×

คุยกับ ‘ธิบดี บัวคำศรี’ ฟัง 4 จุดเปลี่ยนสำคัญของสยาม-กัมพูชา ในสมัยรัตนโกสินทร์

31.05.2026
  • LOADING...
ภาพ ธิบดี บัวคำศรี ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์กัมพูชาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ขณะที่ชายแดนไทย-กัมพูชา มีปัญหาปะทะกันเป็นระยะ จนมาถึงปัจจุบัน หากมองย้อนกลับไปในช่วงเวลา 244 ปีที่ผ่านมาของสยามสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีกรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวง นับแต่ปี 2325 (1782) จะพบ 4 จุดเปลี่ยนสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างกรุงเทพฯ กับกัมพูชา ตั้งแต่เมืองหลวงของกัมพูชายังอยู่อุดงค์มีชัย ก่อนจะย้ายเมืองหลวงมาที่พนมเปญ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ส่วนศูนย์กลางอำนาจของสยาม ยังอยู่ที่กรุงเทพฯ แม้จะเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นประเทศไทยในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม และการย้ายเมืองหลวงตามความตั้งใจของนายกรัฐมนตรีผู้นี้ก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จ

 

ชื่อของกรุงเทพมหานคร ยังบ่งบอกถึงแก้ว 9 ประการ พระแก้วมรกต เทพเทวดา พระราชาพระเจ้าแผ่นดิน พระอินทร์ พระวิษณุ รวมถึงความเป็นนครที่ไม่มีใครสามารถรบชนะ เป็นชื่อเต็มของเมืองหลวงไทยถึงปัจจุบัน ‘กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์’

 

THE STANDARD สัมภาษณ์ ธิบดี บัวคำศรี อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์กัมพูชาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อทำความเข้าใจความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งไม่ได้มีเพียงเรื่องเส้นเขตแดน

 

แต่มีคติและอคติที่ต่างฝ่ายต่างมองอีกฝ่ายด้วยคำอธิบายที่ไม่สามารถนำไปสู่ความสมานฉันท์หากผู้นำของทั้ง 2 ฝ่าย มีความตั้งใจจะใช้ความขัดแย้งนี้เพื่อประโยชน์ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสำหรับการเมืองภายในประเทศตนเองตามแต่ละห้วงเวลา

 

ภาพ ธิบดี บัวคำศรี ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์กัมพูชาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 1

 

จุดเปลี่ยนระหว่างสยาม-กัมพูชา ในรอบ 244 ปี สมัยรัตนโกสินทร์ 

 

ธิบดี: หากนับเฉพาะสมัยรัตนโกสินทร์จะมีจุดเปลี่ยนสำคัญ 4 เหตุการณ์ คือสมัยรัชกาลที่ 1, สมัยรัชกาลที่ 4, สมัยรัชกาลที่ 5 และสมัยรัชกาลที่ 8 ซึ่งสยามเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว มีนายกรัฐมนตรีแล้วในสมัยนั้นคือจอมพล ป.พิบูลสงคราม ช่วงสงครามอินโดจีน “ไทยกับฝรั่งเศส” (2483-2484) เป็นเวลาเดียวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 

 

จุดเปลี่ยนที่ 1 ผู้เคยพึ่งพระบรมโพธิสมภารรัชกาลที่ 1 คือกษัตริย์กัมพูชา ‘นักพระองค์เอง’ ถวาย พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ ให้กรุงเทพฯ 

 

ธิบดี: จุดเปลี่ยนที่ 1 คือ สมัยรัชกาลที่ 1 สยามได้เขมรเป็นเมืองขึ้น และได้ปกครองโดยตรงในพื้นที่ทางตะวันตกของกัมพูชา คือ พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ

ถ้าพูดถึงสมัยกรุงเทพฯ ในช่วงแรกนับแต่ปี 2325 (1782) ปลายศตวรรษที่ 18 สืบเนื่องมาจากสมัยธนบุรี ในกัมพูชาเกิดเหตุทะเลาะวิวาทกันในระหว่างเจ้านาย ขุนนาง แบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า มีกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาพึ่งสยามในช่วงต้นกรุงเทพฯ คือ นักพระองค์เอง หรือ นักองค์เอง เดิมก็เป็นกษัตริย์อยู่แล้ว

 

ถ้าใช้คำแบบกรุงเทพฯ คือ เขาเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารรัชกาลที่ 1 ที่กรุงเทพฯ คือลี้ภัยจากกัมพูชา มาตั้งแต่ตอนอายุ 7 ขวบ พงศาวดารไทยบอกว่า รัชกาลที่ 1 ทรงเลี้ยงเหมือนลูกบุญธรรม สะท้อนจากหลักฐานอื่นประกอบ เช่น บวชพร้อมกับพระเจ้าลูกเธอฯ หรือพระราชทานสิ่งต่างๆ ให้ พอสึกจากบวชแล้วก็ส่งไปครองกัมพูชาในช่วงที่มีความสงบเรียบร้อยแล้ว

 

ตอนนั้นเมืองหลวงกัมพูชาอยู่กรุงอุดงค์มีชัย ยังไม่ย้ายมากรุงพนมเปญ อุดงค์มีชัยอยู่ริมแม่น้ำ ถัดเข้าไปด้านในเป็นภูเขาชื่อว่าเขาพระราชทรัพย์ มีเจดีย์หลายองค์บนยอดเขา ลดหลั่นกันไป เป็นที่บรรจุอัฐิกษัตริย์กัมพูชาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เรื่อยมา ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดกำปงสปือ ประเทศกัมพูชา

 

อุดงค์มีชัยห่างพนมเปญไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 40 กิโลเมตร ถ้านับจากกรุงเทพฯ ก็ห่างราว 650 กม. แต่ห่างจากไซ่ง่อนไม่ถึง 300 กม. จึงอยู่ใกล้เวียดนามมากกว่าไทย

 

สมัยนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะตามพงศาวดารของไทย รัชกาลที่ 1 ตรัสขอดินแดนตะวันตกของกัมพูชา คือ พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ ให้มาขึ้นกับสยาม ก็คือฝั่งที่ติดกับจังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด

 

เพราะขณะนั้น รัชกาลที่ 1 เกรงว่า ถ้าให้ขุนนางคนสำคัญคนหนึ่งคือ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) กลับไปอยู่ในกัมพูชา จะทะเลาะเบาะแว้งกับขุนนางที่ดูแลนักพระองค์เองอยู่ จึงขอพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ ให้มาขึ้นกับกรุงเทพฯ แล้วให้เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) เป็นผู้สำเร็จราชการเมือง ดังนั้น เมืองทั้งหมดนี้จึงขึ้นเป็นสิทธิขาดแก่กรุงเทพฯ มาตั้งแต่ตอนนั้น

 

แต่ว่าเรื่องเดียวกันนี้ เอกสารฝั่งกัมพูชาบอกว่า เมื่อรัชกาลที่ 1 ตรัสขอดินแดนตรงนี้ ทางเขมรจึงมีความเห็นที่แตกต่างกัน มีทั้งฝ่ายที่เห็นว่าไม่ควรให้ และฝ่ายที่เห็นว่า ควรให้เพราะเคยมีบุญคุณกันมาก่อน

 

จึงสรุปว่า ถวายให้เฉพาะรัชกาลที่ 1 ถวายเฉพาะพระองค์ หากพระองค์สวรรคตแล้วกัมพูชาจะขอคืน หลักฐานทางกัมพูชาซึ่งอาจจะบันทึกภายหลัง บันทึกไว้แบบนี้ และมีคนเชื่อตามนี้ว่า ดินแดนตรงนี้ให้กรุงเทพฯ “ยืม” แล้วสุดท้ายต้องคืน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กรุงเทพฯ ไม่คืน

 

ภาพ ธิบดี บัวคำศรี ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์กัมพูชาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2

 

สมัยรัชกาลที่ 1 สยามจัดการปกครองตรงนั้นเป็นเมืองที่ขึ้นกับกรุงเทพฯ ขึ้นกับกรมมหาดไทย มีผู้ปกครองคือ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) ต่อมาลูกหลานได้นามสกุลอภัยวงศ์ เนื่องจากสมัยรัชกาลที่ 1 คนไทยยังไม่มีนามสกุล การมีนามสกุลของคนไทยเพิ่งมีในสมัยรัชกาลที่ 6

 

มักจะกล่าวกันว่าตระกูลอภัยวงศ์ เป็นผู้ปกครองเมืองพระตะบองสืบต่อกันมา แต่เจ้าเมืองบางคนก็ไม่ใช่คนในสกุลอภัยวงศ์

 

เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) เจ้าเมืองพระตะบองของสยามคนสุดท้าย ผู้สร้างตึกที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี เป็นผู้สืบเชื้อสายจากลูกเขยของเจ้าพระยาอภัยภูเบศ (แบน) คือเป็นญาติกันทางการแต่งงาน ไม่ใช่ญาติทางสายเลือด แต่ใช้ราชทินนามเดียวกัน

 

สำหรับ พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ ก็คือเขมรฝั่งที่ติด จ.ปราจีนบุรี จ.จันทบุรี และจ.ตราด ต่อมาก็คือดินแดนที่จอมพล ป. ในทศวรรษ 1940s ได้ครอง 5 ปี 1941-1946 (2484-2489) นับเป็นเหตุการณ์ร้อยกว่าปีหลังจากสมัยรัชกาลที่ 1

 

ในเวลาที่กัมพูชายังเป็นประเทศราชสยาม คือเป็นเมืองขึ้นนั้น กัมพูชาต้องส่งเครื่องบรรณาการ และส่วยสาอากรให้สยามตามกำหนดเวลา ส่วยที่สำคัญคือ กระวานพืชตระกูลขิงข่า ใช้ผลเป็นเครื่องเทศ พบมากแถบพระตะบอง โพธิสัตว์

 

เมื่อกรุงเทพฯ รับมา ก็ส่งออกกระวานโดยมีตลาดหลักคือจีน เราได้กระวานจากกัมพูชา ส่วนเมืองขึ้นอื่นๆ อาจจะส่งหนังสัตว์ เขาสัตว์ จากเมืองขึ้นที่ส่งมาเป็นบรรณาการ โดยกรุงเทพฯ ไม่ต้องผลิตเอง

 

ฝั่งกัมพูชา นอกจากมีส่วนที่อยู่ฝั่งสยามคือ เสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ แล้วยังมึกัมพูชาที่เป็นประเทศราช (เมืองขึ้น) คือยังคงมีกษัตริย์ ตั้งขุนนางของตัวเอง ใช้กฎหมาย ปกครองตัดสินคดีความต่างๆ ด้วยตัวเอง แต่ยอมรับอำนาจสยาม โดยการส่งบรรณาการให้ และถ้าหากสยามต้องการผ้านุ่งผ้าทอผ้าไหมเขมร ก็จะบอกให้เขาส่งมาให้

 

ภาพ ธิบดี บัวคำศรี ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์กัมพูชาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 3

 

จุดเปลี่ยนที่ 2  ‘กัมพูชาส่วนนอก’ ไม่ขึ้นกับสยาม ไปขึ้นกับฝรั่งเศส แต่พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ ยังอยู่กับกรุงเทพฯ 

 

ธิบดี: จุดเปลี่ยนที่ 2 คือ สมัยรัชกาลที่ 4 มีจุดเปลี่ยนสำคัญคือ กัมพูชาทำสัญญากับฝรั่งเศสปี 1863 (2406) แล้วกัมพูชาก็ทำ ‘สนธิสัญญาลับ’ กับสยามปีเดียวกัน แล้วต่อมาฝรั่งเศสกับสยามทำสัญญากันในปี 1867 (2410) โดยสยามไม่อ้างสิทธิเหนือ ‘กัมพูชาส่วนนอก’ แล้ว แต่ยังเก็บพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ เอาไว้ คือยังปกครองพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณอยู่ ส่วนเมืองอื่นๆ นอกเหนือจาก 3 เมืองนี้ สยามก็ไม่นับเป็นเมืองขึ้นแล้ว

 

สัญญาที่ฝรั่งเศสทำกับกัมพูชา สิงหาคม 1863 (2406) สัญญานั้น บอกว่า นโปเลียนที่ 3 จักรพรรดิฝรั่งเศส จะให้อารักขาแก่กัมพูชา คือยังมีกษัตริย์กัมพูชาปกครอง แต่กษัตริย์ฝรั่งเศสจะให้ความคุ้มครองเป็น ‘เมืองขึ้น’ ที่ฝรั่งเศสไม่ได้เข้ามาปกครองโดยตรง

 

ขณะนั้นเมืองหลวงกัมพูชายังอยู่อุดงค์ ที่รัชกาลที่ 1 เคยส่งนักองค์เองไปปกครอง ที่นั่นยังเป็นเมืองหลวง

 

กัมพูชาเพิ่งย้ายเมืองหลวงตอนฝรั่งเศสเข้ามาปี 1866 (2409) ฝรั่งเศสสร้างวังใหม่ให้ที่พนมเปญ กษัตริย์กัมพูชาเสด็จไปประทับ แต่ยังมีเจ้านายพักอาศัยอยู่เมืองหลวงเดิม

 

กลับไปที่เรื่องสัญญาลับระหว่างสยามกับกัมพูชา พอฝรั่งเศสมาทำสัญญากับกัมพูชา ปลายปี 1863 (2406) ในปีเดียวกัน กัมพูชาก็ทำสัญญากับสยามอีกฉบับหนึ่ง สัญญานั้นบอกว่า ยังคงยืนยันกัมพูชาเป็นเมืองขึ้นของสยาม เราเรียกสัญญาฉบับนี้ว่า ‘สนธิสัญญาลับ’ เพราะทำโดย ปิดบังไม่ให้ฝรั่งเศสรู้

 

เดิมไม่เคยมีสนธิสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรแบบชาวตะวันตก ความสัมพันธ์เดิมสยาม-กัมพูชา คือส่งหนังสือกันไป-มา โดยใช้ภาษาที่บ่งบอกว่ายอมรับอำนาจสยามและส่งบรรณาการมา หรือเวลาที่กรุงเทพฯ มีงานเมื่อพระเจ้าแผ่นดินสวรรคต กษัตริย์กัมพูชาก็จะเดินทางมาถวายบังคมพระบรมศพ และแสดงความจงรักภักดีต่อกษัตริย์องค์ใหม่ เจ้ากัมพูชาในฐานะเจ้าประเทศราชจะต้องเข้ามาเป็นระยะ เพื่อแสดงความเคารพนบนอบ

 

ส่วนการทำสนธิสัญญา เป็นคอนเสปต์แบบตะวันตก เป็นวิธีการสร้างพันธะผูกพันกันด้วยกฎหมาย และเป็นกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเดิมในแถบนี้ไม่ได้มีไอเดียแบบนี้อยู่ ดังนั้น ครั้งนั้นจึงเป็นครั้งแรกที่เราเขียนและสร้างความผูกพันกับประเทศหรือรัฐแถบนี้ด้วยสัญญาแบบตะวันตก โดยสัญญานั้นทำระหว่างฝรั่งเศสกับกัมพูชาก่อน 

 

ดังนั้น เปรียบเหมือนกรุงเทพฯ กำลังจะเอากัมพูชากลับคืนเขามาด้วย ‘สัญญา’ เพราะกัมพูชาไปเขียนสัญญากับฝรั่งเศสมาก่อนแล้ว จึงมีสัญญาอีกฉบับกับสยาม เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันบนฐานความสัมพันธ์แบบลายลักษณ์อักษรแบบที่ตะวันตกเข้าใจ

ต่อมาไม่นานเมื่อฝรั่งเศสทราบเรื่อง ‘สนธิสัญญาลับ’ ฝรั่งเศสก็พยายามยกเลิกสัญญาลับนั้น แต่ระหว่างที่ยังไม่ได้ยกเลิก กัมพูชาซึ่งบอกว่าตัวเองเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศสก็ส่งบรรณาการให้สยามด้วย

 

ภาพ ธิบดี บัวคำศรี ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์กัมพูชาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 4

 

กระทั่งปี 1867 (2410) ฝรั่งเศสมาทำสัญญากับสยาม สยามยอมรับว่า กัมพูชาขึ้นกับฝรั่งเศสแต่ฝ่ายเดียว ยกเว้น พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ ซึ่งได้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ดังนั้น นับแต่ 1867 (2410) ก่อนปีสุดท้ายในรัชสมัยของรัชกาลที่ 4 ‘กัมพูชาส่วนนอก’ คำตามเอกสารไทย เป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศสฝ่ายเดียว ไม่ขึ้นกับสยามอีกต่อไป กัมพูชาส่วนที่เคยเป็นประเทศราชสยาม กลายเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศสแต่ฝ่ายเดียวโดยสมบูรณ์

 

แล้วในขณะที่สยามได้บรรณาการ ฝรั่งเศสจะได้อะไรในความสัมพันธ์นี้กับกัมพูชา สิ่งที่ฝรั่งเศสได้น่าจะสัมพันธ์กับการขยายอำนาจ ซึ่งตอนนั้นฝรั่งเศสรบกับเวียดนามปี 1862 (2405) พอปี 1863 (2406) ฝรั่งเศสเข้ามาในกัมพูชา ฝรั่งเศสน่าจะต้องการใช้เวียดนามและกัมพูชา เป็นจุดเริ่มต้นเดินทางเข้าไปยังจีน มีแม่น้ำโขงซึ่งไหลลงทะเลจีนใต้ที่เวียดนาม แต่ไหลจากกัมพูชา ถ้าล่องขึ้นมาก็จะผ่านแม่น้ำปากมูน จังหวัดอุบลราชธานี ขึ้นไปมุกดาหาร หนองคาย บึงกาฬ ต่อไปลาว แล้วเข้าไปทางใต้ของจีน

 

ฝรั่งเศสไม่ได้รับเครื่องบรรณาการแบบที่กัมพูชาส่งให้สยาม แต่ฝรั่งเศสมีแผนที่จะสำรวจแม่น้ำโขงเพื่อใช้เป็นเส้นทางไปทางใต้ของจีน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพื้นที่ที่มีสินค้าที่สำคัญซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดในโลกตะวันตก และมีผู้คนจำนวนมากสามารถเป็นตลาดสินค้าจากตะวันตกได้

 

ฝรั่งเศสเข้ามาทำสัญญากับกัมพูชา 1863 (2406) และเริ่มสำรวจแม่น้ำโขงในปี 1866 (2409) แต่มีแผนมาตั้งแต่ก่อน 1866 ตามแผนการที่วางไว้ก่อนนั้น 

เมื่อสำรวจเสร็จก็พบว่าเข้าไปทางแม่น้ำโขงไม่ได้ เพราะติดแก่งต่างๆ เช่น หลี่ผี และอะไรต่ออะไร แต่ก็ยังเก็บกัมพูชาไว้

 

ภาพ ธิบดี บัวคำศรี ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์กัมพูชาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 5

 

นอกจากนี้ ในเวลานั้นอังกฤษได้ครอบครองมะริด ทวาย ตะนาวศรี และพม่าตอนล่างแล้ว อังกฤษพยายามใช้แม่น้ำอิรวดีเพื่อเข้าไปทางใต้ของจีน

 

ชาติตะวันตกชาติต่าง ๆ ต้องการค้าขายกับจีนเพราะมีสินค้าที่หาที่อื่นไม่ได้ เช่น ใบชา หรือมีคุณภาพดี เช่น เครื่องถ้วยเครื่องกระเบื้อง 

 

อังกฤษซื้อใบชาจากจีนเพื่อนำไปขายในประเทศ เพราะการบริโภคชาในอังกฤษเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ทำให้ขาดดุลการค้ากับจีนอย่างมาก

 

อังกฤษใช้หลายวิธีในการลดการขาดดุลการค้ากับจีน ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบนำชามาปลูกที่อินเดียและซีลอน (ศรีลังกา) วิธีที่สำคัญคือนำฝิ่นซึ่งเป็นสินค้าเสพติดเข้าไปขายในจีน

 

ถ้าสมัยปัจจุบันวิธีแบบโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทำ คือขึ้นภาษี ส่วนอังกฤษสมัยนั้นทำให้ฝิ่นเป็นสินค้า เมื่อคนจีนติดฝิ่น ทางการจีนจึงห้ามไม่ให้ซื้อขาย เกิดความขัดแย้ง เรียก สงครามฝิ่น ครั้งแรกในปี 1839-1842 (2382-2385) ตรงกับไทยในสมัยรัชกาลที่ 3 และครั้งที่สองในปี 1856-1860 (2399-2403) ตรงกับไทยในสมัยรัชกาลที่ 4

 

จีนแพ้ แล้วยอมให้ตะวันตกเข้ามาตั้งเขตเช่าบริเวณเมืองชายฝั่งตะวันออกทะเลของจีน เซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง เป็นเขตเช่า จีนเปิดเฉพาะตรงนี้ ขณะที่ฝรั่งอยากทำกำไรจากจีนมากกว่าเพียงจุดที่เป็นเขตเช่า ซึ่งมีเงื่อนไขต่างๆ เพราะจีนไม่ใช่เมืองขึ้นของตะวันตก

อังกฤษและฝรั่งเศส จึงหาวิธีเข้าทางใต้ ผ่านแม่น้ำอิรวดี และแม่น้ำโขง เพื่อเข้าทางใต้ของจีน แถบยูนาน

 

นอกจากการที่ฝรั่งเศสจะใช้แม่น้ำโขงเป็นทางเข้าไปยังจีน การยึดกัมพูชาก็ทำให้ฝรั่งเศสได้แข่งกับอังกฤษเพื่อทัดเทียม หลังจากที่อังกฤษได้อินเดียมาก่อนหน้านั้นแล้ว อังกฤษจึงขยับมายึดพม่า ขณะที่ฝรั่งเศสยังไม่มี หลังแข่งกันมาตั้งแต่ในยุโรป ดังนั้น การเข้ามาได้กัมพูชาเป็นรัฐในอารักขา นอกจากจะใช้เป็นเส้นทางเข้าทางใต้ของจีนแล้วยังได้แข่งกับอังกฤษซึ่งเป็นคู่แข่งด้วย

 

ภาพ ธิบดี บัวคำศรี ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์กัมพูชาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 6

 

จุดเปลี่ยนที่ 3 พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ เป็นของกัมพูชาภายใต้ฝรั่งเศส 

 

ธิบดี: จุดเปลี่ยนที่ 3 เกิดขึ้นปลายสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อสยามทำสัญญากับฝรั่งเศสในปี 1907 (2450) ราวสามปีก่อนที่รัชกาลที่ 5 จะสวรรคต เป็นจุดเปลี่ยนอีกจุดที่ยังส่งผลให้เกิดปัญหากระทั่งปัจจุบัน เป็นสัญญาที่ยังถกเถียงกันเรื่องแผนที่แนบท้าย เรื่องการกำหนดเส้นเขตแดน

 

หลังสนธิสัญญา 1907 (2450) ที่สยามยก พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ ให้กัมพูชาภายใต้ฝรั่งเศส เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) ผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบองของสยามคนสุดท้าย (บุตรของเจ้าพระยาคทาธรธรณินทร์ (เยีย อภัยวงศ์) ผู้สำเร็จราชการเมืองคนก่อนหน้า) บอกว่า จะไม่อยู่กับฝรั่งเศส แต่จะมาอยู่กับสยาม จึงอพยพคนเข้ามา ทีแรกอยู่ปราจีนบุรี ก่อนจะเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ในรัชกาลที่ 6 ได้รับพระราชทานนามสกุลว่าอภัยวงศ์

 

ส่วนตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี สร้างตอนปลายรัชกาลที่ 5 โดย เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) ด้วยความตั้งใจจะสร้างเป็นที่รับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 5 เมื่อเสด็จมาจ.ปราจีนบุรี แต่ปรากฏว่ารัชกาลที่ 5 ไม่เคยได้เสด็จมาเพราะสวรรคตเสียก่อน อย่างไรก็ตามตึกนี้เคยได้รับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 6 

 

ชุ่ม อภัยวงศ์ ผู้สร้างตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศ ที่ปราจีนบุรี สร้างคล้ายตึกที่พระตะบอง น่าจะเพราะคิดถึงตึกที่พระตะบอง จึงสร้างทรงนี้ให้คล้ายกัน

 

ภาพ ธิบดี บัวคำศรี ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์กัมพูชาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 7

 

จุดเปลี่ยนที่ 4 สมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามได้พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ จากการสนับสนุนของญี่ปุ่น 

 

ธิบดี: จุดเปลี่ยนที่ 4 คือสมัยจอมพล ป. เรียกร้องดินแดนคืน 1940 (2483) มีการสู้รบกันช่วงหนึ่งระหว่างไทยกับฝรั่งเศส เป็นเวลาเดียวกับที่ทางญี่ปุ่นเข้ามาตั้งกองทหารในอินโดจีนของฝรั่งเศส ญี่ปุ่นจึงช่วยไทยเจรจาตกลงกับฝรั่งเศส สงครามครั้งนั้น รู้จักในชื่อกรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส

 

จอมพล ป. เรียกร้องดินแดนคืน โดยอ้างถึงอดีตว่าเคยเป็นของสยามมาก่อน แต่เสียดินแดนไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา รวมถึงพระตะบอง ศรีโสภณ เสียมราฐ ที่เสียไปในสมัยรัชกาลที่ 5 

 

ดินแดนที่จอมพล ป. ได้ขณะนั้น ในปัจจุบันคือดินแดนส่วนหนึ่งของลาวและกัมพูชา แม้จะได้พระตะบอง ศรีโสภณ เสียมราฐมาก็จริง แต่ไม่ได้ที่ตั้งปราสาทหินกลุ่มโบราณสถาน “เมืองพระนคร” ที่ตั้งปราสาทนครวัด ปราสาทนครธม ปราสาทตาพรหม เหล่านี้ไม่อยู่ในดินแดนอาณัติของสยาม

 

พระตะบองที่ได้มาในสมัยจอมพล ป. ตั้งเป็นจังหวัดพระตะบอง ส่วนเสียมราฐตั้งเป็นจังหวัดพิบูลสงคราม ไทยปกครองจังหวัดทั้งสองตั้งแต่ 1941-1946 (2484-2489)

 

ภาพ ธิบดี บัวคำศรี ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์กัมพูชาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 8

 

‘พระยาละแวก’ ชื่อที่ฝ่ายไทยยังพูดถึงในปัจจุบันเมื่อต้องการสร้าง ‘อคติ’ ต่อกัมพูชา

 

ธิบดี: ละแวกเคยเป็นเมืองหลวงของกัมพูชา เมื่ออยุธยาโดยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชยกทัพไปตีละแวกได้ ทำให้กัมพูชาย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่อุดงค์มีชัย

เหตุการณ์ที่พระนเศวร สมัยอยุธยาไปตีละแวกมีบันทึกภายหลังและมีจารึกที่ทำขึ้นหลังเหตุการณ์นั้นไม่นาน เล่าถึงการตีละแวกคราวนั้น

 

ส่วนภาพเขียนที่มีพิธีล้างพระบาทพระนเรศวร โดยให้น้ำหยดลงเศียรพระยาละแวก หมายถึงกษัตริย์กัมพูชาเมื่อปี 1593 (2136) เป็นภาพวาดที่เพิ่งวาดในสมัยรัชกาลที่ 7 ซึ่งเป็นสมัยรัตนโกสินทร์ วาดตามพงศาวดารที่เขียนอย่างเก่าสุดคือเขียนสมัยรัชกาลที่ 1 เขียนย้อนถึงเหตุการณ์สมัยอยุธยา ปี 1593 (2136)

 

บันทึกบางฉบับบอกว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทําพิธีปฐมกรรมต่อพระยาละแวก เป็นการเขียนขึ้นหลังเหตุการณ์ แต่ละฉบับจะมีส่วนที่เขียนไม่ตรงกัน แล้วไม่ใช่ทุกฉบับที่เขียนตรงกันว่า ตัดเศียรแล้วนำเลือดมาล้างพระบาท รวมถึงภาพวาดที่วาดในสมัยรัชกาลที่ 7 ก็ไม่ได้แสดงถึงการนำเลือดศัตรูมาล้างพระบาท

 

ส่วนภาพยนตร์สุริโยไทที่ฉายในโรงภาพยนตร์ปี 2001 (2544) มีตัวละครที่เป็น ‘พระยาละแวก’ โยงพระยาละแวก ว่า ตอนอยุธยารบกับพม่า ทางละแวกก็ลอบยกทัพมาโจมตีอยุธยาทั้งที่เป็นมิตรกัน จึงมองว่าเขมรคบไม่ได้ ไม่ซื่อสัตย์ ซึ่งเรายังเห็นการพูดแบบนี้แม้ในปัจจุบัน ในขณะที่ ‘พระยาละแวก’ มีหลายคน เพราะเป็นชื่อตำแหน่ง แต่ที่คนไทยเรียก ‘พระยาละแวก’ หมายถึงคนที่ถูกจับทำพิธีในปี 1593 (2136)

 

‘พระยาละแวก’ จึงถูกจำใน 2 แบบสำหรับคนไทย คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พระยาละแวก กษัตริย์กัมพูชา ถูกจับมาลงโทษ 

 

และถูกจำอีกแบบคือจำเป็นภาพรวมใช้อธิบายกัมพูชาทุกยุคสมัย ว่าหมายถึงคนที่ไม่รักษาคำพูด ไม่มีสัจจะวาจา ตกลงอะไรไว้ก็ไม่เป็นไปตามนั้น คนระดับนำของไทยในปัจจุบันก็ยังพูดถึงพระยาละแวกแบบนี้

 

‘พระยาละแวก’ ถูกย้ำอีกครั้งตั้งแต่ช่วงปี 1960 (2503) ช่วงเกิดกรณีปราสาทพระวิหาร ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นคราวแรกที่ฟ้องศาลโลก คราวนั้นเริ่มมีสื่อมวลชนไทยที่เรียกสีหนุว่าเป็นพระยาละแวก

 

ภาพ ธิบดี บัวคำศรี ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์กัมพูชาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 9

 

ถ้าหากกัมพูชามองไทยอย่างมี ‘อคติ’ เช่นเดียวกับที่ไทยมีอคติต่อกัมพูชา

 

ธิบดี: ฝ่ายกัมพูชาถ้าเขามองไทยอย่างมีอคติ คือเขามองว่าฝ่ายไทยเนรคุณ ไม่สำนึกบุญคุณ และขโมยสิ่งต่างๆ จากกัมพูชา สยามจะเข้ามายึดครองจะมาทำให้กัมพูชาสูญหายเสื่อมสลายไป โดยเล่ากันว่า คนไทยอพยพมาจากทางใต้ของจีน ซึ่งเรื่องนี้ตรงกับหนังสือเรียนของไทยก่อนหน้านี้ที่บอกว่าแถวนี้มีละว้าอยู่ มีขอมอยู่ มีปราสาทหิน มีโบราณสถานต่างๆ มีอารยธรรมสูงกว่า

 

ในสายตาของกัมพูชาจึงมองไทยเป็นผู้มาใหม่ มาเรียนรู้ แต่ไม่สำนึกบุญคุณเขมรที่สอนวิชาความรู้ให้ แล้วกลับกลายเป็นศัตรูกับเขมร มาแย่งดินแดน มาแย่งอาณาจักร แย่งชิงอะไรต่างๆ ไป

 

โดยเฉพาะเรื่องพระนเรศวรตีละแวก ในสำนวนกัมพูชาจะบอกว่า พระนเรศวรใช้กลอุบายส่งคนปลอมตัวมาเป็นพระ มาถอนอาถรรพ์ที่จากเดิมจะมีผีสางเทวดาคอยปกปักษ์รักษาเมืองไว้ ดังนั้นสยามใช้เล่ห์กลทำแบบนั้น “ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องได้ด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนตร์ก็ต้องได้ด้วยคาถา”

 

‘พระโคพระแก้ว’ นิทานเขมรที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์

 

ธิบดี: เรื่องเล่าถึงสยามผ่านสายตาชาวกัมพูชา ถ้ามองอย่างมีอคติต่อฝ่ายไทยคือ การที่ฝ่ายสยามไปตีเขมรแล้วจากนั้น พอยึดเมืองได้แล้วก็ขโมยสรรพวิชาของกัมพูชาไป ซึ่งไปตรงกับนิทานที่เขายังเล่ากันเรื่อง ‘พระโคพระแก้ว’ เล่าว่าสยามไปขโมยพระโค ซึ่งในท้องของพระโคบรรจุศิลปวิทยาการมากมาย 

 

ดังนั้น ตรรกะหรือเหตุผลของนิทานเรื่องนี้คือ พวกสยามเป็นโจร ขโมยเอาความรู้ไป ทำให้กัมพูชาไม่เจริญก้าวหน้าอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่เขมรเป็นเจ้าของอารยธรรมแต่เดิม 

 

เนื่องจากถ้าแบ่งประวัติศาสตร์กัมพูชาจะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่เคยรุ่งเรืองเคยสร้างปราสาทต่างๆ กับอีกช่วงหนึ่งคือส่วนที่ตกต่ำ เขามองว่าเป็นเพราะสยามไปยึดครองและขโมยสิ่งต่างๆ มา 

 

ส่วนว่าองค์ความรู้จะเป็นสิ่งที่ขโมยกันได้อย่างไรนั้น ความเป็นเหตุเป็นผลของการขโมย ‘พระโค’ ซึ่งเปรียบพระโคคือ ‘องค์ความรู้’ ก็คล้ายๆ เวลาที่คนไทยจำนวนหนึ่งเล่ากันว่า บรรดาหลักฐานต่างๆ ตำราต่างๆ ถูกพม่าขโมยไปหรือถูกเผาไปตั้งแต่เสียกรุงครั้งที่ 2 ไม่เช่นนั้นไทยจะมีความรู้เรื่องเกี่ยวกับอยุธยามากกว่านี้ สิ่งที่เป็นรูปธรรมขององค์ความรู้ เช่น พงศาวดาร ตำรายา กฎหมาย ความรู้ต่างๆ ถูกทำลายไป ขณะทึ่กรณีนี้ฝั่งกัมพูชาไม่ได้มองว่าฝ่ายไทยทำลาย แต่มองว่าสยามไปขโมยมา 

พอสยามได้พระโค ก็ผ่าท้อง แล้วเอาตำราออกมา แล้วสยามก็ศึกษาตำรานั้น จึงมีความรู้มากกว่าชาวเขมร

 

เรื่องเล่าแบบนี้ในประวัติศาสตร์ของเขมร จึงมีหลายเรื่องซ้อนกันอยู่ ขณะที่ในประเทศไทย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเขียนว่า อยุธยาไปตีกัมพูชาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง แล้วไปขนเอาพราหมณ์ ขนเอาคนที่มีความรู้ทั้งหลายทั้งปวงรวมถึงสมบัติพัสถานเข้ามาสยาม อย่างไรก็ตาม ในภายหลังมีการบอกกันว่าสิ่งที่ม.ร.ว.คึกฤทธิ์เขียนนั้น ไม่เคยเกิดขึ้นจริง 

 

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ บอกว่า ลัทธิเทวราชา ของอยุธยามาจากเขมร เพราะเราได้คนที่มีความรู้ตำรามา 

 

แม้ดูจะเป็นคนละเรื่องกับพระโค แต่ก็อาจจะบ่งบอกความหมายเป็นเรื่องเดียวกันได้ เพราะเราไปกวาดต้อนคนมาจริงๆ อาจจะรวมถึงนำตำรามาด้วยตั้งแต่สมัยอยุธยา

 

ดังนั้น การที่เขมรมองว่า สยามเอาความรู้ไปจึงไม่ใช่เรื่องเหลวไหลเสียทีเดียว แต่เล่าผ่านนิทานแบบนี้ แบบเดียวกับที่ไทยไปเผาเวียงจัน แล้วเอาพระแก้วมรกตมา

มีสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่เล่าผ่านนิทาน เอาหนังสือหนังหาตำราสมบัติพัสถานต่างๆ และผู้คนก็เอามาด้วย

 

ภาพ ธิบดี บัวคำศรี ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์กัมพูชาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 10

 

‘พระแก้วมรกต’ กับนิทาน ‘พระแก้ว’ ที่เป็นพี่ชายของ ‘พระโค’

 

ธิบดี: พระแก้วมรกต (พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร) ประดิษฐานที่วัดพระแก้ว (วัดพระศรีรัตนศาสดาราม) ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ถึงปัจจุบัน โดยก่อนหน้านั้น ในสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช รับสั่งให้เจ้าพระยาจักรี (รัชกาลที่ 1 ในเวลาต่อมา) ไปตีเวียงจัน และอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานไว้วัดอรุณราชวราราม

 

ต่อมาสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ทรงสร้างกรุงเทพฯ ทรงย้ายพระราชวังจากพระราชวังเดิมฝั่งธนบุรี มาฝั่งตะวันออก จึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง จนถึงปัจจุบัน

 

ก่อนหน้านั้น พระแก้วมรกตเคยประดิษฐานในเมืองสำคัญหลายแห่ง กระทั่งผู้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาเวียงจัน คือ พระเจ้าไชยเชษฐา กษัตริย์ของลาว

 

ส่วนสาเหตุที่พระเจ้าตากสินมีพระประสงค์อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานที่กรุงธนบุรี เพราะพระแก้วมรกด เป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ เป็นไอเดียจากอินเดียในคติพุทธและฮินดู จะมีกษัตริย์ที่มีอานุภาพมากมีอำนาจเหนือกษัตริย์อื่น เรียกว่าพระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งปราบได้ทั่วทวีป กษัตริย์อื่นต้องยอมเป็นเมืองขึ้น ยอมส่งส่วย ยอมส่งบรรณาการกษัตริย์องค์นี้ เรียกว่าจักรพรรดิราช ซึ่ง จักรพรรดิราชจะมีสมบัติเครื่องแสดงความเป็นจักรพรรดิ 7 อย่าง คือ รัตนะ 7 ประการ ประกอบด้วย จักรแก้ว,ช้างแก้ว(ช้างเผือก),ม้าแก้ว,มณีแก้ว,นางแก้ว,ขุนคลังแก้ว,ขุนพลแก้ว

 

ตำนานเล่าว่า มีพระรูปหนึ่ง ขอแก้ว 1 ใน 7 รัตนะของพระเจ้าจักรพรรดิมาสลักเป็นพระพุทธรูป คือนำแก้วที่เชื่อว่าเป็นสมบัติพระเจ้าจักรพรรดิมาทำ ‘พระแก้วมรกต’ ดังนั้น การเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่จึงต้องครอบครองรัตนะ 7 ประการ ซึ่งพระแก้วมรกตเป็น 1 ใน 7 รัตนะ เป็นสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิในคติพุทธและฮินดู

 

อย่างไรก็ตาม เรื่องพระแก้วมรกตเคยอยู่ที่กัมพูชา ก็มีเล่ากันในกลุ่มคนไทยในนิทานภาษาไทย 

 

ตามตำนานพระแก้วมรกต ก่อนหน้านั้นมีที่มาว่า กษัตริย์พม่าให้คนไปคัดลอกพระไตรปิฎกมาจากลังกา โดยขอพระแก้วมรกตจากลังกาด้วย ทางฝ่ายลังกาก็มอบให้ โดยมีการอัญเชิญลงเรือมา 2 ลำ แต่ปรากฏว่าเรือเจอพายุเดินทางไปไม่ถึงพุกาม พม่า 

 

ภาพ ธิบดี บัวคำศรี ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์กัมพูชาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 11

 

เรือทั้ง 2 ลำจึงเพนจรไปถึงกัมพูชา ทางเขมรได้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐานที่ปราสาทนครวัด

 

พอกษัตริย์พม่ารู้ข่าวก็จะมาทวงทั้งพระแก้วมรกตและพระไตรปิฎกที่คัดมา แต่กัมพูชาส่งคืนให้เฉพาะพระไตรปิฎก แล้วไม่คืนพระแก้วมรกต ส่วนทางฝ่ายพม่าก็ไม่ได้ทวง 

 

พระแก้วมรกตจึงประดิษฐานอยู่ปราสาทนครวัด ที่กัมพูชา ต่อมามีเหตุน้ำท่วมใหญ่ กษัตริย์กัมพูชาอัญเชิญพระแก้วมรกตลงเรือมาอยุธยา หนีน้ำท่วม พระแก้วมรกตจึงมาอยู่สยามนับแต่นั้น ก่อนจะไปกำแพงเพชร เชียงใหม่ เชียงราย หลวงพระบาง เวียงจัน และกลับมาที่สยามสมัยกรุงธนบุรี

 

ดังนั้น การโยง ‘พระโค’ ‘พระแก้ว’ กับ ‘พระแก้วมรกต’ จึงมีการเล่าแบบต่อเนื่องกันก็ได้ หรือเล่าแยกกันก็ได้ 

 

บางคนเชื่อมเรื่อง ‘พระแก้วมรกต’ เข้ากับนิทานของกัมพูชาเรื่อง ‘พระโคพระแก้ว’ บางคนเชื่อว่า ในวัดพระแก้วมีวัวอยู่ตัวหนึ่งจริง เป็นหินรูปวัว ไม่ใช่รูปสลักแต่เป็นหินหมายถึงพระโคที่ถูกหมุดตรึ่งเอาไว้ไม่ให้เหาะหนีกลับไป ส่วนพระแก้วไม่ถูกสยามจับมาเหมือนอย่างพระโค แต่บางครั้งพระแก้วก็ถูกโยงกับพระแก้วมรกตซึ่งมีตำนานเรื่องพระแก้วมรกตสัมพันธ์กับกัมพูชา เคยประดิษฐานในนครวัด

 

ตามเรื่องเล่าในนิทานคือ พระโคเป็นวัวศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิ์ทำอะไรต่างๆ ได้ แล้วเมื่อกษัตริย์สยามได้ข่าวก็อยากจะได้พระโค กษัตริย์สยามยกกองทัพไปเขมร เกิดการต่อสู้กัน สยามใช้เล่ห์อุบาย สุดท้ายจับพระโคได้แล้วนำมาสยาม 

 

ทั้งนี้นิทานไม่ได้ระบุว่ากษัตริย์พระองค์ใด แต่ก็มักจะโยงเข้ากับสมัยอยุธยา คือก่อนสมัยธนบุรีและสมัยรัตนโกสินทร์ มีบางเวอร์ชั่นจะเล่าถึง ‘พระแก้ว’ ว่าเป็นคน ไม่ใช่ 

‘พระแก้วมรกต’ แต่พระแก้วเป็นคนโดยเป็นน้องของพระโค เป็นพี่น้องที่เกิดจากพ่อแม่เดียวกัน

 

ภาพ ธิบดี บัวคำศรี ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์กัมพูชาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 12

 

ขุนนางสยามในสมัยรัชกาลที่ 4 รื้อปราสาทหินกลับกรุงเทพฯ ไม่สำเร็จ 

 

ธิบดี: กรณีในหลวงรัชกาลที่ 4 รับสั่งให้รื้อปราสาทตาพรหมในเสียมราฐ เพื่อนำมาตั้งในวัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ และที่จ.เพชรบุรี เรื่องนี้อยู่ในพงศาวดาร รับสั่งให้พระสุพรรณพิศาล เป็นแม่กอง ออกไปรื้อปราสาทตาพรหม แล้วในพงศาวดารบอกว่า ตอนกำลังรื้อมีเขมรบุกมาฆ่าทำร้ายพวกนายกองที่จะไปรื้อปราสาท ขณะนั้นเสียมราฐยังเป็นส่วนหนึ่งของสยาม  

 

ขุนนางกรุงเทพฯ จึงถวายความเห็นว่า อย่ารื้อย้ายปราสาทเลยเพราะมีเหตุทำได้ลำบาก และเปลืองแรงงานเปลืองคน จึงยุติการรื้อย้ายปราสาท

 

การรื้อปราสาทครั้งนั้น อาจจะเป็นครั้งแรก แต่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัชกาลที่ 4 รับสั่งให้คนไปรวบรวมชิ้นส่วนรูปสลักต่างๆ ก่อนหน้านั้นเคยทำมาก่อน หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มี ไม่ได้บอกว่ารื้อ แต่หลักฐานบอกว่า ให้มีหมายไปยังหัวเมืองต่างๆ ให้ไปเก็บรวบรวมไปขนเอารูปศิลาจากปราสาทต่างๆ รวมถึงปราสาทสำคัญ ปราสาทบันทายฉมาร์ ไม่ไกลชายแดน ตรงข้าม อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว

 

รัชกาลที่ 4 จะนำมาตกแต่งวัดและวังต่างๆ ในกรุงเทพฯ ดังนั้นการจะไปขนย้ายปราสาทตาพรหม อาจจะมีความสืบเนื่องสัมพันธ์กัน ไม่ใช่ครั้งแรกที่รวบรวมศิลาปราสาท เพราะรัชกาลที่ 4 มีความสนพระทัย มีความต้องการครอบครองหรือได้ชิ้นส่วนหรือรูปสลักศิลปะมาก่อนแล้ว

 

ประเด็นที่สอง เรามักจะโยงว่า การที่โจรฆ่าบรรดาขุนนาง เป็นสัญลักษณ์ต่อต้านสยามหรือไม่ จึงฆ่าแต่เฉพาะขุนนาง เว้นชีวิตแรงงานซึ่งถูกเกณฑ์มา หลักฐานในหอสมุดแห่งชาติบางส่วนบอกเราว่า เหตุในคราวนั้น อาจมีความสัมพันธ์กับพระตะบอง 

 

ปราสาทตาพรหม ตั้งอยู่เสียมราฐ ตอนที่รัชกาลที่ 1 ท่านขอพระตะบอง เสียมราฐมา ตอนนั้นยังเป็นเมืองเดียวกัน คือเสียมราฐเป็นเมืองเล็กที่ขึ้นกับพระตะบองเมืองใหญ่  แต่สมัยหลังจากนั้นแบ่งเป็นพระตะบอง 1 เมือง กับ เสียมราฐ 1 เมือง ต่างมีผู้ปกครองหรือเจ้าเมืองตัวเอง ไม่ขึ้นแก่กัน แต่ทั้ง 2 เมืองขึ้นกรุงเทพฯ โดยตรง

ในสมัยรัชกาลที่ 4 พระตะบองกับเสียมราฐต่างฝ่ายต่างขึ้นกับกรุงเทพฯ มีหลักฐานว่าเจ้าเมืองทั้ง 2 เมืองไม่ถูกกัน และชวนให้สงสัยว่า โจรที่ถูกส่งมา อาจจะมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเจ้าเมืองพระตะบอง

 

ภาพ ธิบดี บัวคำศรี ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์กัมพูชาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 13

 

ประเด็นจึงอาจจะไม่ใช่เพียงว่า คนเขมร ไม่พอใจสยาม จึงยกพวกมาฆ่าขุนนางสยาม 

แต่ประเด็นอาจจะเป็นความขัดแย้งในท้องถิ่น ระหว่างเจ้าเมืองพระตะบอง กับ เจ้าเมืองเสียมราฐ ซึ่งตามหลักฐานมีปรากฏว่าเขาไม่ถูกกัน 

 

ฉะนั้น คู่ขัดแย้งจึงอาจจะไม่ใช่เรื่องระหว่างสยามกับกัมพูชาเท่านั้น แต่อาจจะเป็นความขัดแย้งระหว่างพระตะบองกับเสียมราฐ เพราะนอกจากการฆ่าแล้ว มีการจับตัวขุนนางที่ฝักใฝ่หรือเป็นพวกเดียวกันกับเสียมราฐด้วย ดังนั้น ขุนนางเหล่านี้ไม่ใช่เพียงตัวแทนของสยาม แต่จะมองว่าเป็นตัวแทนเสียมราฐด้วยก็ได้ ถ้าเป็นแบบนี้ คู่ขัดแย้งคือ พระตะบองกับเสียมราฐ

 

หรือตีความได้อีกแบบคือ ถ้าเสียมราฐทำสำเร็จ ก็เท่ากับเสียมราฐได้หน้าได้ตาได้ผลงานไปให้สยาม ดังนั้นพระตะบองก็ขัดแข้งขัดขาเสียก่อน เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่ระหว่าง สยามกับกัมพูชา แต่เป็นเรื่องระหว่าง 2 ฝ่ายที่ต่างขึ้นกับกรุงเทพฯ 

 

หากรื้อมาสำเร็จ รัชกาลที่ 4 ตั้งใจจะให้มาตั้งที่วัดปทุมวนาราม ถนนพระราม 1 และที่เขาวัง จ.เพชรบุรี

 

มีหลักฐานว่าการให้ไปรื้อปราสาทบันทายตราพรหม โดยปราสาทที่รื้อ ไม่ใช่ปราสาทประธาน แต่เป็นหลังเล็กหลังน้อย ผมคาดว่าจะให้รื้อหลังเล็กๆ ให้นำเข้ามา เพราะสถานที่ที่ท่านจะนำมาตั้งใหม่คือที่วัดปทุมวนาราม กับอีกที่คือเขาวัง จ.เพชรบุรี จะเอาไปตั้งไว้บนยอดเขา ซึ่งโดยพื้นที่ไม่ได้มีความกว้างใหญ่มากพอที่จะตั้งวางปราสาทใหญ่ๆ แบบวัดพระแก้วน้อยบนเขาวัง ตัวเจดีย์ที่ท่านสร้างคู่โบสถ์ตรงนั้น ก็เลียนแบบศิลปะเขมร ดังนั้น ท่านน่าจะให้รื้อปราสาทหลังเล็กหลังน้อย อาจจะถามไปที่เสียมราฐว่าถ้าจะรื้อควรรื้อจุดใด แล้วทางนั้นตอบมาว่าปราสาทตาพรหม 

ส่วนเหตุใดเรื่อง Tomb Raider ที่มีนักแสดง ‘แองเจลีนา โจลี’ ภาพยนตร์เรื่องนี้เลือกปราสาทตาพรหมเป็นฉาก น่าจะเป็นเพราะยังคงสภาพเดิมก่อนมีการบูรณะโดยฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 20 จึงให้บรรยากาศลึกลับเก่าแก่ ไม่ได้เก่าเฉพาะปราสาท แต่เป็นบรรยากาศก็เก่าด้วย จึงใช้ที่นี่ แทนที่จะเป็นนครวัด นครธม  

 

ปราสาทตาพรหมมีต้นไม้ใหญ่อยู่ในตัวปราสาท อยู่ในกำแพง ยังไม่ถูกตัดออก แม้ตามหลักการบูรณะต้องนำต้นไม้ออกก่อนบูรณะ เพราะต้นไม้จะกระทบกับตัวปราสาทซึ่งเป็นหิน แต่ที่ปราสาทตาพรหม มีการตัดต้นไม้ออกบางส่วน โดยยังมีต้นไม้ใหญ่ที่เก็บไว้ ดังนั้นจึงยังคงสภาพคล้ายก่อนมีการบูรณะ

ภาพ ธิบดี บัวคำศรี ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์กัมพูชาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 14

 

เหตุใดรัชกาลที่ 4 ไม่ทรงย้ายเมืองหลวง ไปครอบครองปราสาทหิน แม้สนพระทัยศิลปะเขมร

 

ธิบดี: ผมวิเคราะห์ว่า กรุงเทพฯ ไม่ใช่เพียงศูนย์กลางการเมืองการปกครอง แต่เป็นศูนย์กลางของจักรวาล มีความศักดิ์สิทธิ์ที่ตรงนี้ ถ้าจะย้ายก็ต้องย้ายความศักดิ์สิทธิ์นั้นไปด้วย ตั้งแต่พระแก้วมรกตซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชื่อกรุงเทพฯ ดังนั้น การจะย้ายหรือไม่ มีความสัมพันธ์กับคติความเชื่อเหล่านี้ 

 

นอกจากความเชื่อนี้แล้ว ปู่ของรัชกาลที่ 4 ก็คือรัชกาลที่ 1 ท่านสร้างกรุงเทพฯ มา จึงไม่มีเหตุจะย้าย แม้จะชื่นชอบปราสาทหิน อีกทั้งปราสาทหินไม่ได้เหมาะจะเป็นที่ประทับที่อยู่อาศัย ถ้าย้ายไปก็จะต้องไปสร้างวังใหม่ 

 

ดังนั้น ระหว่างการสร้างวังใหม่ กับการให้รื้อหรือจำลองมา ทางเลือกอย่างหลังน่าจะสะดวกกว่า และอีกแง่คือ แสดงถึงอำนาจบารมี จึงไม่จำไปต้องย้ายเพื่อไปครอบครอง แต่ยังประทับอยู่ในศูนย์กลางของตัวเองอันมีความศักดิ์สิทธิ์ แล้วนับว่าคนอื่นอยู่ใต้อำนาจนี้

 

มีการอธิบายในชั้นหลังว่า น่าจะรื้อมาด้วยเหตุผลเรื่องเครื่องประดับพระบารมี ประดับพระเกียรติยศ ในฐานะกัมพูชาทั้งหมดเป็นประเทศราชสยาม คือ เป็นเมืองขึ้นของสยาม 

 

ท่านอาจจะมองว่า ปราสาทหินเขมร เป็นสัญลักษณ์กัมพูชา ดังนั้น การได้ครอบครอง จึงหมายถึงความเป็นเจ้าเหนือดินแดนแห่งนั้น หรือาจจะสนพระทัยในฐานะศิลปะที่แปลกและสวย เพราะฉะนั้น การจะย้ายไปครอบครองจึงไม่น่าจะอยู่ในไอเดียของเจ้านายมาตั้งแต่แรก โดยเฉพาะในหลวงรัชกาลที่ 4 นอกจากท่านเป็นพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทยแล้ว ท่านก็เป็นโหรคนสำคัญในยุคสมัยนั้นด้วย

 

ภาพ ธิบดี บัวคำศรี ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์กัมพูชาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 15

 

ตึกคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ตกแต่งด้วยศิลปะเขมร มีความหมายอย่างไร

 

ธิบดี: ตึกเทวาลัย ออกแบบโดยฝรั่ง เป็นสถาปนิกที่เข้ามาทำงานในสยาม สมัยรัชกาลที่ 5-6 ตัวอาคารเป็น ‘ทรงไทย’ ปนฝรั่ง แต่ลวดลายประดับตกแต่งแบบเขมร 

ในช่วงก่อนสร้างตึกนี้ พอจะมีบางอย่างแสดงถึงความนิยมเอาลวดลายศิลปะแบบเขมรเข้ามาดัดแปลงประกอบเข้ากับสถาปัตยกรรมไทย อย่างน้อยที่สุดมี 2 สถานที่ 

สถานที่ที่ 1 คือโบสถ์วัดราชาธิวาสราชวรวิหาร ถนนสามเสน วัดที่รัชกาลที่ 4 เคยจำพรรษาก่อนขึ้นครองราชย์ โดยโบสถ์หลังเก่าถูกรื้อไปแล้ว โบสถ์ปัจจุบันสร้างสมัยรัชกาลที่ 5 ผู้ออกแบบคือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ 

 

และเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างหอประชุมใหญ่ จุฬาฯ ซึ่งคนออกแบบเป็นลูกศิษย์เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สร้างสมัยจอมพล ป. จะเห็นได้ว่ามีการลดลวดลายต่างๆ ลง เช่นเดียวกับหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นเครื่องคอนกรีตที่ลดลวดลายลง

ถ้าเทียบอาคารเทวาลัย จะมีการตกแต่งลวดลายมากกว่า แต่รูปทรงอาคาร ได้แรงบันดาลใจจากวัดราชาธิวาสแบบศิลปะเขมรแต่ไม่ได้ยกมาทั้งหมด 

 

ดังนั้นแสดงว่าสมัยนั้นมีความนิยมที่จะนำลวดลายเข้ามา ขณะตัวอาคารเป็นแบบ ‘ไทย’ แต่เฉพาะการตกแต่งที่เป็นลวดลายเขมร สมัยนั้นน่าจะมองในฐานะศิลปะที่สวย แล้วสามารถเห็นในดินแดนไทยด้วย ทั้งบันไดนาค หน้าบรรณ ที่เป็นนาคเบือน เราเห็นได้ในไทย จึงนำมาใช้ 

 

สถานที่ที่ 2 คือ ศาลาหน้าวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เฉพาะศาลาข้างหน้าเป็นศิลปะเขมร ไม่รวมโบสถ์ซึ่งเป็นแบบไทย

 

อย่างไรก็ตาม ศิลปะแบบนี้เราเห็นได้ทั้งในไทยและเขมร นำมาตกแต่ง แต่ไม่ได้จำลองแบบสถาปัตยกรรมมาด้วย อันนี้เป็นเพียงลวดลายประดับตกแต่ง

 

อีกเรื่องที่ยังมีข้อถกเถียงกันคือ เนื่องจากปราสาทหินพิมาย ในประเทศไทยปัจจุบัน สร้างมาก่อนปราสาทหินนครวัดซึ่งสร้างภายหลัง จึงมีคนไทยที่เคลมว่า ปราสาทนครวัดสร้างตามแบบปราสาทหินพิมาย

 

ลำดับเวลาเป็นแบบนั้น ถูกต้อง ส่วนสร้างตามแบบหรือไม่ ก็อาจจะใช่ และกษัตริย์ ตั้งแต่ชัยวรมันที่ 7 ชัยวรมันที่ 2 ขึ้นไปจนถึงสร้างนครวัดและก่อนหน้านั้นมาจากอีสาน 

 

ภาพ ธิบดี บัวคำศรี ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์กัมพูชาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 16

 

ต้นราชวงศ์ในเมืองพระนครของกัมพูชา มี 2 สายหลักๆ มาแยกกันช่วงสุริยวรมัน ดั้งเดิมที่เก่าแก่กว่านั้นมาจากอีสาน มาจากลุ่มแม่น้ำมูน ประมาณโคราช พิมาย หรืออาจจะเลยไปถึงอีสานใต้ จ.สุรินทร์ จ.บุรีรัมย์ จ.ศรีสะเกษ จ.อุบลราชธานี 

ดังนั้นศิลปะเก่าแก่เหล่านี้จะเท่ากับศิลปะไทยไหม หรือจะบอกว่าเป็นศิลปะเขมร เพราะก่อนที่จะมีประเทศไทยและประเทศกัมพูชาในแบบที่เรารู้จักในปัจจุบันนี้ มีอาณาจักรต่างๆ เหล่านี้มาก่อน

 

ผมเกิด อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยเชื้อสายลาว คนที่พูดภาษาเขมรมีเพียง 5% ถ้าฟังสำเนียงเสียงคนในพื้นที่ ทั้งโคกสูง บ้านหนองจาน เวลาสื่อโทรทัศน์ไปสัมภาษณ์เมื่อมีเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดน เราจะได้ยินเสียงเขา สำเนียงภาษาไม่ใช่เขมร ถ้านับว่าเชื้อสายอะไรก็คือลาว ซึ่งไม่ใช่เพิ่งอพยพมาใหม่ แต่อยู่มาตั้งนานแล้ว โดยมีจำนวนหนึ่งมาตั้งแต่ช่วงรัชกาลที่ 3 กวาดต้อนกันมาตั้งบ้านตั้งเมือง 

 

แล้วคนที่อยู่ฝั่งกัมพูชาก็มีชุมชนไทย,ชุมชนลาวตรงเส้นเขตแดนฝั่งกัมพูชา เมื่อข้ามจาก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว 

 

แตกต่างจากทางอีสานใต้ ที่เมื่อข้ามเส้นเขตแดนแล้วเป็นชาวบ้านกัมพูชา ถ้าจะมีเสียงชาวบ้านฝั่งไทยที่พูดสำเนียงคล้ายๆ เขมรจะเป็นทางอีสานใต้ คือ จ.สุรินทร์ จ.บุรีรัมย์ จ.ศรีสะเกษ

 

ภาพ ธิบดี บัวคำศรี ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์กัมพูชาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 17

 

การปะทะกันที่ชายแดน ระหว่างไทย-กัมพูชา เป็นไปเพื่อความเป็นเอกภาพภายในของทั้ง 2 ประเทศหรือไม่

 

ธิบดี: การเมืองภายในประเทศของทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างผู้นำประเทศกับประชาชนในประเทศตัวเองที่ผู้นำต้องการแสวงหาความสนับสนุน หรือเบนความสนใจของสาธารณะชนจากเรื่องอื่น ก็เป็นไปได้ 

เนื่องจาก “ชาตินิยม” เป็นประเด็นที่ปลุกขึ้นได้ง่าย ทำให้ปัญหาอื่นที่มีอยู่ไม่ได้รับความสนใจ แต่ผมคิดว่าไม่ได้มีเรื่องนี้เรื่องเดียว อาจจะมีเรื่องอื่นที่เรายังไม่ทราบชัดเจน 

 

ผมคิดว่าการปะทะที่เกิดขึ้นปี 2568 อาจจะทำให้พรรคการเมืองบางพรรคบางฝ่ายได้คะแนนนิยม แต่ไม่ได้หมายความว่านักการเมืองจะคุมกองทัพได้

 

กระแสชาตินิยม นอกจากบางพรรคได้ประโยชน์แล้ว กองทัพได้อะไรบ้างจากความนิยมที่เพิ่มขึ้น นอกจากงบประมาณและคำชื่นชมที่มากขึ้น มีอย่างอื่นอีกไหม ยังเป็นข้อสงสัย

 
  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising