×

1,251 วันที่กลุ่ม LGBTQIA+ เฝ้ารอ ธัญวัจน์ สส. ก้าวไกล รู้สึกยินดีมากที่รัฐบาลส่ง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม เข้าสภา 12 ธ.ค. นี้

โดย THE STANDARD TEAM
22.11.2023

วันนี้ (22 พฤศจิกายน) ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม) โดยจะมีการประชุม ครม. และมีมติส่งร่างกฎหมายให้สภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ว่า รู้สึกยินดีมาก หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ก็มีการเคลื่อนไหวของประชาชน ภาคประชาสังคม ในประเด็นความเสมอภาคทางเพศ ความเป็นธรรมทางกฎหมายในประเด็นนี้มาอย่างยาวนาน

 

ธัญวัจน์กล่าวอีกว่า ในวันที่ 18 มิถุนายน 2563 ตนและพรรคก้าวไกลยื่นร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมเข้าสภา นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม แฮชแท็ก #สมรสเท่าเทียม ขึ้นอันดับหนึ่งครั้งแรกในประเทศไทย และเป็นกระแสอีกหลายวาระต่อมา จนถึงวันนี้ใช้เวลา 1,251 วัน ซึ่งเป็นสิทธิของการก่อตั้งครอบครัวที่ผู้มีความหลากหลายทางเพศเฝ้ารอ ในที่สุด ครม. นำกฎหมายดังกล่าวส่งให้สภาผู้แทนราษฎรเดือนธันวาคมนี้ สังคมเข้าใจและเห็นร่วมกันแล้วว่าสิทธิสมรสเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนสมควรได้รับ

 

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมและร่างกฎหมายการรับรองเพศสภาพของพรรคก้าวไกลก็ถูกบรรจุในวาระการประชุมสภาแล้ว เมื่อมีร่างของ ครม. ที่มีหลักการเดียวกันเข้ามาประกบทั้งสองฉบับจะถูกพิจารณาร่วมกัน เชื่อว่าจะทำให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็ว และได้รับการสนับสนุนจากทุกพรรคการเมือง ทำให้ความฝันความหวังของผู้มีความหลากหลายทางเพศเป็นจริง

 

“ภูมิใจที่ได้ปักธงนำเรื่องนี้ในสังคม ทำให้สมรสเท่าเทียมติดแฮชแท็กอันดับ 1 เป็นชัยชนะของประชาชน จนถึงวันนี้ทุกฝ่ายเห็นพ้องกันและพร้อมผลักดันความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมายให้เกิดขึ้น” ธัญวัจน์กล่าว

 

เปิดสาระสำคัญร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมฉบับรัฐบาลเศรษฐา

 

สำหรับสาระสำคัญในร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ปพพ.) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (สมรสเท่าเทียม) นั้นเพื่อให้บุคคลสองคนไม่ว่าเพศใดสามารถทำการหมั้นและสมรสกันได้ รวมทั้งแก้ไขบทบัญญัติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำให้บุคคลนั้นมีสิทธิ หน้าที่ และสถานะทางครอบครัว เท่าเทียมกับคู่สมรสชายหญิง ซึ่งจะเปลี่ยนจาก ‘ชาย-หญิง’ เป็น ‘บุคคล-บุคคล’ และ ‘ผู้หมั้น-ผู้รับหมั้น’

 

สำหรับหลักการและเหตุผลของกฎหมายระบุไว้ว่า เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายให้การรับรองสิทธิในการก่อตั้งครอบครัวของคู่รักเพศเดียวกัน ซึ่งแตกต่างจากสภาพสังคมในปัจจุบันที่มีคู่รักเพศเดียวกันอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวจำนวนมาก โดยขาดเครื่องมือทางกฎหมายในการจัดการความสัมพันธ์ทางครอบครัว

 

ส่งผลให้เกิดปัญหาต่อครอบครัวหลากหลายทางเพศหลายประการ เช่น สิทธิในการตัดสินใจในการรักษาพยาบาล สิทธิในการอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน สิทธิในการจัดการทรัพย์สินร่วมกัน และสิทธิในการรับมรดก

 

ประกอบกับคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 ซึ่งได้แถลงต่อรัฐสภาว่า รัฐบาลจะผลักดันให้มีกฎหมายสนับสนุนสิทธิและความเท่าเทียมของกลุ่มหลากหลายทางเพศ นายกรัฐมนตรีจึงมีข้อสั่งการให้กระทรวงยุติธรรมเร่งดำเนินการเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (สมรสเท่าเทียม) ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในประเทศไทย ทั้งในมิติด้านสังคมและการสร้างครอบครัว โดยจะทำให้เกิดการยอมรับในทางกฎหมายกับการสร้างครอบครัว การอยู่ร่วมกันของบุคคลมีความหลากหลายทางเพศ รวมถึงก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ของคู่สมรสเพศเดียวกัน

 

ไม่กระทบชาวมุสลิม

 

ส่วนความกังวลต่อกรณีผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ (จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดปัตตานี) นั้น ใน 3 จังหวัดมีการใช้กฎหมายชารีอะห์ หรือกฎหมายอิสลาม (Personal Law) ที่ว่าด้วยครอบครัวและมรดกเป็นเฉพาะอยู่แล้ว ดังนั้นยืนยันว่าร่างกฎหมายนี้จะไม่กระทบกับชาวมุสลิม

 

สำหรับพื้นที่ชายแดนใต้ในกรณีที่โจทก์และจำเลยที่เป็นมุสลิมจะต้องใช้กฎหมายอิสลาม จะใช้กฎหมายแพ่งไม่ได้ แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้เป็นชาวมุสลิม ก็ต้องใช้กฎหมายของแผ่นดิน ซึ่งกฎหมายอิสลามจะใช้ใน 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสงขลา

 

ประชาชน 96% ‘เห็นชอบ’

 

กระทรวงยุติธรรมได้ดำเนินการจัดให้มีการรับฟังความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวในรูปแบบออนไลน์ทางเว็บไซต์ law.go.th และระบบ Google Forms บนเว็บไซต์ของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม – 14 พฤศจิกายน 2566 และได้รับฟังความคิดเห็นร่วมกับผู้แทนกลุ่มศาสนา ได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2566

 

รวมถึงผ่านระบบการประชุมทางไกลผ่านจอ (Video Conference) ร่วมกับทุกภาคส่วนในทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 4 ครั้ง ระหว่างวันที่ 7 พฤศจิกายน – 10 พฤศจิกายน 2566 โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการและรับฟังความเห็นในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2566 โดยมีผู้แทนภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม กลุ่มความหลากหลายทางเพศ และประชาชน เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอย่างกว้างขวาง

 

รวมทั้งได้จัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นร่วมกับผู้แทนส่วนราชการวันที่ 14 พฤศจิกายน 2566 โดยส่วนใหญ่เห็นชอบในหลักการด้วย 96%


READ MORE






Latest Stories