ทีมกู้ภัยไทยและ สปป.ลาว พร้อมด้วยทีมนักประดาน้ำถ้ำทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เคยปฏิบัติภารกิจถ้ำหลวง เร่งทำงานแข่งกับเวลาเพื่อช่วยชีวิตชาวลาว 7 คน ที่ประสบเหตุติดอยู่ภายในถ้ำเหมือง ในเมืองล่องแจ้ง แขวงไชยสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา
โดยข้อมูลจากคลิปวิดีโอที่มีการเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังบริษัททุนจีน ว่าจ้างชาวบ้านประมาณ 10 คน เข้าไปสำรวจพื้นที่หาแร่ทองคำภายในถ้ำ แต่เกิดฝนตกหนักและน้ำป่าไหลเข้าท่วม ซึ่งคนงาน 3 คน หนีออกมาได้ทัน แต่อีก 7 คน ยังติดอยู่ภายในถ้ำ
ทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัยและอาสาสมัครของไทยจากหลายหน่วยงาน รวม 26 คน ได้รับหนังสือประสานงานขอความช่วยเหลือจากทางการ สปป.ลาว เพื่อเข้าร่วมภารกิจค้นหาและช่วยเหลือครั้งนี้
ขณะที่การช่วยเหลือเป็นไปอย่างลำบากท่ามกลางสภาพอากาศเลวร้าย โดยมีฝนตกซ้ำ ทำให้น้ำไหลกลับเข้าถ้ำเพิ่ม อีกทั้งสภาพพื้นที่ภายในถ้ำมีหลายจุดที่ค่อนข้างแคบ ซึ่งจุดที่กว้างที่สุดมีขนาดเพียง 50 เซนติเมตร และมีโถงถ้ำบางจุดที่น้ำท่วมมิดเพดาน โดยเจ้าหน้าที่ต้องขนอุปกรณ์เครื่องสูบน้ำ ถังอากาศ สายไฟ ผ่านทางแคบทีละชิ้น
อย่างไรก็ตาม ทางด้านลาวโทรคมได้ให้การสนับสนุนอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยส่งเจ้าหน้าที่ลากสายสัญญาณขึ้นภูเขามายังบริเวณหน้าถ้ำ ก่อนที่ทีมกู้ภัยจะทำการติดตั้งระบบสัญญาณอินเทอร์เน็ต โดยวางสาย LAN เข้าไปภายในถ้ำ เพื่อใช้ส่งภาพและวิดีโอจากจุดปฏิบัติงาน ช่วยให้การประสานงานของทีมกู้ภัยเป็นไปแบบเรียลไทม์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งนี้ ปฏิบัติการช่วยเหลือเมื่อคืนที่ผ่านมา (26 พฤษภาคม) พบว่ามีฝนตกหนักทำให้น้ำไหลกลับเข้าพื้นที่ปฏิบัติการภายในถ้ำอีกครั้ง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งถอนกำลังออกจากถ้ำ และหยุดปฏิบัติการชั่วคราวในเวลา 23.40 น. ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติการอีกครั้งช่วงเช้าวันนี้ (27 พฤษภาคม)
โดยความคืบหน้าล่าสุด พบว่าทีมกู้ภัยน่าจะอยู่ห่างจากตำแหน่งที่คาดว่า ผู้ประสบภัยติดอยู่อีกเพียงประมาณ 11–15 เมตร แต่ยังไม่มีการยืนยันสัญญาณชีพ โดยเจ้าหน้าที่ประเมินว่า น่าจะใกล้ถึงแล้ว และพยายามที่จะรักษาระยะเพื่อให้มีความปลอดภัยมากที่สุด ซึ่งก่อนหน้านี้ทีมนักประดาน้ำถ้ำ ยังได้ลองดำน้ำผ่านช่องในส่วนที่แคบที่สุดโดยเข้าไปได้ราว 5 เมตร แต่ต้องถอยออกมาเนื่องจากไม่มีออกซิเจนเพียงพอ
ส่วนแผนปฏิบัติการต่อไปของทีมกู้ภัย คือการทำแผนที่ 3 มิติ และโรยตัวจากยอดเขา เพื่อหาปล่องที่ตรงกับโถงด้านในถ้ำและหาจุดน้ำไหลเข้าที่อยู่สูงกว่าปากถ้ำเพื่อเบี่ยงทางน้ำออกและลดระดับน้ำภายในถ้ำ รวมถึงใช้โพรงอากาศใกล้ปากถ้ำประมาณ 5 จุด เพื่อลองหย่อนอาหาร น้ำ ไฟ และอุปกรณ์สื่อสารลงไปหากโครงสร้างมีความแข็งแรงพอ
ทั้งนี้ ศรสวรรค์ อุทธาเครือ วิศวกรธรณีและนักธรณีวิทยาให้ความเห็นหลังวิเคราะห์ข้อมูลจากแผนที่ตัดขวาง ภาพถ่ายและข้อมูลภาคสนามพบว่า ลักษณะของถ้ำเหมืองของ สปป.ลาวแห่งนี้ มีความแตกต่างจากถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ในจังหวัดเชียงรายของไทย โดยเป็นชั้นหินที่ค่อนข้างเปราะบาง ระบายน้ำยาก และน้ำสะสมภายในถ้ำได้ง่ายอีกทั้งยังมีความเสี่ยงต่อการพังถล่มได้มากกว่าถ้ำหลวง โดยเฉพาะหากมีฝนตกหนักช่วงไม่กี่วันข้างหน้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ประสบภัยและทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัย












