×

ถอดรหัสหนี้ครัวเรือน หนี้ใน-นอก ระบบทะลุ 100% กับพิษสงครามตะวันออกกลาง สร้างความเสี่ยงมากอีกแค่ไหน

27.04.2026
  • LOADING...
ฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ TTB อธิบายสถานการณ์หนี้ครัวเรือนและผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

ตัวเลขหนี้ครัวเรือนของไทยยังคงเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลใจให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะเมื่อ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกรายงานระบุว่า หนี้ครัวเรือนของประเทศไทย ณ ช่วงปลายปี 2568 เมื่อรวมทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบเข้าด้วยกัน ได้ทะลุสัดส่วน 100% ของ GDP ไปแล้ว โดยระบุว่า แม้ส่วน ‘หนี้ในระบบ’ ลดลง โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก GDP ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ตัวปริมาณหนี้ยังสูงอยู่

 

ผลการสำรวจยังพบว่า ครัวเรือนยังพึ่งพา ‘หนี้นอกระบบ’ มากขึ้น โดยสัดส่วนหนี้นอกระบบในการสำรวจปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 14% จากระดับ 12% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมดในปี 2567 ซึ่งนับเป็นประเด็นที่ ‘น่ากังวล’ ท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนที่แท้จริง ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่สูงเกิน 100% ต่อ GDP

 

ขณะที่ปัจจุบันภาพเศรษฐกิจดูเหมือนมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ทั้งปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ทิศทางดอกเบี้ยที่ยังทรงตัวระดับสูง และต้นทุนค่าครองชีพที่ขยับตัวตามราคาพลังงาน

 

THE STANDARD WEALTH มีโอกาสพูดคุยเจาะลึกแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ ฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB เพื่อวิเคราะห์ถึงของสถานการณ์หนี้ครัวเรือน ผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก

 

เมื่อมองเผินๆ ตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงอาจดูน่าตกใจ แต่ ฐากร อธิบายเบื้องหลังของสมการนี้ว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมูลค่า GDP ซึ่งเป็น ‘ตัวหาร’ มีขนาดเล็กลงจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ขยายตัว ทำให้สัดส่วนเปอร์เซ็นต์กระโดดสูงขึ้น แม้ว่าตัวมูลค่าหนี้จริงๆ อาจจะไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก

 

“ถ้าถามว่าดูทรงแล้ว ความน่าเป็นห่วงมันจะปะทุมากไปกว่านี้หรือเปล่า ผมว่ามันเลยจุดที่แย่ที่สุดของมันมาแล้ว และน่าจะมีแต่ปรับตัวดีขึ้น” ฐากร ประเมินสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา โดยให้เหตุผลจากการเจาะลึกไปที่ไส้ในของหนี้ครัวเรือน ปริมาณการก่อหนี้ก้อนใหญ่ที่สุดอย่างสินเชื่อบ้าน มีการหดตัวลงมาหลายปีแล้ว ทำให้ก้อนหนี้รวมไม่ได้ขยายตัวเบ่งบาน

 

ในขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) ซึ่งมีมูลค่ารวมในระบบกว่า 2 ล้านล้านบาท ก็มีอัตราการเติบโตที่น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ จากอดีตที่เคยเติบโตระดับตัวเลขสองหลัก (Double Digit) ปัจจุบันเหลือเพียง 2-3% หรือในบางธนาคารอาจถึงขั้นติดลบด้วยซ้ำ

 

สำหรับประเด็นที่หลายคนกังวลเรื่องการเติบโตของ ‘หนี้นอกระบบ’ ฐากร มองว่าเป็นวัฏจักรปกติ เมื่อเศรษฐกิจซึมและสินเชื่อในระบบไม่เติบโต ผู้คนก็จะหันไปพึ่งพาเงินทุนนอกระบบ แต่เขาเชื่อว่าหนี้นอกระบบจะไม่เบ่งบานจนเข้ามาสร้างความปั่นป่วนรวนเรให้กับระบบโครงสร้างหลักในระบบได้ เพราะเศรษฐกิจดำเนินเป็นรอบไซเคิล เมื่อถึงจังหวะที่ภาครัฐมีมาตรการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจตามปกติ เช่น นโยบายบ้านหลังแรก หรือรถคันแรกในอดีต สินเชื่อในระบบก็จะสามารถกลับมาเติบโตและดึงผู้คนกลับเข้ามาได้

 

วิกฤตตะวันออกกลาง ภัยคุกคามที่อาจรุนแรงกว่า ‘ต้มยำกุ้ง โควิด-19’

 

แม้ปัญหาหนี้ครัวเรือนจากปัจจัยภายในอาจเริ่มทรงตัว แต่ตัวแปรสำคัญที่เข้ามาเขย่าสมการคือปัจจัยภายนอกอย่างสงครามในตะวันออกกลาง เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจรอบนี้ ที่มีผู้บริหารระดับสูงในแวดวงเศรษฐกิจหลายท่านประเมินว่า ผลกระทบอาจจะมีความรุนแรงและหนักหน่วงกว่าช่วงวิกฤตโควิด-19 หรืออาจจะลามไปหนักกว่าวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งนั้น ฐากร ยอมรับว่าเห็นด้วยในประเด็นที่ว่าความหนักหน่วงรอบนี้จะเข้าไปกระทบกับ เศรษฐกิจภาคจริง (Real Economy) โดยตรง

 

“โดยปกติจากที่เราเห็นมา เวลาเกิดวิกฤตสงครามที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมัน มันไม่เคยจบลงในระยะสั้นๆ” ฐากรอธิบาย พร้อมเปรียบเทียบว่า ในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ผลกระทบหนักๆ จะตกอยู่กับฝั่งยุโรป แต่ในรอบนี้จะพุ่งเป้ามากระทบที่ประเทศไทยโดยตรง เพราะเราเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากโซนตะวันออกกลาง

 

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงกระจายวงกว้างไปแทบทุกเซกเมนต์ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายเล็กไปจนถึงรายใหญ่ จนกระทบไปยังผู้บริโภค คือ ประชาชนทั่วไป

 

เพราะลุกลามไปถึงต้นทุนวัตถุดิบ และค่าขนส่ง ซึ่งจะกดดันให้สินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้นจนทำให้เกิดภาวะเงินตึงตัว หากภาคธุรกิจทนแบกรับต้นทุนไม่ไหวและทยอยปรับขึ้นราคาพร้อมกัน จะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อในระยะยาว และลุกลามไปบั่นทอนความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อและราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ภาพรวมเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 อาจมีผลกระทบเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

 

การปรับตัวของธุรกิจ ภาวะเงินตึงตัว-ความเสี่ยงเรื่องการเลิกจ้าง

 

ส่วนประเด็นที่สังคมกังวลเรื่อง ‘การเลิกจ้าง’ จากผลกระทบจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง อย่างฉับพลันนั้น ฐากร มองว่าในระยะสั้นถึงกลาง การลดคนจะเป็นทางเลือกท้ายๆ ของผู้ประกอบการ สิ่งที่ธุรกิจจะทำก่อนคือการพยายามหาวัตถุดิบอื่นทดแทน หรือลดกำลังการผลิตลง เช่น การตัดค่าล่วงเวลา หรือ OT

 

สิ่งที่ผู้บริโภคจะต้องเผชิญในระยะสั้นจึงเป็น ‘ภาวะเงินตึงตัว’ มากกว่าการตกงานจนเกิดหนี้เสีย (NPL) แบบฉับพลัน ผู้คนอาจชะลอการบริโภค หรือเลือกจ่ายหนี้ขั้นต่ำ (Minimum Payment) เพื่อรักษาเงินสดไว้ เป็นการเห็นลักษณะปัญหาที่ค่อยๆ ซึมไปกับผู้ที่มีภาระหนี้

 

ทั้งนี้ หากสถานการณ์ลุกลามจนกระทบต่อประชาชนระดับรากหญ้า ฐากรเชื่อมั่นว่าภาครัฐจะไม่ทอดทิ้ง และจะต้องมีมาตรการออกมารองรับอย่างแน่นอน เช่น โครงการลักษณะ ‘คนละครึ่ง’ ‘ธงฟ้า’ หรือการอุดหนุนค่าน้ำค่าไฟ โดยรัฐอาจใช้วิธีโยกงบประมาณหรือชะลอโครงการบางอย่างออกไปก่อน เพื่อดึงเงินมาพยุงเศรษฐกิจเฉพาะหน้า

 

อย่างไรก็ตาม ฐากร ประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดไว้ว่า หากสงครามและวิกฤตพลังงานยืดเยื้อลากยาวไปจนถึงช่วงไตรมาสที่ 3 หรือไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ โดยที่สถานการณ์ยังมองไม่เห็นทางออก ภาคธุรกิจที่พยายามพยุงต้นทุนมาตั้งแต่ต้นปีอาจจะถึงจุดที่ทนแบกรับภาระต่อไปไม่ไหว เมื่อถึงจุดนั้น เราอาจจะได้เห็นผลกระทบของ ‘การเลิกจ้างงาน’ ปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าการตกงานจะย้อนกลับมาเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ ซ้ำเติมความสามารถในการชำระหนี้ และอาจทำให้ตัวเลขหนี้เสียในระบบปะทุขึ้นในที่สุด

 

ภาพใหญ่เศรษฐกิจที่น่าห่วง บททดสอบความอึดภาคธุรกิจ

 

เมื่อให้ประเมินถึงภาพใหญ่เศรษฐกิจในระยะข้างหน้าที่นายแบงก์มีความกังวลมากที่สุด ฐากร มองว่าในระยะสั้น 2-3 เดือนข้างหน้าคือ ‘ความไม่แน่นอน’ ที่คาดเดาได้ยากจากสถานการณ์ความยืดเยื้อสงครามในตะวันออกกลาง

 

หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางลากยาวและไม่จบลงง่ายๆ สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือผลกระทบต่อค่าครองชีพที่จะพุ่งสูงขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นผลพวงมาจากต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งที่แพงขึ้น

 

“สิ่งที่ห่วงที่สุดคือ การปรับตัวของผู้ผลิต บริษัท หรือ SME ในการสู้รบกับต้นทุนที่สูงขึ้น เค้ามีความพร้อมและมีทางออกมากน้อยขนาดไหน เพื่อที่จะพยุงต้นทุนให้ได้นานที่สุดโดยไม่ขึ้นราคา” ฐากร ฉายภาพความน่ากังวลหลัก

 

หากภาคธุรกิจทนแบกรับต้นทุนไม่ไหว และเลือกหนทางสุดท้ายคือ การปรับขึ้นราคาสินค้า พร้อมๆ กันทั้งระบบ สิ่งที่จะตามมาในระยะ 6 เดือนหลังจากนี้คือปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น

 

ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ ‘กำลังซื้อ’ ของประชาชนโดยตรง เพราะเมื่อข้าวของแพงขึ้น ผู้บริโภคจะชะลอและใช้จ่ายน้อยลงโดยอัตโนมัติ

 

พฤติกรรมของผู้บริโภคในภาวะ เช่นนี้ อาจมีลักษณะ Bipolar คือ มีความผันผวนสูง หากมีข่าวดีหรือสถานการณ์พลังงานคลี่คลาย คนก็พร้อมจะนำเงินออกมาใช้จ่าย แต่หากสถานการณ์ตึงเครียด ผู้คนก็จะหยุดชะงักการบริโภคทันที

 

ภาวะข้าวของแพงและเงินตึงตัวนี้ จะย้อนกลับไปบั่นทอนความสามารถในการชำระหนี้ (Ability to Pay) ของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ส่งสัญญาณงัด ‘ยาชุดเดิม’ งัดมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้

 

จากความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้เริ่มเห็นการส่งสัญญาณจากทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับการเตรียมงัด ‘มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้’ ออกมาใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบ โดยเฉพาะความเป็นไปได้ในการปรับลดเกณฑ์การผ่อนชำระขั้นต่ำ (Minimum Payment) ของบัตรเครดิต รวมถึงการยืดระยะเวลาชำระหนี้

 

ฐากร มองว่าเรื่องนี้เป็นกระบวนการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าของทางการ เพราะเมื่อปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันและสงครามเข้ามากระทบอย่างหนัก สิ่งที่น่าเป็นห่วงตามมาคือคุณภาพหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ (Ability to Pay) ของลูกค้าที่จะลดถอยลง

 

ฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ TTB อธิบายสถานการณ์หนี้ครัวเรือนและผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง 1

ภาพ: ฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB

 

“ถ้าถามว่ามาตรการจะมีอะไรบ้าง มันก็ไม่ต่างจากช่วงโควิด-19 หรือวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในอดีต เราพอจะรู้ทรงอยู่แล้วว่ามาตรการจะไล่ระดับจากเบาไปหาหนัก ซึ่งหนึ่งในนั้นก็อาจจะเป็นตัว Minimum Payment มันก็จะเป็น ยาชุดเดิมๆ ที่คล้ายๆ กันที่เคยนำมาใช้แก้ปัญหา” ฐากรกล่าววิเคราะห์

 

อย่างไรก็ตาม การพิจารณานำมาตรการเหล่านี้มาใช้ แบงก์ชาติจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและรักษาสมดุลให้ดี เพราะหากผ่อนปรนมากเกินไปอาจก่อให้เกิดปัญหาพฤติกรรมเสี่ยง หรือ Moral Hazard ที่ผู้บริโภคอาจจะละเลยวินัยทางการเงินได้ แต่การที่แบงก์ชาติออกมาพูดถึงเรื่องนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณให้ทุกฝ่าย ทั้งธนาคารพาณิชย์และภาคประชาชน ได้ระมัดระวังและเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเลวร้ายลงไว้ล่วงหน้า

 

โตสวนกระแสเศรษฐกิจ โอกาสในวิกฤตพลังงาน

 

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความทึมเทาของเศรษฐกิจ กลับยังมี ‘กำลังซื้อ’ ที่ซ่อนอยู่และพร้อมที่จะทำงานหากพบจุดที่คุ้มค่า ฐากร ยกตัวอย่างปรากฏการณ์จากงาน Motor Expo 2026 ล่าสุด ที่ยอดใบสมัครขอสินเชื่อรถยนต์เติบโตสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ สิ่งนี้สะท้อนว่าผู้บริโภคกลุ่มที่มีกำลังซื้อและเงินออม ตัดสินใจนำเงินออกมาซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อหนีปัญหาราคาน้ำมันแพง เช่นเดียวกับสินเชื่อเพื่อการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ (Solar Roof) ที่เติบโตได้ดีจากวิกฤตค่าไฟแพงเช่นเดียวกัน ถือเป็นวิกฤตที่สร้างโอกาสให้กับตลาดเฉพาะกลุ่ม

 

แม้แต่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ภาพรวมดูชะลอตัว ผู้ประกอบการที่มีสต็อกสินค้าค้าง จำนวนมาก ต่างต้องพยายามเร่งระบายของด้วยการจัดโปรโมชันแถมโซลาร์รูฟหรือแถมชุดครัวหลักแสนบาท ซึ่งดึงดูดให้กลุ่มคนที่มีความพร้อมด้านการเงินตัดสินใจเข้ามาซื้อ ถือเป็นกลุ่มที่เข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวะนี้

 

คาดทิศทางดอกเบี้ยที่ยังคงต้อง ‘ตึง’ ต่อไป

 

สำหรับคำถามเรื่องทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่หลายฝ่ายคาดหวังให้ปรับลดลงนั้น ฐากร ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธปท. น่าจะใช้นโยบาย ‘ตึงดอกเบี้ย’ ไว้ตามเดิม คือไม่ปรับขึ้นและไม่น่าจะปรับลด

 

“การปรับขึ้นดอกเบี้ยในยามที่เศรษฐกิจยังซึมและภาคธุรกิจกำลังย่ำแย่ ก็จะยิ่งไปซ้ำเติมเพิ่มต้นทุนของฝั่งผู้ประกอบการให้สูงขึ้นไปอีก ดังนั้น นโยบายดอกเบี้ยในปัจจุบันจึงเป็นมิติของการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยน และรักษาสมดุลมากกว่า” ฐากรอธิบาย

 

ฉีกกฎสู่มาตรฐานใหม่ ‘Risk-Based Pricing’ เปลี่ยนหนี้เป็นวินัย

 

เพื่อเข้ามาแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ฐากร ยังอธิบายต่อว่า TTB ได้เดินหน้ากลยุทธ์สำคัญที่ท้าทายขนบของวงการธนาคารพาณิชย์ ด้วยการนำร่องระบบ ‘Risk-Based Pricing’ เป็นแบงก์รายแรก หรือ สินเชื่อเพื่อคนผ่อนดี ผ่านผลิตภัณฑ์สินเชื่อบุคคล ‘ทีทีบี แคชทูโก’ (ttb cash2go)

 

ที่ผ่านมา ตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลมักจะคิดอัตราดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดเพดานที่ 24-25% หรือธนาคารบางแห่งอาจใช้รูปแบบ Gimmick Rate หรือ Teaser Rate คือ จัดโปรโมชันดอกเบี้ยต่ำแค่ช่วง 3-6 เดือนแรก เพื่อดึงดูดลูกค้า ก่อนจะปรับเด้งขึ้นไปสูงตามเดิมในภายหลัง ซึ่งไม่ได้สะท้อนระดับความเสี่ยงที่แท้จริงของลูกค้า

 

เหตุผลที่ธนาคารขนาดใหญ่หลายแห่งยังไม่กล้าขยับตัวมาทำ Risk-Based Pricing อย่างเต็มรูปแบบ เป็นเพราะแต่ละแห่งมีพอร์ตสินเชื่อเดิมขนาดใหญ่ หากปรับลดดอกเบี้ยตามเกณฑ์นี้ให้กับลูกค้าเก่าที่มีวินัยดี รายได้จากดอกเบี้ยของธนาคารเหล่านั้นจะหดตัวลงอย่างฉับพลัน

 

แต่ TTB เลือกที่จะมองข้ามผลกำไรระยะสั้น และมุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือลูกค้า หากลูกค้ามีเครดิตสกอร์ (Credit Score) ที่ดี ก็ควรจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง โดยอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดสามารถลดลงไปได้ถึง 13.99%

 

ผลตอบรับหลังเปิดตัวโครงการถือว่าได้ผลตอบรับที่ดี โดยมีสถิติที่น่าสนใจ ดังนี้

 

  • ยอดใบสมัครสินเชื่อบุคคล ‘ทีทีบี แคชทูโก’ หลังเปิดตัวโครงการมาได้ 3 เดือนในช่วงต้นปีนี้ที่ผ่านมา มีอัตราเติบโตขึ้นถึง 200% เมื่อเทียบกับช่วงปกติที่ยังไม่มีสินเชื่อบุคคล ‘ทีทีบี แคชทูโก’
  • อัตราการอนุมัติ (Approval Rate) ปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมอยู่ที่ประมาณไม่ถึง 20% เพิ่มขึ้นมาเป็น 24-25% สะท้อนให้เห็นว่าลูกค้าที่มีคุณภาพและมีเครดิตดี หันมาสมัครขอสินเชื่อกับธนาคารมากขึ้น ทำให้ความเสี่ยงโดยรวมของธนาคารลดลง
  • ปัจจุบันมียอดสินเชื่อคงค้าง (Outstanding) เฉพาะพอร์ต Cash2Go ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 ที่มีสูงถึงประมาณ 14,000 ล้านบาท
  • ที่สำคัญที่สุดคือ 80% ของลูกค้าที่มาสมัครสินเชื่อผ่านแคมเปญนี้ ได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง
  • โดยเฉลี่ยลูกค้าจะได้รับดอกเบี้ยลดลงถึง 5% ซึ่งเมื่อประเมินจากการกู้เงิน 100,000 บาท ระยะเวลาผ่อน 6 ปี ลูกค้าจะสามารถประหยัดเงินค่าดอกเบี้ยไปได้ถึงประมาณ 20,000 กว่าบาท

 

อนาคตของการตั้งราคาตามความเสี่ยงของผู้กู้

 

เป้าหมายสูงสุดที่ ฐากร มุ่งหวัง ไม่ใช่แค่การเติบโตของพอร์ตสินเชื่อ แต่คือการสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม ให้ผู้บริโภคเกิดการเปรียบเทียบและตั้งคำถามว่า ‘ทำไมเพื่อนที่กู้พร้อมกันถึงได้ดอกเบี้ย 13.99% ในขณะที่ตัวเองได้ 24% ทั้งที่เงินเดือนเท่ากันหรือมากกว่า’ การสร้างความตระหนักรู้นี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรม ทำให้คนไทยหันมารักษาวินัยทางการเงินและหวงแหนเครดิตของตนเองมากขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุด หากคนไทยมีวินัย ปัญหาหนี้เสีย (NPL) ในระบบธนาคารทั้งประเทศก็จะลดลงอย่างยั่งยืน

 

“เราหวังว่าทุกผลิตภัณฑ์ทางการเงินในอนาคต จะสะท้อนจากคะแนนเครดิตของลูกค้า” ฐากรกล่าว

 

ก้าวต่อไปของ TTB คือการขยายแนวคิดประเมินดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยงนี้ ไปสู่ผลิตภัณฑ์ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถแบบไม่โอนเล่ม (Cash Your Book) ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับสินเชื่อจำนำทะเบียนรถกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อาจจะต้องชะลอไปก่อน เนื่องจากราคาอ้างอิง (Price Reference) ของรถ EV มือสองในตลาดยังมีความผันผวนสูงมากตามการดัมป์ราคาของรถใหม่ ซึ่งอาจส่งผลให้ธนาคารแบกรับความเสี่ยงเกินพอดี รวมถึงผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตที่ปัจจุบันเพดานดอกเบี้ยของไทยอยู่ที่ 16% ซึ่งถือว่าต่ำมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกอยู่แล้ว จึงไม่มีพื้นที่ให้ทำ Risk-Based Pricing เพิ่มเติมได้อีก

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories