สอน. ลุยของบกลาง 7,081 ล้านบาท หนุนชาวไร่อ้อยตัดสดตันละ 69 บาท จ่อหารือเงินเพิ่มอีก 51 บาท ลุ้นราคาน้ำตาลดี หนุนอ้อยขั้นต้น 69/70 สูงกว่าปีก่อนที่ 890 บาทต่อตัน พร้อมเร่งปรับมาตรฐานโรงงานน้ำตาลไทยรับกฎเหล็ก EU ฮาลาลใหม่อินโดนีเซีย จ่อบังคับใช้ มี.ค. 70
ใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยหลังจัดกิจกรรมลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ครั้งที่ 1 เตรียมความพร้อมเกษตรกรและโรงงานน้ำตาลก่อนเปิดหีบปีการผลิต 2569/2570 ที่ จ.นครสวรรค์ ว่าขณะนี้ อยู่ระหว่างเตรียมเสนอของบกลางรัฐบาล วงเงินประมาณ 7,081 ล้านบาท
เพื่อเป็นเงินสนับสนุนตัดอ้อยสดฤดูการผลิต 2568/2569 คาดว่าจะสนับสนุนได้ในอัตรา 69 บาทต่อตัน ส่วนเงินเพิ่มอีก 51 บาทต่อตัน จะนำหารือคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เพื่อพิจารณาแหล่งเงินและแนวทางดำเนินการต่อไป
ทั้งนี้ สำหรับแนวโน้มราคาและตลาดน้ำตาล โดยสถานการณ์การส่งออกน้ำตาลจากฝั่งยุโรปและบราซิลในปีนี้ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา แต่ราคาน้ำตาลในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจน ใกล้แตะระดับ 20 เซนต์ต่อปอนด์ (จากปีที่แล้วอยู่ที่ 13-16 เซนต์ต่อปอนด์)
รวมถึงทั้งการใช้เอทานอลและราคาของกากน้ำตาลที่มีแนวโน้มดีขึ้น ส่งผลดีต่อปัจจัยการคำนวณราคาอ้อยที่คาดว่าราคาอ้อยขั้นต้นของเกษตรกรในปีนี้จพสูงกว่าปีที่แล้ว ที่เคยได้รับอยู่ที่ 890 บาทต่อตัน

ใบน้อย กล่าวว่าในส่วนของนโยบายสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรมยังคงยืนยันเดินหน้านโยบายลดการเผาอ้อยอย่างเข้มงวด โดยผลการดำเนินงานล่าสุดพบว่า สถิติการเผาอ้อยลดลงเหลือเพียง 3.8% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 10–15% อย่างมาก ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าอ้อยไทยไม่ใช่ จำเลยสังคมในเรื่องฝุ่น PM 2.5 อีกต่อไป
พร้อมตั้งเป้าหมายควบคุมสถิติในช่วง 7 วันอันตราย ของฤดูกาลหีบอ้อย โดยต้องรักษาระดับเปอร์เซ็นต์การเผาอ้อยทั้งรายวันและยอดรวมให้อยู่ในระดับต่ำไม่เกินกว่าปีที่ผ่านมา เพื่อรักษามาตรฐานอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทย โดยตั้งเป้าคุมอ้อยเผาตลอดฤดูไม่เกิน 5% ของอ้อยเข้าหีบทั่วประเทศ
“การไม่เผาอ้อยไม่ใช่เพียงเรื่องของการลดฝุ่น PM2.5 แต่ยังเกี่ยวข้องกับอนาคตของการส่งออกน้ำตาลไทย เพราะตลาดต่างประเทศให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หากประเทศไทยไม่สามารถปรับตัวได้ อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว” ใบน้อย กล่าว
นอกจากนี้ สอน.อยู่ระหว่างปรับปรุงระเบียบที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพอ้อยตามขั้นตอนทางกฎหมาย เพื่อยกระดับคุณภาพวัตถุดิบและเพิ่มผลผลิตน้ำตาล
โดยในการจัดกิจกรรมลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ครั้งที่ 1 ได้เชิญผู้แทนจากสหภาพยุโรป (EU) และองค์กรศาสนาอิสลามแห่งประเทศไทย มาร่วมให้ความรู้และชี้แจงเกี่ยวกับมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) และมาตรฐานฮาลาลรูปแบบใหม่ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเตรียมความพร้อมล่วงหน้า
“โดยเฉพาะมาตรฐานฮาลาลใหม่ที่ประเทศอินโดนีเซียเตรียมประกาศใช้บังคับในเดือน มี.ค. 2570 ซึ่งสัดส่วนส่งออกไทยไปอินโดฯสูง โดยปัจจุบันโรงงานน้ำตาลในประเทศไทยทั้ง 58 แห่ง ได้มีการเตรียมความพร้อมและรับรู้มาตรการดังกล่าวล่วงหน้าแล้ว เพื่อให้การส่งออกน้ำตาลไทยสามารถขยายตัวและเป็นไปตามมาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน”
สำหรับฤดูการผลิต 2569/2570 คณะกรรมการอ้อยจัดสรรประมาณการอ้อยเข้าหีบไว้ที่ 97.02 ล้านตัน ลดลงจากฤดูก่อนหน้า
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยมีพื้นที่ปลูกประมาณ 10 ล้านไร่ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมอุตสาหกรรมต่อเนื่องกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี ฤดูการผลิต 2568/2569 มีอ้อยเข้าหีบ 105.86 ล้านตัน ผลิตน้ำตาลได้มากกว่า 12 ล้านตัน และส่งออกประมาณ 80% ของผลผลิตทั้งหมด ทำให้รายได้อุตสาหกรรมเชื่อมโยงกับราคาน้ำตาลโลกและอัตราแลกเปลี่ยน

หนุนสร้างแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Financing) เพิ่มโอกาสแข่งขัน รับกติกาใหม่
สาโรช ศรีใส ผู้จัดการโครงการ คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวในเวทีเสวนาเรื่องกติกาสิ่งแวดล้อม EU และมาตรฐานฮาลาลว่า มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมีบทบาทต่อการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น
โดยมี 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ CBAM มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน, EUDR กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า และ CSDDD ข้อกำหนดความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทาน
“แม้อ้อยและน้ำตาลทรายยังไม่อยู่ในกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก CBAM และ EUDR แต่ผู้ประกอบการควรเตรียมรับผลกระทบทางอ้อม ทั้งต้นทุนพลังงานและปัจจัยการผลิต การตรวจสอบย้อนกลับแหล่งวัตถุดิบ ตลอดจนข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงาน”
ทั้งนี้ แนวทางปรับตัวคือหลัก 3 ส. ได้แก่ สถิติ สะอาด และสร้างความร่วมมือ โดยจัดเก็บข้อมูลการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นระบบ ลดการเผาและปรับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
พร้อมสร้างเครือข่ายเข้าถึงเทคโนโลยีและแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Financing) เพื่อเพิ่มโอกาสแข่งขันในตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน”นายสาโรช กล่าว
ด้าน อุสมาน งามสมชาติ ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า การรับรองฮาลาลไม่ได้พิจารณาเฉพาะวัตถุดิบ แต่ครอบคลุมความสะอาด กระบวนการผลิต การควบคุมสิ่งปนเปื้อน รวมถึงสารเคมี เอนไซม์ และสารช่วยในกระบวนการผลิต
“ผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกไปยังอินโดนีเซีย ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต้องศึกษาข้อกำหนดการรับรองของแต่ละประเทศ พร้อมเตรียมบุคลากรและระบบควบคุมคุณภาพให้สอดคล้องกับตลาดปลายทาง” อุสมาน กล่าว

