×

บทบรรณาธิการ: ประเทศไทยยังไม่ผ่านจุดต่ำสุด แค่ ‘ซื้อเวลา’ จาก Moody’s

22.04.2026
  • LOADING...
ภาพนาฬิกาทรายบนทางแตกร้าว มุ่งสู่เส้นขอบฟ้าประเทศไทย สื่อถึง Moody’s ให้เวลาไทย แต่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน

การที่ Moody’s ปรับ Outlook แนวโน้มเครดิตของไทยจาก Negative (เชิงลบ) เป็น Stable (มีเสถียรภาพ) อาจถูกมองว่าเป็นข่าวดี แต่เมื่อพิจารณาอย่างรอบด้าน นี่ไม่ได้สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยแข็งแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หากแต่สะท้อนเพียงว่า ‘เรายังไม่แย่ลงไปกว่านี้’

 

สิ่งที่ประเทศไทยได้รับในรอบนี้จึงไม่ใช่ความเชื่อมั่นเต็มรูปแบบ แต่คือ ‘เวลา’

 

เวลาที่ตลาดการเงินยังยอมให้เราหายใจต่อ ก่อนจะต้องพิสูจน์ว่าทิศทางที่กำลังดำเนินอยู่นั้นสามารถพาเศรษฐกิจไปข้างหน้าได้จริงหรือไม่

 

Moody’s ไม่ได้พูดถึง Growth Story (เรื่องราวการเติบโต) ใหม่ของไทย หากแต่เน้นไปที่ความเสี่ยงที่ ‘ลดลง’ มากกว่า ทั้งเสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้น ความต่อเนื่องของนโยบาย การลงทุนที่เริ่มกลับมา และฐานะการคลังที่ยังพอรับแรงกระแทกได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณบวก แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับโลกเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพราะตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับประเทศที่ ‘ทรงตัว’ หากให้รางวัลกับประเทศที่ ‘ดีขึ้น’

 

และนี่คือจุดที่ประเทศไทยยังไปไม่ถึง

 

ปัญหาของไทยในวันนี้ไม่ใช่วิกฤตใหญ่แบบปี 2540 แต่เป็นการค่อยๆ เสื่อมลง หรือที่สื่อต่างชาติบางรายขนานนามว่าเป็น ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’

 

เศรษฐกิจไทยเติบโตช้ากว่าคู่แข่ง การลงทุนไม่เพียงพอ ผลิตภาพไม่เพิ่มขึ้น และยังคงติดอยู่กับโครงสร้างเดิม ขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้ง AI การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ห่วงโซ่อุปทานใหม่ และบริการทักษะสูง ประเทศที่ไม่ปรับตัวจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดิม แต่จะค่อยๆ หลุดออกจากการแข่งขัน

 

ในช่วงที่ผ่านมา การถกเถียงเชิงนโยบายมักเน้นไปที่ ‘เครื่องมือ’ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.ก.กู้เงิน หรือ Debt Ceiling (เพดานหนี้) ขณะที่คำถามเรื่อง ‘ทิศทาง’ ยังถูกพูดถึงไม่มากพอ

 

ประเด็นจึงไม่ใช่เพียงว่าควรกู้หรือไม่ควรกู้ เพราะในบริบทโลกปัจจุบันทุกประเทศต่างต้องใช้ Fiscal Policy (นโยบายการคลัง) เข้ามาช่วย แต่คำถามสำคัญคือ ‘กู้ไปทำอะไร’

 

หากกู้เพื่อพยุงระยะสั้น กระตุ้นกำลังซื้อแบบ Short-Term Stimulus ผลลัพธ์อาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แต่หากกู้เพื่อ Transform (เปลี่ยนโครงสร้าง) เช่น ลงทุนในพลังงานใหม่ ยกระดับทักษะแรงงาน หรือสร้างอุตสาหกรรมใหม่ นั่นคือการใช้ทรัพยากรเพื่อสร้างอนาคต

 

ความแตกต่างระหว่างสองแนวทางนี้คือความแตกต่างระหว่าง ‘การอยู่รอด’ กับ ‘การไปต่อ’

 

นโยบายอย่างคนละครึ่ง พลัส อาจช่วยเรื่องกำลังซื้อได้ในระยะสั้น แต่ในมิติระยะยาวยังไม่สามารถยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ ขณะที่นโยบายอย่างรถเก่าแลกรถใหม่ หากออกแบบอย่างมีประสิทธิภาพ จะทำหน้าที่เป็นนโยบายอุตสาหกรรมที่ช่วยผลักดัน EV และ Ecosystem ใหม่ของประเทศ ซึ่งเป็นทิศทางที่ควรได้รับความสำคัญมากขึ้น

 

อีกประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการคลัง แผน MTFF (Medium-Term Fiscal Framework: กรอบการคลังระยะปานกลาง) กำลังส่งสัญญาณชัดว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มรายได้ภาครัฐ และ VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) จะกลับมาเป็นประเด็น แม้จะเป็นเรื่องยากในทางการเมือง แต่หากไม่สามารถสร้างฐานรายได้รัฐให้เพียงพอ การลงทุนเพื่ออนาคตจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่ ‘หัวใจ’ ของปัญหา

 

หัวใจสำคัญอยู่ที่ Structural Reform (การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง) ซึ่งเป็นตัวแปรชี้ขาดว่าประเทศไทยจะสามารถก้าวต่อไปได้หรือไม่ โดยเฉพาะในมิติของ ‘เจตจำนงทางการเมือง’

 

การปฏิรูปที่แท้จริงไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือการกู้เงิน แต่คือการปรับ ‘กติกา’ ของประเทศ

 

กติกาที่ซ้ำซ้อน

 

กติกาที่ทำให้ต้นทุนธุรกิจสูงโดยไม่จำเป็น

 

กติกาที่เปิดช่องให้เกิดคอร์รัปชัน

 

และกติกาที่ทำให้เศรษฐกิจกระจุกตัว

 

หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ได้ ต่อให้มีเงินหรือมีนโยบายที่ดีเพียงใด ก็ยังมีแนวโน้มจะติดอยู่ในข้อจำกัดเดิม

 

ในขณะเดียวกัน ประเด็นการกระจายรายได้และการเพิ่มผลิตภาพอย่างทั่วถึงก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะเศรษฐกิจที่ GDP เติบโต แต่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง ย่อมไม่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการเมือง

 

สิ่งที่น่าสังเกตคือ Moody’s ไม่ได้กังวลเรื่องระดับหนี้ของไทยมากนัก แต่ให้ความสำคัญกับศักยภาพการเติบโตมากกว่า หากเศรษฐกิจสามารถเติบโตได้ หนี้ในระดับปัจจุบันยังสามารถบริหารจัดการได้ แต่หากการเติบโตอ่อนแอ แม้ระดับหนี้จะไม่สูงมาก ก็อาจกลายเป็นความเสี่ยงได้ในที่สุด

 

ภาพรวมจึงชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยอาจยังไม่อยู่ในภาวะวิกฤตขั้นรุนแรง แต่ก็ยังไม่ใช่การฟื้นตัวอย่างแท้จริง หากยังอยู่ในช่วง Transition การเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นจุดที่ประเทศสามารถเลือกได้ว่าจะปรับตัวหรือยึดติดกับรูปแบบเดิม

 

Moody’s ให้เวลาเรา แต่ไม่ได้ให้คำตอบ

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้เท่าไร แต่คือประเทศไทยจะใช้เวลานี้อย่างไร และจะกล้าพอไหมที่จะมีเจตจำนงทางการเมืองเปลี่ยนกติกาที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอย่างแท้จริง

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising