย่างการรับมือที่ ผศ.มัลลิกา ยกมา คือโครงการขุดสระเก็บน้ำขนาด 3-4 ไร่ในพื้นที่ใกล้ภูเวียง ปี 2565 ซึ่งสิงห์อาสาร่วมพัฒนา และช่วยชะลอน้ำหลากและลดความเสียหายต่อพื้นที่เกษตร นอกจากนั้น ยังพูดถึงโครงการสร้างแหล่งน้ำชุมชนอื่นๆ ที่สิงห์อาสาทำงานร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งแต่ปี 2563 และปัจจุบันมีแล้ว 10 แห่งทั่วภาคอีสาน ซึ่งช่วยให้ชาวบ้านมีน้ำใช้ตลอดทั้งปี ทำเกษตรได้ต่อเนื่อง และมีน้ำประปาใช้อย่างสม่ำเสมอ



ขณะที่ ผศ.ดร.โพยม สราภิรมย์ อธิบายภาพรวมของการบริหารจัดการน้ำผ่านแนวคิดน้ำ 3 สี ได้แก่ น้ำสีเขียวซึ่งเป็นน้ำในธรรมชาติที่ยังไม่ถูกกักเก็บ น้ำสีฟ้าที่กักเก็บอยู่ในอ่างเก็บน้ำและน้ำบาดาล และน้ำสีเทาซึ่งเป็นน้ำเสียที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ หลายประเทศสามารถรีไซเคิลน้ำสีเทาได้ถึง 80-100% แต่ไทยยังทำได้ในระดับต่ำมาก ซ้ำยังพบปัญหาน้ำเสียจากภาคอุตสาหกรรมปนเปื้อนแหล่งกักเก็บ ดังกรณีอ่างเก็บน้ำฉะเชิงเทราที่ตรวจพบค่า pH ต่ำกว่า 3 นอกจากนั้น ยังชี้ว่าขณะที่ทั้งประเทศมีศักยภาพกักเก็บน้ำราว 7-8 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร แต่ในทางปฏิบัติเก็บได้จริงเพียง 4-5 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น

ในส่วนแนวทางการแก้ปัญหา ผศ.ดร.โพยมยกตัวอย่างจังหวัดขอนแก่นซึ่งจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำระยะ 5 ปี (2566-2570) ร่วมกับภาครัฐ เอกชน และประชาชน ครอบคลุมพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ 645 แปลง และแปลงที่มีความเสี่ยงสูงอีก 118 แปลง กรณีที่เห็นผลชัดคือการฟื้นฟูแปลงปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ แปลงเกษตรที่เสี่ยงเสียหายถึง 700 ไร่จากพื้นที่ปลูก 1,500 ไร่ ได้รับการฟื้นฟูด้วยการสูบน้ำบาดาลขึ้นมารดต้นมะม่วงทดแทนน้ำฝนที่ขาดหายไป ควบคู่กับการเปิดสปริงเกลอร์รดน้ำ 25 นาทีแทนการเปิด 1 ชั่วโมงตามความเคยชิน ซึ่งให้ผลลัพธ์เทียบเท่ากัน
ปัญหาที่ล้วนเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ต้องรับมืออย่างเป็นระบบ

นักวิชาการทั้งสามท่านย้ำตรงกันตลอดเวทีว่า “ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ” ไม่ใช่ปัญหาที่แยกจากกัน แต่เชื่อมโยงกันเป็นโดมิโน และซูเปอร์เอลนีโญเป็นตัวทวีทุกปัญหาให้รุนแรงขึ้นพร้อมกัน ไฟป่าก่อฝุ่นควัน ความแห้งแล้งซ้ำเติมทั้งป่าและแหล่งน้ำ และการขาดแคลนน้ำก็ย้อนกลับไปเพิ่มความเสี่ยงไฟป่าในปีถัดไป การรับมือจึงต้องเป็นระบบที่เชื่อมโยงกันเช่นเดียวกับตัวปัญหา ไม่ใช่การแก้ทีละจุดเฉพาะหน้า ซึ่งโครงการของสิงห์อาสาทั้งฟื้นฟูป่าต้นน้ำและสร้างแหล่งน้ำชุมชน เป็นหนึ่งในความพยายามรับมือปัญหาเหล่านี้อย่างครอบคลุม


