×

สถิติหุ้นไอพีโอไทยปีนี้ เข้าเทรดแล้ว 5 บริษัท ตลท. คาดทั้งปีไม่เกิน 10 บริษัท นักวิเคราะห์มองบวก ช่วยลดปัญหาหุ้นซอมบี้ เข้าตลาดเพื่อ exit

22.10.2026
ภาพประกอบกระดานซื้อขายและกราฟการลงทุนในตลาดหุ้นไทย

หุ้นไอพีโอไทยปีนี้เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว 5 บริษัท และมีบริษัทที่ได้รับการอนุมัติไฟลิ่ง รอเข้าจดทะเบียนอีก 3 แห่ง ขณะที่ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ ยอมรับว่าภาพรวมทั้งปีนี้อาจมีหุ้นไอพีโอไม่เกิน 10 บริษัท ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นสิ่งที่ดี ทำให้คุณภาพของหุ้นไอพีโอดีขึ้น

 

สถิติการเสนอขายหุ้นสามัญของบริษัทเอกชนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก หรือ หุ้น IPO ของไทยปีนี้ มีบริษัทที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว 5 บริษัท แบ่งเป็นการจดทะเบียนใน SET 2 บริษัท ได้แก่ บมจ.อุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ (TIPAK) และ บมจ.ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี (UNIX)

 

ส่วนอีก 3 บริษัทจดทะเบียนใน mai ได้แก่ บมจ.ควิก ทรานส์ฟอร์เมชั่น (QUICK) บมจ.ฟร้อนท์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง (FLE) และบมจ.กลุ่มภัทร (PHAT) ขณะที่หลักทรัพย์ที่เตรียมจะไอพีโอที่ได้รับการอนุมัติไฟลิ่งแล้วมี 4 บริษัท

 

สำหรับ 5 ปีที่ผ่านมา (2564 – 2568) มีหุ้นไอพีโอที่เข้าจดทะเบียนในตลาด 41 หลักทรัพย์, 42 หลักทรัพย์, 40 หลักทรัพย์, 32 หลักทรัพย์ และ 18 หลักทรัพย์ ตามลำดับ

 

สรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมของหุ้นไอพีโอในปีนี้ คาดจะมีบริษัทเข้าจดทะเบียนไม่เกิน 10 บริษัท โดยปัจจุบันมีหุ้นไอพีโอเข้าซื้อขายแล้ว 5 บริษัท และเตรียมเข้าซื้อขายเพิ่มอีกประมาณ 1-2 บริษัท

 

อย่างไรก็ตาม ในปี 2570 คาดว่าหุ้นไอพีโอจะกลับมาคึกคักมากขึ้น โดยมีทั้งหุ้นขนาดใหญ่และกองทุนขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าระดับกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งยื่นไฟลิ่งแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมด้านการตลาด โดยบริษัทผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์กำลังทดสอบความสนใจในการลงทุนจากนักลงทุนสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด มองว่า จำนวนหุ้นไอพีโอที่น้อยลงในมุมหนึ่งเป็นสิ่งที่ดี หลังตลาดหลักทรัพย์ปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ให้เข้มงวดมากขึ้น

 

ในอดีต “การไอพีโอเคยเป็นจุดมุ่งหมายของบริษัทร่วมทุนหรือนักล่ากิจการที่มองหาธุรกิจที่กำลังจะเติบโต เข้าไปช่วยจัดการบัญชี ทำการตลาด พร้อมให้เงินทุนที่สามารถแปลงเป็นทุนได้ และช่วยดันเข้าตลาด ที่ผ่านมาตลาดเลยกลายเป็นเป้าหมาย หลังเข้าตลาด หุ้นหลายตัวกลายเป็นบริษัทซอมบี้ มีแต่ซาก ที่ผ่านมาก็เห็นได้ชัดว่าหลายบริษัทเข้ามาเพื่อ exit” ประกิตกล่าว

 

การปรับเปลี่ยนเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำให้บริษัทเข้ามาจดทะเบียนยากขึ้นจริง แต่คุณภาพจะดีขึ้นด้วย ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ต้องการให้เกิดปัญหาเดิมๆ ขึ้นอีก

 

ส่วนประเด็นที่ว่าหลายธุรกิจเลือกมองข้ามการจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย และมองทางเลือกตลาดหุ้นต่างประเทศ ประกิตเชื่อว่า หลังจากนี้ภาพตลาดจะค่อยๆ เป็นสากลมากขึ้น ปัจจุบันผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยดีขึ้น มีหลายโครงการที่น่าสนใจ เช่น JUMP+, BOI to IPO เป็นต้น ขณะที่หน่วยงานต่างๆ ทั้งกระทรวงการคลัง, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือ ตลาดหลัพทรัพย์ฯ ต่างก็เข้มแข็งมากขึ้น

 

“ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ปัญหาต่างๆ ในตลาดหุ้นไทยลดลง แต่โจทย์ใหญ่คือ จะทำอย่างไรให้นักลงทุนยังลงทุนอยู่ในประเทศ เพราะตอนนี้ทางเลือกลงทุนเปิดกว้างมาก” ประกิตกล่าว

 

ส่วนประเด็นเกี่ยวกับ บมจ.ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น (TNCC) ซึ่งไฟลิ่งฉบับเดิมหมดอายุเมื่อครบกำหนด 1 ปี ตามหลักเกณฑ์ ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า ไม่ได้หมายความว่าบริษัทตัดสินใจถอนแผนเสนอขายหุ้น IPO แต่เป็นการสิ้นสุดอายุของเอกสารตามระเบียบ ส่งผลให้รายชื่อบริษัทออกจากระบบการพิจารณา

 

หาก TNCC มีความพร้อมและประสงค์จะกลับมายื่นไฟลิ่งอีกครั้ง สามารถดำเนินการได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องเว้นระยะเวลาหลังจากไฟลิ่งเดิมหมดอายุ

 

ปัจจุบัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังอยู่ระหว่างหารือและชักชวนให้ TNCC กลับมายื่นไฟลิ่งเพื่อเดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม กำหนดเวลาและการตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับความพร้อมของบริษัทเป็นสำคัญ

 

ภาพ: Shutterstock / OMG_Studio


READ MORE




Latest Stories