แม้ตรุษจีน 2569 เงินสะพัด 5.4 หมื่นล้านบาท สูงสุดรอบ 6 ปี โต 5% จากแรงหนุนบรรยากาศเลือกตั้ง แต่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะ ‘ประคองตัว’ ต้องลุ้นไตรมาส 2 หลังนโยบายชัดจากการจัดตั้งรัฐบาล นักวิชาการแนะอัดฉีดเศรษฐกิจ คู่รักษาวินัยการคลัง พร้อมฝากโจทย์ใหญ่เร่งด่วน 4 ข้อ เพื่อกู้ภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นนักลงทุน หลังดัชนี CSI ไทยถดถอย
วันที่ 11 ก.พ. 2569 ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า เทศกาลตรุษจีนปีนี้ 2569 คาดว่าตรุษจีนปีนี้จะคึกคักเมื่อเทียบปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจัยหลักเป็นผลพวงมาจากบรรยากาศของการเลือกตั้ง และจะมีมูลค่าการใช้จ่ายเงินจะอยู่ที่ 54,221.53 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนมากถึง 5% มูลค่าสูงสุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2564 แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น
รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/
ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยขณะนี้ ยังอยู่ในช่วง ‘ประคองตัว’ จากภาคการท่องเที่ยวที่แม้ฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ยังไม่เพียงพอจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
ธนวรรธน์ ระบุอีกว่า อีกปัจจัยสำคัญ คือ ข้อจำกัดของรัฐบาลรักษาการ ซึ่งไม่สามารถเดินหน้าโครงการใหม่หรืออัดฉีดงบลงทุนขนาดใหญ่ได้เต็มที่ ทำให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินก็ยังเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจเปราะบาง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
- ภาคธุรกิจวิเคราะห์เกมเลือกตั้ง 2569 ภูมิใจไทย ‘หักปากกาเซียน’
- จากเสือเศรษฐกิจ ไทยกลายเป็น ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’ เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?
- ไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? วิกฤตขีดความสามารถในการแข่งขัน เมื่อบุญเก่าหมด คนเก่งสมองไหล การเมืองไร้เสถียรภาพ
- ชวนวิเคราะห์ เหตุใดสินค้าจีนทะลัก ส่งออกเริ่มหมดแรง แบกเศรษฐกิจไทยไม่ไหว แม้แต่ ‘ข้าวไทย’ ยังเสี่ยงพ่ายแพ้ให้กับคู่แข่งเวียดนามและอินเดีย
“สิ่งสำคัญเมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารงาน ควรเร่งมาตรการกระตุ้นจับจ่ายในประเทศ ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ เพื่อรองรับภาระงบประมาณในอนาคต ซึ่งเศรษฐกิจวันนี้ ไม่ได้ขาดความหวัง แต่กำลังรอความชัดเจนนโยบายจากรัฐบาลชุดใหม่”
ชี้ข้อสงสัยเลือกตั้งเป็นเรื่องปกติ ย้ำพิสูจน์ได้ตามกติกา ‘ไม่กระทบเสถียรภาพรัฐบาล’
สำหรับกระแสข้อสงสัยเกี่ยวกับการนับคะแนนเลือกตั้ง ที่มีการเรียกร้องในหลายเขต ธนวรรธน์ กล่าวว่า “การตั้งข้อสังเกตหรือการแสดงความไม่มั่นใจ ต่อกระบวนการเลือกตั้งถือเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย โดยสิ่งสำคัญอยู่ที่การตรวจสอบว่าข้อสงสัยนั้นมีมูลหรือไม่ และสามารถพิสูจน์ได้ตามกระบวนการทางกฎหมาย”
โดยในหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา ก็เคยมีกรณีร้องเรียนเรื่องการเลือกตั้ง
“ดังนั้น การตั้งคำถามไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ” เขากล่าวเสริม
ปัจจุบันกระบวนการนับคะแนนมีการบันทึกภาพ และถ่ายทอดสดในหลายหน่วยเลือกตั้ง ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ หากมีข้อร้องเรียนก็สามารถดำเนินการตามขั้นตอน เช่น การนับคะแนนใหม่ หรือการไต่สวนตามหลักฐานโดย ‘ไม่จำเป็นต้องเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด’ เว้นแต่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีการทุจริตในวงกว้าง
นอกจากนี้ กฎหมายยังมีบทลงโทษทั้งทางอาญาและความผิดตามมาตรา 157 สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงไม่ใช่ประเด็นที่ไร้กลไกกำกับดูแล
ขณะที่ ประเด็นการจัดตั้งรัฐบาลผสม ประเมินว่า “ยังไม่เห็นสัญญาณ ที่บ่งชี้ว่าจะเกิดภาวะสุญญากาศทางการเมือง หรือความล่าช้าเกินปกติ”
โดยแม้จะมีกรณีใบเหลืองใบแดง หรือคำร้องเรียนต่างๆ แต่ตามประวัติที่ผ่านมา กระบวนการเหล่านี้สามารถดำเนินควบคู่กับการจัดตั้งรัฐบาลได้
ควันหลงเลือกตั้ง ชี้ตลาดทุนตอบรับความชัดเจนทางการเมือง
ทั้งนี้ ตลาดทุนมักตอบสนองต่อความชัดเจน และความคาดการณ์ได้ของนโยบายรัฐบาล หากรัฐบาลมีเสียงสนับสนุนที่มั่นคงและสามารถดำเนินนโยบายต่อเนื่องอย่างน้อย 1-2 ปี จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ต่อคำถามเรื่องนโยบายประชานิยมกับการจัดตั้งรัฐบาลผสม มองว่า “สิ่งที่ต้องจับตาคือความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐมากกว่าการใช้จ่ายเพียงด้านเดียว หากเศรษฐกิจเติบโตต่ำและการจัดเก็บภาษียังไม่ถึงเป้า อาจกระทบเสถียรภาพการคลังได้”
ดังนั้น รัฐบาลควรมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบภาษี มากกว่าการแจกเงินระยะสั้น พร้อมย้ำว่า ไทยมีกรอบวินัยการคลังที่ค่อนข้างเข้มแข็ง โดยงบประมาณขาดดุลอยู่ในระดับบริหารจัดการได้
ถอดโมเดลเกาหลีใต้-มาเลเซีย ปราคอร์รัปชัน หลังไทยสอบตก CPI
ธนวรรธน์ ระบุอีกว่า นาทีนี้รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญกับการ ‘ปราบคอร์รัปชัน’ ทุนเทา สแกมอย่างจริงจัง หลังจากที่ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ รายงานดัชนีการรับรู้การทุจริต ปี 2025 หรือ CPI โดยประเทศไทยมีคะแนน 33/100 คะแนน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาค อยู่ในอันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก นับเป็นอันดับต่ำสุดในรอบ 14 ปีในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
“สะท้อนภาพลักษณ์และ บ่งชี้ว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การทุจริตที่อยู่ในระดับสูงยังคงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและฉุดรั้งเศรษฐกิจ”
ดังนั้น รัฐบาลใหม่ทำเร่งด่วน 4 แนวทางเพื่อกู้คืนภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ
1. บังคับใช้กฎหมายอย่างทันท่วงที ปัญหาหลักของไทยไม่ใช่การขาดแคลนกฎหมาย แต่คือ ‘วิธีบังคับใช้กฎหมาย’ รัฐบาลต้องสั่งการให้หัวหน้าหน่วยงานเร่งรัดกระบวนการตัดสินคดีทุจริต ไม่ปล่อยให้คดีหมดอายุความ และต้องมีความโปร่งใสในทุกขั้นตอน
2. นำระบบ ITA มาใช้เต็มรูปแบบ โดยศึกษาบทเรียนโมเดลความสำเร็จจากเกาหลีใต้ ซึ่งใช้ดัชนี ITA (Integrity and Transparency Assessment) ประเมินหน่วยงานรัฐ หากหน่วยงานใดคะแนนต่ำ หัวหน้าหน่วยงานต้องถูกลงโทษหรือนำมาอบรมเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
3. สร้างบรรทัดฐานทางสังคม สนับสนุนให้มีการแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกเมื่อมีข้อครหาทุจริต เช่นเดียวกับมาตรฐานในประเทศอังกฤษหรือเกาหลีใต้ เพื่อสร้างระบบคุณธรรมในวงราชการและการเมือง
4. ประกาศวาระแห่งชาติขจัดคอร์รัปชันและสแกมเมอร์ รัฐบาลต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ เพื่อสร้างความมั่นใจในระยะยาวว่าประเทศเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ (Safe Zone) สำหรับการลงทุนและการท่องเที่ยว
ทั้งนี้ ประชาชนและผู้ประกอบการกว่า 20% ต่างคาดหวังให้รัฐบาลใหม่ปฏิรูปกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการขยายตัว ของเศรษฐกิจไทยให้พ้นจาก GDP ที่โตต่ำ 1-2%
หวั่นไทยหลุดสมาชิก OECD
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และเครือข่าย ‘กกร และเพื่อน ไม่ทน’ ก็ออกแถลงการณ์ว่า ผลการจัดอันดับนี้จะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป้าหมายระยะยาวของประเทศไทยในการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ซึ่งให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และหลักนิติธรรม
“‘กกร. และเครือข่าย ‘เพื่อน ไม่ทน’ ขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนตระหนักว่า ปัญหาคอร์รัปชันไม่ใช่เพียงประเด็นทางศีลธรรม แต่เป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากไม่เร่งดำเนินการอย่างจริงจัง ไทยอาจสูญเสียโอกาสด้านการลงทุน ยกระดับมาตรฐานสากล และการก้าวเข้าสู่ OECD ในอนาคต”
ต่อคำถามที่ว่า มองเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจรัฐบาลผสม ที่เหมาะสม ควรเป็นอย่างไร
“ในเชิงนโยบายเศรษฐกิจ ควรประสานงานระหว่างกระทรวงเศรษฐกิจหลัก เช่น การคลัง พาณิชย์ เกษตร และอุตสาหกรรม ควรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ลดการขายวัตถุดิบขั้นต้น และผลักดันการแปรรูปเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร หากกระทรวงเศรษฐกิจทำงานสอดประสานกันได้ จะช่วยยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ซึ่งกระทรวงเกษตรฯมีแรงงานอยู่เยอะ หากแก้หนี้ ยกระดับรายได้ ก็จะเป็นกำลังสำคัญ” ธนวรรธน์ กล่าว
ภาพ: Westend61 / Getty images
เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/


