วันนี้ (22 มิถุนายน) มาระตี นะลิตา อันดาโม รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ พร้อมด้วย เบญมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวเกี่ยวกับ ‘กระบวนการประนอมภาคบังคับ’ (Compulsory Conciliation) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) หลังไทยส่งจดหมายตอบรับเข้าร่วมกระบวนการนี้
รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศกล่าวว่า ในจดหมายตอบรับฉบับดังกล่าวระบุถึง 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
- เรื่องขอบเขตของการประนอม: โดยไทยได้เน้นย้ำจุดประสงค์อย่างชัดเจนว่า กระบวนการดังกล่าวจะต้องจำกัดขอบเขตอยู่เฉพาะประเด็นเรื่อง ‘การแบ่งเส้นเขตทางทะเล’ เท่านั้น
- การแต่งตั้งผู้แทน: ฝ่ายไทยได้ดำเนินการแต่งตั้งคณะบุคคล เพื่อทำหน้าที่ในกระบวนการประนอม ได้แก่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้แทนฝ่ายไทย (Agent) และ ทรงชัย ชัยปฏิยุทธ เอกอัครราชทูต ณ คูเวต และอดีตรองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ทำหน้าที่เป็น รองหัวหน้าผู้แทนฝ่ายไทย (Deputy Agent)
- การแจ้งชื่อคณะกรรมาธิการประนอมฝ่ายไทย: โดยไทยได้แต่งตั้ง ศ.ดร. รือดิเกอร์ โวล์ฟรุม (Professor Dr. Rüdiger Wolfrum) ชาวเยอรมนี และผู้พิพากษาอัลเบิร์ต ฮอฟฟ์แมน (Albert Hoffmann) ชาวแอฟริกาใต้ ซึ่งทั้งคู่เคยเป็นอดีตประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (ITLOS) เป็นผู้ประนอมฝ่ายไทยในกระบวนการประนอมภาคบังคับระหว่างไทยและกัมพูชา
ส่วนขั้นตอนและกรอบเวลาการดำเนินงานของกระบวนการนี้ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศชี้แจงว่า คณะกรรมาธิการประนอมจะมีสมาชิกทั้งหมด 5 ท่าน โดยภายใน 30 วันนับจากวันที่ไทยส่งหนังสือตอบรับ (ประมาณกลางถึงปลายเดือนกรกฎาคม) ผู้ประนอมจากฝ่ายไทย 2 ท่านและฝ่ายกัมพูชา 2 ท่าน จะต้องร่วมกันคัดเลือกผู้ประนอมคนที่ 5 เพื่อทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการประนอม กระบวนการพิจารณาหลังจากนั้นคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 12 เดือน โดยอาจขยายเวลาได้หากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ
รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศเน้นย้ำว่า กระบวนการประนอมนี้ไม่ใช่การพิจารณาคดีในศาล และผู้ประนอมไม่ใช่ทนายความของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ทำหน้าที่เป็น ‘คนกลาง’ ผู้เชี่ยวชาญที่จะรับฟังข้อมูลและพิจารณาบริบทของข้อพิพาทเพื่อหาจุดสมดุล ผลลัพธ์สุดท้ายที่ได้จะ ‘ไม่ใช่’ คำพิพากษา แต่เป็น ‘รายงานข้อเสนอแนะ’ ซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เพื่อเป็นแนวทางและพื้นฐานให้ทั้งสองประเทศนำไปใช้เจรจาทวิภาคี เพื่อหาข้อยุติที่เป็นที่ยอมรับร่วมกันต่อไป
รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศยังระบุว่า ประเทศไทยตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการนี้ด้วยความสุจริตใจ ในฐานะรัฐภาคีของ UNCLOS และสมาชิกประชาคมระหว่างประเทศที่เคารพกฎหมายสากล โดยมุ่งหวังที่จะยุติข้อพิพาททางทะเลอย่างสันติและยั่งยืน
ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งบนบก จะส่งผลกระทบต่อการประนอมภาคบังคับหรือไม่ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายระบุว่า กระบวนการนี้แยกส่วนออกมาจากประเด็นด้านเขตแดนทางบก และเชื่อว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการเจรจานี้ ทั้งยังมองเห็นถึงโอกาส ถ้าหากการประนอมภาคบังคับประสบผลสำเร็จ อาจมีส่วนช่วยให้บรรยากาศโดยรวมระหว่างทั้งสองประเทศผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น
กระทรวงการต่างประเทศยืนยันที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นมืออาชีพ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ และจะมีการชี้แจงความคืบหน้าให้ประชาชนได้รับทราบอย่างโปร่งใสเป็นระยะ โดยเฉพาะก่อนที่จะมีเหตุการณ์สำคัญในกระบวนการเกิดขึ้น ทั้งนี้ กรณีระหว่างไทยและกัมพูชาถือเป็นกรณีศึกษาที่ 2 ของโลกที่เข้าสู่กระบวนการประนอมลักษณะนี้ ต่อจากกรณีของติมอร์เลสเต-ออสเตรเลีย
ภาพ: กระทรวงการต่างประเทศ
อ้างอิง:
- กระทรวงการต่างประเทศ


