×

เทวฤทธิ์ร้องประธานศาลฎีกาขอให้ชะลอการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ-กกต.

โดย THE STANDARD TEAM
21.04.2026
  • LOADING...
เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ยื่นหนังสือต่อประธานศาลฎีกา ขอให้ชะลอการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและ กกต.

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกา ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและประธานคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันนี้ (21 เมษายน) ผ่านช่องทางสำนักเลขาธิการวุฒิสภา เพื่อเสนอข้อเรียกร้องและแสดงความกังวลต่อกระบวนการสรรหาบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้

 

เทวฤทธิ์แบ่งประเด็นออกเป็น 3 ส่วนหลัก ประกอบด้วย

 

  • การพิจารณาองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาให้ครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากขณะนี้รัฐสภายังไม่มีผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสำคัญในคณะกรรมการสรรหาที่ช่วยสร้างดุลยภาพระหว่าง 3 อำนาจ คือฝ่ายตุลาการ ฝ่ายนิติบัญญัติ และองค์กรอิสระ

 

แม้รัฐธรรมนูญมาตรา 203 จะอนุญาตให้คณะกรรมการที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้แต่การขาดตัวแทนจากฝ่ายค้านซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลและเป็นหูเป็นตาให้ประชาชนจะส่งผลให้กระบวนการสรรหาขาดความรอบด้าน

 

อีกทั้งไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการเนื่องจากผู้ดำรงตำแหน่งเดิมที่หมดวาระลง ทั้งในส่วนของ กกต. และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าจะอายุครบ 70 ปี ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยมีกรณีการปฏิบัติหน้าที่ต่อเป็นเวลานานเนื่องจากวุฒิสภาตีตกผู้ได้รับการเสนอชื่อมาแล้ว

 

  • เรื่องความหลากหลายของประสบการณ์และทักษะความเชี่ยวชาญของกรรมการการเลือกตั้ง โดยมีการหยิบยกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วย กกต. มาตรา 12 ที่ระบุให้คณะกรรมการสรรหาต้องตระหนักถึงความหลากหลายของผู้ได้รับการสรรหา

 

แต่ข้อเท็จจริงในปัจจุบันพบว่า กกต. 4 ใน 7 ท่าน มีภูมิหลังมาจากข้าราชการระดับอธิบดีหรือเทียบเท่า และผู้สมัครรายล่าสุดที่ผ่านการพิจารณาก็ยังคงมีคุณสมบัติในลักษณะเดียวกัน

 

การขาดสัดส่วนจากภาคส่วนอื่น เช่น ภาคประชาสังคม อาจส่งผลต่อทัศนคติและวิธีคิดในการจัดการเลือกตั้ง รวมถึงประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาตามเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม

 

  • ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนคือ การป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของ สว. เทวฤทธิ์ระบุว่า ปัจจุบันมี สว. อย่างน้อย 138 ราย อยู่ในกระบวนการสอบสวนของ กกต. ซึ่งถือเป็นเสียงส่วนใหญ่ของสภา สภาวะที่ผู้ถูกตรวจสอบต้องเป็นผู้ลงมติให้ความเห็นชอบผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง กกต. เพื่อไปวินิจฉัยคดีของตนเองนั้นถือเป็นวงจรที่ส่งผลเสียต่อกระบวนการยุติธรรม

 

หากผู้ได้รับการสรรหาเป็น กกต. แสดงความกล้าหาญในการตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับคดีของ สว. ก็อาจจะไม่ได้รับความเห็นชอบ แต่หากผู้ใดเลือกตอบแบบเลี่ยงบาลีเพื่อเอาใจ สว. ก็จะได้บุคคลที่ขาดความกล้าหาญไปปฏิบัติหน้าที่

 

ด้วยเหตุนี้ เทวฤทธิ์จึงเสนอให้มีการทอดระยะเวลาการสรรหาออกไปก่อนเพื่อรอให้ กกต. มีคำวินิจฉัยกรณี สว. ให้เสร็จสิ้น เพื่อลดความเคลือบแคลงสงสัยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

 

เขาทิ้งท้ายว่า ความศรัทธาต่อองค์กรอิสระเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ต้องปฏิบัติหน้าที่นานถึง 7 ปีและมีอำนาจตัดสินคดีการเมืองที่สำคัญ จึงไม่อยากให้กระบวนการที่ผิดเพี้ยนกลายเป็นความปกติใหม่ในสังคมไทย และขอให้สาธารณชนช่วยกันติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดเนื่องจากกระทบต่อมาตรฐานจริยธรรมและรากฐานของระบอบประชาธิปไตยในระยะยาว

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising