จากกรณีที่กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อเรียกร้องให้มีการพิจารณายับยั้งการพักการลงโทษของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่ากระบวนการดังกล่าวมีการอ้างอิงข้อกฎหมายที่ผิดพลาดและบิดเบือนคำสั่งของศาลฎีกาฯ นั้น
วันนี้ (9 พฤษภาคม) กรมราชทัณฑ์ ได้ออกเอกสารชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจต่อสังคมและตอบข้อสงสัยในประเด็นดังกล่าว โดยระบุถึงข้อกล่าวอ้างที่ว่าทักษิณอยู่ในขบวนการบังคับโทษโดยมิชอบ หรือมีลักษณะเป็นผู้กระทำผิดวินัยระหว่างต้องขังนั้น กรมราชทัณฑ์ขอชี้แจงว่า การพิจารณาคุณสมบัติเพื่ออนุมัติการพักการลงโทษ จำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และสถานะทางคดีตามที่ปรากฏอย่างเป็นทางการในคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล รวมไปถึงข้อมูลทางราชทัณฑ์
ปัจจุบัน ยังไม่มีการปรากฏคำพิพากษาถึงที่สุดหรือคำสั่งใดที่วินิจฉัยว่า ทักษิณได้กระทำผิดวินัยหรือกระทำความผิดทางอาญาระหว่างถูกควบคุมตัว ซึ่งจะเป็นลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการพักการลงโทษ
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบมติที่ประชุมของคณะทำงานเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษประจำเรือนจำ ตลอดจนเอกสารประกอบการพิจารณา ไม่พบข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำผิดวินัยแต่อย่างใด คณะอนุกรรมการฯ จึงได้พิจารณาแล้วว่า ทักษิณมีคุณสมบัติครบถ้วนตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564
ส่วนกรณีที่ผู้ร้องได้อ้างอิงถึงข้อกำหนดที่ว่าผู้ผิดวินัยจะไม่ได้รับการพักโทษตามลักษณะต้องห้ามในการนำตัวออกไปกักขังนอกเรือนจำ ตามประกาศกรมราชทัณฑ์ ข้อ 3 (2) (ข) และ (ค)”นั้น กรมราชทัณฑ์ได้อธิบายเพิ่มเติมเพื่อความกระจ่างว่า ประกาศฉบับดังกล่าวคือ ประกาศกรมราชทัณฑ์ เรื่อง กำหนดคุณสมบัติเฉพาะ ลักษณะต้องห้าม และวิธีการคุมขังในสถานที่คุมขังตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ. 2566 และ พ.ศ. 2568
ซึ่งกฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้สำหรับการพิจารณา สถานที่คุมขัง ไม่ได้เป็นข้อกฎหมายที่นำมาใช้ประกอบการพิจารณาการพักการลงโทษแต่อย่างใด
ในตอนท้าย กรมราชทัณฑ์ ได้กล่าวยืนยันว่า กระบวนการพิจารณาพักการลงโทษในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์หรือมอบสิทธิพิเศษแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นการเฉพาะ แต่เป็นการดำเนินงานภายใต้มาตรฐานและบรรทัดฐานเดียวกันกับผู้ต้องขังทั่วประเทศ โดยยึดถือพยานหลักฐานตามข้อเท็จจริงและปฏิบัติตามตัวบทกฎหมายอย่างเคร่งครัด โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้


