ในการประชุมวุฒิสภา วาระพิจารณากระทู้ถามวันนี้ (11 พฤษภาคม) โดย น.ต. วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตั้งถามนายกรัฐมนตรี กรณีที่มีคนต่างด้าวครอบครองอาวุธสงคราม โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ตอบ
น.ต. วุฒิพงศ์ระบุว่า ถือว่าโชคดีที่มีอุบัตเหตุเกิดขึ้น ทำให้ตำรวจไปค้นเจออาวุธสงครามหลายประเภท และเป็นอาวุธที่ได้รับการอนุญาตอย่างถูกต้องด้วย ซึ่งตำรวจสันนิษฐานว่าเป็นการพยายามอัตนิวิบาตกรรม แต่ประเทศไทยจะอาศัยโชคช่วยตลอดไม่ได้ จำเป็นต้องมีการควบคุมอาวุธยุทธโทปกรณ์ตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทย
นอกจากนี้ ยังมีตรวจค้นพบระเบิด C4 และเครื่องกระสุนแบบ M16 จำนวนมาก ซึ่งอานุภาพการทำลาย ต่อให้รัฐสภาแห่งนี้ก็ไม่ปลอดภัยแล้ว รัฐบาลจึงควรหาวิธีควบคุมกำกับดูแลอาวุธต่างๆ ทั้งในส่วนของมหาดไทยและกลาโหม โดยเรื่องนี้มีความพัวพันกับกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะบุคคลดังกล่าวมีบัตรต่างด้าว และบัตรประจำตัวประชาชนไทยด้วย
น.ต. วุฒิพงศ์ยังยกข้อมูลว่า ประเทศไทยมีอาวุธปืนประจำกายจำนวนมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 10 กว่าล้านกระบอก เท่ากับคนไทยจำนวน 1 ใน 6 มีอาวุธ หากมี 10 ล้านครัวเรือน ก็นับว่ามีทุกครัวเรือน ย่อมทำให้ประชาชนเกิดความวิตกว่า เพียงอาวุธปืน 6 ล้านกระบอกจดทะเบียนไว้ แต่ยังมี 4 ล้านกว่ากระบอก ที่ยังไม่จดทะเบียน แต่มีมากน้อยไม่สำคัญ เท่ากับมีการควบคุมหรือไม่ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน
-
• มท. 3 ย้ำสิทธิเข้าถึงปืนยังต้องมีอยู่ แต่เพิ่มเข้มงวดสอบต่างด้าว
เจเศรษฐ์ชี้แจงว่า อาวุธปืนแบ่งเป็น 2 ส่วน คืออาวุธปืนที่ขออนุญาตตามกฎหมาย และปืนเถื่อน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยมีมาตรการกวาดล้างปืนเถื่อนที่เข้มงวด พร้อมบทลงโทษที่ชัดเจน เรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะมีการขอการครอบครองอย่างถูกต้อง แต่อาจจะมีการนำไปก่อเหตุหรือผิดมือ อย่างในกรณีของชาวต่างด้าว อาวุธปืนสั้นมีใบอนุญาตถูกต้องจากบุคคลที่ได้ขายให้บุคคลต่างด้าว กรณีนี้จึงขัดต่อกฎหมายอย่างชัดเจน
กรมการปกครองยังมีมาตรการเรียกตรวจผู้ที่ครอบครองอาวุธปืนโดยมีใบอนุญาต เรียกคืนเพื่อตรวจสอบว่าอาวุธดังกล่าวมีการผิดมือ หรือทำเป็นปืนเถื่อนหรือไม่ โดยนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการให้กรมการปกครองเน้นไปที่อาวุธปืนที่มีใบอนุญาตว่าอยู่ในสภาพแบบใด และอยู่กับบุคคลที่ขออนุญาตหรือไม่
สำหรับเรื่องการครอบครองอาวุธปืนในประเทศไทย เจเศรษฐ์ย้ำว่า ยังมีความจำเป็นในการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิเข้าถึงอาวุธปืนโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อปกป้องทรัพย์สิน ครอบครัว และที่อยู่อาศัย แต่จะทำอย่างไรให้ผู้ใฝ่ดีมีคุณธรรม มีสิทธิครอบครองอาวุธปืน ส่วนผู้มีแนวโน้มจะก่อเหตุ หรือมีประวัติก่ออาชญากรรม จะไม่มีสิทธิเข้าถึงอาวุธปืนได้อยู่แล้ว
เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นแล้ว รัฐบาลจึงได้มีการบูรณาการให้กระทรวงมหาดไทยติดตามดูชาวต่างด้าวทุกชาติที่อยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน หรือที่เรียกว่าบัตรชมพู ว่ามีพฤติกรรมว่าสาเหตุในการอยู่ในประเทศไทยคืออะไร หากพบความสุ่มเสี่ยงก็จะประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าตรวจสอบ ส่วนกระทรวงกลาโหมเอง ได้สั่งการ ผบ. ทุกเหล่าทัพ และเจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมสรรพาวุธทุกหน่วย ให้ตรวจดูการขึ้นทะเบียนปีละหลายครั้ง
อย่างไรก็ตาม เจเศรษฐ์ยอมรับว่า ไม่แน่ใจว่าผู้ต้องหามีการครอบครองอาวุธสงครามต่างๆ ได้อย่างไร เพราะเป็นเรื่องของความมั่นคงที่อยู่ระหว่างการสอบสวน ไม่สามารถก้าวล่วงได้ เชื่อว่ากระทรวงกลาโหมจะมีการแถลงข่าวอย่างชัดเจน
ภาพ: 2 ภาพประกบกัน


