ในปี 1990 มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ (Margaret Thatcher) ถูกบีบให้ลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังคนในพรรคคอนเซอร์เวทีฟเชื่อว่า เธอกำลังนำพาพรรคไปสู่หายนะ และเป็นที่น่าจับตามองว่า สิ่งเดียวกันกำลังจะเกิดขึ้นกับ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกฯ อังกฤษคนปัจจุบันหรือไม่
ประเด็นสำคัญ
ก่อนหน้านี้ มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ ไม่ได้ดูเหมือนเป็นผู้นำที่จะถูกโค่นได้ง่ายๆ เลยแม้แต่น้อย เธอชนะเลือกตั้ง 3 สมัยติดกัน เป็นผู้เปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจอังกฤษ และเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองของสหราชอาณาจักร
แต่ท้ายที่สุด ผู้ที่โค่นแทตเชอร์ลงได้ ไม่ใช่ฝ่ายค้านหรือผู้ประท้วงบนท้องถนน แต่คือ “คนในพรรคตัวเอง”
ในช่วงเวลานั้น พรรคคอนเซอร์เวทีฟเริ่มเชื่อว่า แทตเชอร์กำลังกลายเป็นภาระทางการเมือง จากหลากหลายเหตุปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย Poll Tax ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก และท่าทีแข็งกร้าวต่อการรวมอำนาจของยุโรป รัฐมนตรีจำนวนหนึ่งได้มองว่า พรรคอาจแพ้เลือกตั้งในรอบถัดไปได้ หากยังปล่อยให้เธอนำต่อ
บุคคลผู้เคยเป็นพันธมิตรคนสำคัญของแทตเชอร์ถึงกับกล่าวสุนทรพจน์โจมตีเธอกลางรัฐสภา ซึ่งเชื่อว่าเป็น “Killer Speech” ที่เปิดฉากการสูญเสียอำนาจของแทตเชอร์ โดยในเวลาไล่เลี่ยกัน ได้มีผู้ขึ้นมาท้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และทำให้เธอค่อยๆ เสียแรงสนับสนุนภายใน จนนำมาสู่การลาออกในที่สุด
“กลิ่นอายแบบเดียวกันนี้” กำลังเกิดกับรัฐบาลของเคียร์ สตาร์เมอร์ ที่ต้องเผชิญกับกระแสเปลี่ยนตัวผู้นำในพรรคเลเบอร์มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลชุดปัจจุบันได้ทยอยประกาศลาออก โดยหนึ่งในนั้นคือ เวส สตรีทติง อดีตรัฐมนตรีสาธารณสุข ที่ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า เขาได้หมดความเชื่อมั่นต่อการนำของสตาร์เมอร์ และการอยู่ในคณะรัฐมนตรีต่อไปจะเป็น “เรื่องเสื่อมเสียเกียรติและไร้จุดยืน”
สถานการณ์ยิ่งร้อนแรงขึ้น หลังจอช ไซมอนส์ สส.พรรคเลเบอร์ ได้ประกาศลาออก เพื่อเปิดทางให้แอนดี เบิร์นแฮม (Andy Burnham) ซึ่งถูกมองว่าเป็นแคนดิเดตคนสำคัญที่จะมาท้าชิงตำแหน่งผู้นำพรรคเลเบอร์ในอนาคต ได้มีโอกาสกลับเข้าสภาผ่านการเลือกตั้งซ่อมในเขตเมเกอร์ฟิลด์
แม้สถานการณ์ในปัจจุบันของสตาร์เมอร์จะยังไปไม่ถึงการลาออกของตัวผู้นำ แต่บทเรียนจากปี 1990 ยังคงชัดเจนเสมอในการเมืองอังกฤษ THE STANDARD จึงขอพาไปสำรวจเส้นทางการลงจากอำนาจของบุคคลผู้ได้รับฉายาว่าเป็น “สตรีเหล็ก” อย่าง มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ กันอีกครั้ง ว่าเหตุใดผู้นำที่เคยยิ่งใหญ่จึงค่อยๆ สูญเสียการสนับสนุนจากพรรคตัวเอง และท้ายที่สุด ต้องลงจากตำแหน่งในที่สุด
Poll Tax ระบบภาษีที่สั่นคลอนอำนาจ
“We’re leaving Downing Street for the last time after 11.5 wonderful years, and we’re happy to leave the United Kingdom in a very much better state than when we came here,”
คือถ้อยคำที่มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของสหราชอาณาจักร กล่าวต่อสาธารณชนหลังประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคคอนเซอร์เวทีฟ ซึ่งแปลได้ว่า “เรากำลังออกจากดาวนิงสตรีทเป็นครั้งสุดท้าย หลังช่วงเวลาอันยอดเยี่ยมตลอด 11 ปีครึ่ง และเรามีความสุขที่ได้ทิ้งประเทศนี้ไว้ในสภาพที่ดีกว่าตอนที่เราเข้ามา”
ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง แทตเชอร์ได้ฝากผลงานมากมายไว้ให้แก่อังกฤษ ซึ่งหลายอย่างเป็น “มรดกทางการเมือง” ที่ยังส่งอิทธิพลต่อสหราชอาณาจักรมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเศรษฐกิจเสรี การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หรือแนวคิดแบบ Thatcherism ที่เปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจอังกฤษไปอย่างสิ้นเชิง
เธอยังเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของสหราชอาณาจักรในศตวรรษที่ 20 โดยอยู่ในอำนาจต่อเนื่องนานกว่า 11 ปี ตั้งแต่ปี 1979-1990
อย่างไรก็ตาม ช่วงปลายทศวรรษ 1980 รัฐบาลของเธอเริ่มเผชิญแรงเสียดทานรอบด้าน โดยเฉพาะจากนโยบาย “Poll Tax” หรือภาษีท้องถิ่นแบบอัตราเดียวที่รัฐบาลของแทตเชอร์จะผลักดันขึ้นมาแทนระบบเดิม ซึ่งถูกประชาชนต่อต้านอย่างหนัก จนนำไปสู่เหตุจลาจลที่ลอนดอนในเวลาต่อมา
เดิมที ภาษีท้องถิ่นของอังกฤษจะคำนวณแบบอัตราก้าวหน้า (progressive tax) ทำให้คนที่มีฐานะดีกว่าต้องจ่ายมากกว่า แต่ Poll Tax กลับจะเปลี่ยนระบบทั้งหมดให้ “ประชาชนทุกคนจ่ายในอัตราใกล้เคียงกัน” ไม่ว่าจะรวยหรือจน
ผลลัพธ์คือ ชนชั้นแรงงานและผู้มีรายได้น้อยจำนวนมากจึงมองว่า นโยบายนี้ไม่ยุติธรรม เพราะคนธรรมดาอาจต้องจ่ายภาษีในอัตราใกล้เคียงกับมหาเศรษฐี ทั้งยังถูกมองว่าเป็นการโยนภาระไปสู่ประชาชน โดยนโยบายบังคับใช้ภาษีดังกล่าวได้เกิดขึ้นในช่วงที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงเกือบ 11 เปอร์เซ็นต์
กระแสต่อต้านจึงลุกลามอย่างรวดเร็วไปทั่วประเทศ เกิดการประท้วงจากกลุ่มต่างๆ และมีการรณรงค์ให้คนไม่จ่ายภาษี
การจราจลครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 1990 ผู้ประท้วงราว 2 แสนคนรวมตัวกันที่จัตุรัสทราฟัลการ์ (Trafalgar Square) ใจกลางกรุงลอนดอน ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลาย จนมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก และมีผู้ถูกจับกุมหลายร้อยคน
เหตุการณ์ Poll Tax Riot นี้ถือเป็นหนึ่งในความไม่สงบทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดของอังกฤษยุคหลังสงคราม และยังถูกมองว่าเป็น “จุดเริ่มต้นของจุดจบ” ของรัฐบาลแทตเชอร์ เพราะแม้แต่คนในพรรคคอนเซอร์เวทีฟเอง ก็เริ่มเชื่อว่า นโยบายดังกล่าวกำลังทำลายโอกาสชนะเลือกตั้งของพรรคในอนาคต
ท่าทีต่อ “ยุโรป” กลายเป็นชนวนแตกหักภายในพรรค
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การลงจากอำนาจของ มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ คือ “ความแตกแยกเรื่องยุโรป” ภายในพรรคคอนเซอร์เวทีฟของเธอเอง ซึ่งท้ายที่สุดได้ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเจฟฟรีย์ ฮาว อดีตพันธมิตรคนสำคัญ และกลายเป็นชนวนที่เปิดทางให้คนในพรรคหันมาโค่นเธอลงจากอำนาจ
ในช่วงแรกฮาวถือเป็นหนึ่งในคนที่ใกล้ชิดและภักดีต่อแทตเชอร์มาก เขาเคยดำรงตำแหน่งทั้งรัฐมนตรีคลังและรัฐมนตรีต่างประเทศ และเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจแบบ Thatcherism
แต่เมื่อมีการปรับคณะรัฐมนตรีในเดือนกรกฎาคม 1989 แทตเชอร์ได้ปลดฮาวออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ และแทนที่เขาด้วยดาวรุ่งของพรรคอย่างจอห์น เมเจอร์ (John Major) แทน
แม้เธอจะมอบตำแหน่ง “รองนายกรัฐมนตรี” ให้ฮาว แต่หลายฝ่ายมองว่านั่นเป็นตำแหน่งที่แทบไร้อำนาจ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่พังทลายจริงๆ คือประเด็นเรื่อง “ยุโรป”
ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ได้มีการผลักดันให้ประชาคมยุโรปเดินหน้าไปสู่การรวมตัวทางเศรษฐกิจและการเมืองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดสกุลเงินร่วม ธนาคารกลางยุโรป รวมถึงการเพิ่มอำนาจให้สถาบันส่วนกลางในกรุงบรัสเซลส์ ซึ่งจะพัฒนาไปสู่สหภาพยุโรป (EU) และเงินสกุลยูโรในเวลาถัดมา
แม้ในช่วงต้น แทตเชอร์จะไม่ได้ต่อต้านยุโรปอย่างแข็งกร้าว เธอเคยรณรงค์ให้อังกฤษอยู่ต่อในประชาคมยุโรป (European Community) ในปี 1975 และยังเคยสนับสนุนให้พิจารณาแนวคิดความร่วมมือด้านกลาโหมร่วมกันของยุโรป แต่หลังขึ้นสู่อำนาจ เธอกลับเริ่มไม่พอใจการรวมศูนย์อำนาจที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของยุโรป
ในปี 1988 เธอได้กล่าว “Bruges Speech” อันโด่งดัง โดยเตือนว่า อังกฤษไม่ได้ลดบทบาทรัฐภายในประเทศ เพียงเพื่อให้ “รัฐมหาอำนาจยุโรป” (European super-state) เข้ามาควบคุมจากบรัสเซลส์แทน
ฮาวเป็นหนึ่งในฝ่ายที่เชื่อว่า อังกฤษควรทำงานร่วมกับยุโรปอย่างใกล้ชิด และไม่ควรแยกตัวออกจากกระบวนการรวมอำนาจของยุโรปมากเกินไป ขณะที่แทตเชอร์กลับยิ่งแข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ ต่อแนวคิดการรวมศูนย์อำนาจ ทำให้กลุ่มสมาชิกพรรคที่สนับสนุนยุโรปหันมาเคลื่อนไหวเพื่อโค่นเธอลงจากตำแหน่ง
จุดแตกหักเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 1990 หลังแทตเชอร์กล่าวคำว่า “No! No! No!” กลางรัฐสภา เพื่อตอบโต้แนวคิดของฌาคส์ เดอลอร์ส (Jacques Delors) ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปในขณะนั้น ที่เสนอให้ประชาคมยุโรปมีโครงสร้างทางการเมืองที่ชัดเจนขึ้น และให้คณะกรรมาธิการยุโรปเป็นฝ่ายบริหาร
เพียงสองวันต่อมาฮาวได้ประกาศลาออกจากรัฐบาล แต่สิ่งที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้รัฐบาลคือสุนทรพจน์ลาออกของเขากลางรัฐสภา ซึ่งภายหลังถูกยกให้เป็น “Killer Speech” ที่เปิดฉากการล่มสลายทางการเมืองของแทตเชอร์
ฮาวเปรียบเทียบการเจรจากับยุโรปภายใต้การนำของแทตเชอร์ ว่าเหมือน “การส่งนักตีคริกเก็ตลงเปิดสนาม ทั้งที่ไม้ตีถูกกัปตันทีมทำลายไปตั้งแต่ก่อนเริ่มแข่ง”
คำพูดดังกล่าวถูกตีความว่า แทตเชอร์กำลังทำลายโอกาสของรัฐบาล ก่อนที่การเจรจาจะเริ่มต้นเสียอีก
โดยเขายังโจมตีแนวคิดชาตินิยมของแทตเชอร์ จากการย้ำว่า อังกฤษกำลังทำผิดพลาด หากมองว่า การร่วมมือกับยุโรปคือการ “ยอมสละอธิปไตย”
ที่สำคัญฮาวยังทิ้งท้ายว่า ถึงเวลาแล้วที่คนอื่นๆ ในพรรคต้องตัดสินใจว่า จะยังภักดีต่อผู้นำต่อไปหรือไม่ สุนทรพจน์ครั้งนั้นจึงกลายเป็นเหมือนสัญญาณเปิดเกม ให้คนในพรรคเริ่มขยับตัวต่อต้านแทตเชอร์อย่างจริงจัง
การท้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค
ไม่นานหลังจากฮาว ได้กล่าวสุนทรพจน์กลางสภา ไมเคิล เฮเซลไทน์ (Michael Heseltine) อดีตรัฐมนตรีกลาโหม ได้ประกาศท้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคคอนเซอร์เวทีฟอย่างเป็นทางการ
ในวันลงคะแนนโหวตรอบแรก แทนที่แทตเชอร์จะอยู่ลอนดอนเพื่อทำการล็อบบี้หรือรวบรวมเสียง สส. ที่เริ่มลังเล เธอกลับเลือกเดินทางไปปารีส เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำโลกว่าด้วยการสิ้นสุดสงครามเย็น
แม้ผลการลงคะแนนรอบแรกจะออกมาว่า แทตเชอร์ชนะเฮเซลไทน์ ด้วยคะแนน 204 ต่อ 152 เสียง แต่จำนวน สส. ที่ลงคะแนนสวนก็มีมากพอจะทำให้เธอ “ชนะไม่ขาด” และต้องเข้าสู่การโหวตรอบสอง
ทันทีที่ผลโหวตในรอบแรกออกมา อำนาจของเธอในพรรคก็เริ่มพังลงอย่างรวดเร็ว แม้หลายฝ่ายจะกดดันอย่างหนักให้เธอถอนตัว แต่เมื่อกลับถึงลอนดอน แทตเชอร์ยังประกาศกร้าวว่า “I fight on; I fight to win.” หรือ “ฉันจะสู้ต่อ และฉันจะสู้เพื่อชัยชนะ”
โดยเธอได้ทำการเรียกรัฐมนตรีมาเข้าพบทีละคน เพื่อประเมินว่าตนยังมีเสียงสนับสนุนเพียงพอหรือไม่ และเมื่อการหารือในครั้งนั้นสิ้นสุดลง เธอได้ขอเวลาคิดหนึ่งคืน เพื่อทบทวนการตัดสินใจครั้งสุดท้าย
และในเช้าวันต่อมา Iron Lady ก็ยอมแพ้ในศึกที่สำคัญที่สุดของชีวิตทางการเมือง เธอได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคคอนเซอร์เวทีฟ ก่อนที่จะเดินทางไปเข้าพบควีนเอลิซาเบ็ธที่ 2 เป็นครั้งสุดท้ายในฐานะนายกรัฐมนตรี
หรือ ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย?
ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนในพรรคเลเบอร์ปัจจุบัน สิ่งที่น่าจับตามองคือประวัติศาสตร์การเมืองแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ กำลังจะย้อนกลับมาซ้ำรอยอีกครั้งหรือไม่ เนื่องจากในตอนนี้ เคียร์ สตาร์เมอร์กำลังฝ่ากระแสกดดันจากคนในพรรคตัวเองอยู่เช่นกัน
ในกรณีของสตาร์เมอร์นั้น วิกฤตดังกล่าวมาจาก ความผิดหวังและความกังวลต่อภาวะผู้นำ ที่ได้ก่อตัวภายในพรรคเลเบอร์ และสะสมมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สตาร์เมอร์เข้ารับตำแหน่ง
เพียงไม่นานหลังจัดตั้งรัฐบาลเสร็จ รัฐบาลสตาร์เมอร์มีนโยบายตัดลด “Winter Fuel Allowance” หรือเงินช่วยเหลือค่าเชื้อเพลิงสำหรับผู้สูงอายุในฤดูหนาว โดยรัฐบาลได้จำกัดสิทธิให้เฉพาะผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยหรือได้รับ Pension Credit เท่านั้น เพื่อควบคุมงบประมาณภาครัฐ ส่งผลให้ผู้สูงอายุกว่า 10 ล้านคนสูญเสียสิทธิตรงนี้ และกลายเป็นประเด็นโจมตีสำคัญทั้งจากฝ่ายค้านและคนในพรรคเลเบอร์เอง จนรัฐบาลต้องส่งสัญญาณกลับลำ โดยพิจารณาขยายสิทธิคืนให้ผู้สูงอายุบางกลุ่ม
สส. รวมถึงสมาชิกสภาท้องถิ่นของพรรคเลเบอร์บางส่วน ได้ออกมากล่าวโทษว่า มาตรการนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้พรรคสูญเสียคะแนนนิยมและพ่ายแพ้การเลือกตั้งท้องถิ่นในหลายพื้นที่ของอังกฤษเมื่อปี 2025 ที่ผ่านมา
ขณะที่ แผนปฏิรูปงบสวัสดิการผู้พิการ หรือ Personal Independence Payment (PIP) ได้เป็นอีกนโยบายหนึ่งที่ยิ่งซ้ำเติมความขัดแย้งภายในพรรค เมื่อรัฐบาลมีแผนที่จะเข้มงวดเงื่อนไขการรับสิทธิมากขึ้น และจะทบทวนการให้งบแก่ผู้ขอรับสิทธิทั้งในปัจจุบันและอนาคต จน สส. พรรคเลเบอร์กว่า 120 คน ออกมาขู่ลงคะแนนคัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าว และกดดันให้รัฐบาลต้องยอมผ่อนปรนบางส่วน
แม้ในเวลาต่อมา สตาร์เมอร์จะสามารถผลักดันร่างกฎหมายผ่านสภาได้อย่างหวุดหวิด ท่ามกลางการกบฏจาก สส. พรรคเลเบอร์จำนวนหนึ่ง แต่แรงต่อต้านที่เกิดขึ้นก็สะท้อนรอยร้าวภายในพรรคอย่างชัดเจน จนรัฐบาลจำเป็นต้องยอมชะลอ และปรับแก้บางมาตรการ หลังถูกวิจารณ์ว่าขัดกับอุดมการณ์พื้นฐานของพรรคเลเบอร์
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากของสตาร์เมอร์คือ การที่เขาแต่งตั้ง ปีเตอร์ แมนเดลสัน เป็นเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำสหรัฐฯ แม้จะรู้มาก่อนแล้วว่า แมนเดลสันมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน อาชญากรคดีค้ามนุษย์และล่วงละเมิดผู้เยาว์ ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นปัจจัยที่บั่นทอนความเชื่อมั่นต่อภาวะผู้นำของสตาร์เมอร์อย่างมาก โดยสื่อต่างประเทศรายงานว่า เสียงเรียกร้องให้นายกฯ ลาออก ภายในพรรคเลเบอร์ได้มีมาตั้งแต่ช่วงดังกล่าวแล้ว
นอกจากนี้ The Guardian ได้เคยตั้งข้อสังเกตว่า เคียร์ สตาร์เมอร์ มีคะแนนนิยมที่ตกต่ำอย่างสม่ำเสมอ โดยคะแนนนิยมสุทธิของเขาติดลบถึงระดับ -50 ถึง -57 ซึ่งถือว่าเกือบต่ำที่สุด เป็นรองเพียงลิซ ทรัสส์ เท่านั้น จึงไม่แปลกที่ สส. บางกลุ่มในพรรคเลเบอร์จะเริ่มแสดงความกังวลต่ออนาคตทางการเมืองของพรรค
แรงกดดันได้ปะทุขึ้นอย่างชัดเจน หลังการเลือกตั้งท้องถิ่นอังกฤษปี 2026 ที่ผ่านมา ซึ่งพรรคเลเบอร์สูญเสียคะแนนนิยมอย่างหนักในหลายพื้นที่ โดยเสียที่นั่งรวมกันมากกว่า 1,460 ที่นั่ง ขณะที่พรรคฝ่ายขวาอย่าง Reform UK กลับทำผลงานได้ดีเกินคาด พุ่งทะยานกลายเป็นพรรคที่ครองเก้าอี้มากสุด และดึงคะแนนจากทั้งคอนเซอร์เวทีฟและเลเบอร์ได้พร้อมๆ กัน
แค่เพียงไม่กี่วันหลังการเลือกตั้ง มีรัฐมนตรีในฝ่ายบริหารชุดปัจจุบันลาออกแล้วอย่างน้อย 4 คน และได้เข้าร่วมกับ สส. ภายในพรรคกว่า 70 คน ออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง
ท่ามกลางสถานการณ์นี้ ชื่อของแอนดี เบิร์นแฮม จึงเริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะทางเลือกใหม่ของพรรคเลเบอร์ โดยเฉพาะในหมู่ สส.และสมาชิกพรรคบางส่วนที่มองว่า เบิร์นแฮมมีภาพลักษณ์ที่เข้าถึงประชาชน และคะแนนความนิยมดีที่สุดในพรรค
ขณะเดียวกัน สตาร์เมอร์ยังยืนยันชัดเจนว่า เขาจะไม่ลาออก รวมถึงต้องการจะนำพรรคเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเมื่อถูกสื่อถามว่า หากมี สส.พรรคเลเบอร์คนอื่นรวบรวมแรงสนับสนุนได้มากพอจนเกิดการท้าชิงตำแหน่งผู้นำพรรค เขาจะลงแข่งขันหรือไม่ สตาร์เมอร์ได้ตอบกลับว่า “ตอนนี้เรายังไม่ได้อยู่ในจุดนั้น แต่ผมพูดไปแล้ว ว่าผมจะไม่เดินหนีไปไหน”
อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างสำคัญระหว่างสตาร์เมอร์กับแทตเชอร์ คือ แทตเชอร์ในปี 1990 อยู่ในอำนาจมาแล้วกว่า 11 ปี และเผชิญบาดแผลทางการเมืองที่สะสมมามาก ขณะที่สตาร์เมอร์เพิ่งเป็นนายกรัฐมนตรีได้ไม่นาน และยังมี สส.จำนวนหนึ่งที่มองว่า การเปิดศึกเปลี่ยนผู้นำเร็วเกินไป อาจยิ่งทำให้รัฐบาลเลเบอร์อ่อนแอลง และไปเข้าทางพรรค Reform UK ที่กำลังเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งที่น่าจับตามองคือ สตาร์เมอร์จะสามารถประคองอำนาจและฟื้นความเชื่อมั่นได้หรือไม่ หรือท้ายที่สุดแล้ว พรรคเลเบอร์อาจเดินเข้าสู่เส้นทางเดียวกับที่พรรคคอนเซอร์เวทีฟเคยทำกับแทตเชอร์ นั่นคือการตัดสินใจเปลี่ยนผู้นำเพื่อรักษาอนาคตทางการเมืองของพรรคเอง
ภาพ: REUTERS / Toby Melville / Pool, Getty Images
อ้างอิง :
- https://www.ebsco.com/research-starters/history/british-riot-over-poll-tax
- https://www.bbc.com/culture/article/20251113-the-shocking-downfall-of-margaret-thatcher
- https://www.theguardian.com/politics/2017/jul/20/unfair-uncollectable-how-major-told-thatcher-ditching-poll-tax?utm_.com
- https://www.bbc.com/news/uk-politics-11598879
- https://www.thenational.scot/politics/14889112.remembering-geoffrey-howes-resignation-speech-the-kiss-of-death-for-thatcher/
- https://www.bbc.com/news/articles/clypkpgx2lyo
- https://www.theguardian.com/politics/2026/feb/12/why-is-keir-starmer-so-deeply-unpopular
- https://www.theguardian.com/politics/2026/may/12/darren-jones-keir-starmer-future-labour-leader?utm_.com
- https://www.bbc.com/news/articles/c93yy2x40e0o
- https://www.lbc.co.uk/article/government-labour-welfare-reforms-latest-5Hjd6dJ_2/


