วานนี้ (18 สิงหาคม ) สุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงกรณีการปล่อยตัว เล่าต๋า แสนลี่ อดีตราชายาเสพติด ซึ่งได้รับการลดโทษจากคำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต เหลือเพียงประมาณ 8 ปี 3 เดือน และรวมเวลาที่ถูกคุมขังจริงเพียง 9 ปี 10 เดือน โดยระบุว่า กรณีดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและช่องโหว่ทางกฎหมายในการบริหารโทษและหลักเกณฑ์การลดโทษของไทยอย่างชัดเจน
สุรเดช ตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมามีนักโทษเด็ดขาดจำนวนมากที่ถูกศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตหรือหลายสิบปี แต่กลับรับโทษจริงเพียงไม่กี่ปีก็ได้รับการปล่อยตัว และมักปรากฏข้อเท็จจริงว่า บุคคลที่ได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนดเหล่านั้นมักเป็นผู้มีอิทธิพล มีชื่อเสียง มีฐานะ หรือเคยเป็นนักการเมือง ทำให้สังคมเกิดความกังขามาโดยตลอดว่า มีการใช้ช่องว่างทางกฎหมาย เช่น เรื่องอายุ สุขภาพ และพฤติกรรมในเรือนจำ เข้ามาเอื้อประโยชน์เพื่อรับสิทธิ์ลดโทษหรือไม่ ซึ่งกระบวนการกลั่นกรองที่ไม่รอบคอบนี้ เคยนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่ผู้พ้นโทษออกมากระทำผิดซ้ำ ดังเช่นคดีฆาตกรรม 5 ศพที่จังหวัดชลบุรีเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเองก็ยอมรับว่ามีความผิดพลาดเกิดขึ้น
สำหรับกรณีของ เล่าต๋า แสนลี่ สุรเดช ชี้ให้เห็นว่า การนำเกณฑ์นักโทษชั้นเยี่ยมมาประกอบกับสิทธิ์ลดโทษพิเศษซ้ำหลายรอบในฐานะผู้ต้องขังสูงอายุเกิน 70 ปีนั้น ไม่ต่างจากการเปิดช่องให้นักโทษคดียาเสพติดร้ายแรงได้รับการลดโทษรวดเร็วกว่าคดีทั่วไป สะท้อนให้เห็นว่า กรมราชทัณฑ์ยังขาดกรอบการจำแนกประเภทเกณฑ์อภัยโทษระหว่าง ‘คดีอุกฉกรรจ์’ และ ‘คดีปกติ’ ซึ่งหากปล่อยไว้ อาจทำให้ความพยายามในการปราบปรามยาเสพติดของรัฐต้องสูญเปล่า
นอกจากนี้ สุรเดช ยังตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในขั้นตอนการพิจารณา โดยเรียกร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้ามาตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้มีอำนาจและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณาลดโทษ เนื่องจากเครือข่ายยาเสพติดมีเม็ดเงินมหาศาล และการเลื่อนชั้นเป็นนักโทษชั้นดีเยี่ยมอย่างต่อเนื่องในคดีที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศเช่นนี้ ทำให้สังคมอดสงสัยไม่ได้ว่ามีผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่
สุรเดช กล่าวว่า ได้แนะ 3 แนวทางปฏิรูประบบบริหารโทษ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอย และเสนอให้รัฐบาลปฏิรูปเกณฑ์การอภัยโทษและการบริหารโทษทั้งระบบเป็นการด่วน โดยมีข้อเสนอแนะ
- กำหนดเงื่อนไขขั้นต่ำที่เข้มงวด: ยกเว้นหรือตั้งเกณฑ์พิเศษสำหรับคดียาเสพติดร้ายแรง คดีผู้มีอิทธิพล และคดีอุกฉกรรจ์ ไม่ให้ได้รับการลดโทษจนเหลือระยะเวลารับโทษจริงที่สั้นเกินไป
- ปรับปรุงระบบจัดชั้นนักโทษ: ต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับพฤติการณ์ความรุนแรงของการกระทำความผิดในอดีตควบคู่ไปด้วย ไม่ใช่พิจารณาเพียงแค่ความประพฤติและวินัยขณะอยู่ในเรือนจำเท่านั้น
- สร้างกลไกตรวจสอบถ่วงดุล: ควรมีกลไกตรวจสอบร่วมกันระหว่าง อัยการ ศาล และกรมราชทัณฑ์ ในการพิจารณาลดโทษ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสร้างความเท่าเทียมในกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง


