วันนี้ (6 สิงหาคม) มูลนิธิร่วมมิตรไทย-พม่า ออกแถลงการณ์กรณี พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย เยือนไทยระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคม 2569 เพื่อเข้าหารือร่วมกับ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทยนั้น เป็นที่ทราบว่า การเยือนไทยและประเทศในอาเซียนของ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย เป็นความพยายามสร้างการยอมรับ และแสวงหาบทบาทบนเวทีภูมิภาค เพราะรัฐบาลเมียนมาไม่ได้รับการยอมรับอย่างเต็มที่จากสากล จึงพยายามฉายภาพการเปลี่ยนผ่าน แต่โครงสร้างอำนาจที่แท้จริงในหลายพื้นที่ ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพ ยังคงอยู่ภายใต้อิทธิพลของชนชาติพันธุ์ที่สู้รบกับกองทัพพม่า
รัฐบาลไทยต้องยืนอยู่บนข้อเท็จจริงที่ว่า พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย และคณะ ได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ถูกต้องชอบธรรม นานาประเทศให้การยอมรับ อีกทั้งยังกลั่นแกล้งจับกุมคุมขังและดำเนินคดี อองซาน ซูจี และผู้นำรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ใช้กำลังจับกุม คุมขัง ทำร้าย ซ้อมทรมาน บังคับเกณฑ์ทหาร และก่ออาชญากรรมเข่นฆ่าประชาชนอย่างโหดร้ายทารุณ โดยมีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์มากมาย ไม่เว้นแม้กระทั่งในช่วงวิกฤตหลังเกิดแผ่นดินไหวที่ยังคงปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายพลเรือน โรงเรียนและโรงพยาบาล อย่างต่อเนื่อง ตัวเลขจากสหประชาชาติชี้ว่า มีผู้เสียชีวิตหลังเกิดรัฐประหารในเมียนมากว่า 5,000 คน
พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย และคณะ ไม่ใช่ผู้นำประเทศหรือตัวแทนของประชาชนเมียนมาโดยชอบธรรม เป็นแต่เพียงอาชญากรที่ถูกศาลอาญากลางแห่งประเทศอาร์เจนตินาออกหมายจับตามหลักเขตอำนาจสากล อีกทั้งการกระทำความผิดต่อชาวโรฮิงญาอยู่ระหว่างการดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) โดยเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 หัวหน้าอัยการศาล ICC ได้ยื่นคำร้องต่อผู้พิพากษาเพื่อขอออกหมายจับพล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ฐานก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติไว้แล้ว
พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่ายได้รับการประณามว่าเป็นผู้นำกองทัพอันธพาล ทำให้สถานการณ์ในเมียนมา เข้าสู่ภาวะรัฐล้มเหลว จากการยึดอำนาจรัฐประหาร ใช้ความรุนแรงหน่วยลอบสังหารสไนเปอร์สังหารประชาชน เป็นการกระทำอย่างโหดร้ายไร้มนุษยธรรม ต่อประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ทำให้ผู้นำกองทัพเมียนมา คือ ฆาตกรในเครื่องแบบ ทำลายเกียรติภูมิของกองทัพอย่างสิ้นเชิง ด้วยการละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักมนุษยธรรมพื้นฐาน
รัฐประหารของ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ทำให้เมียนมาต้องเผชิญกับวิกฤตหลายมิติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งมีทั้งการล่มสลายทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรง ภัยพิบัติทางสภาพอากาศที่ซับซ้อน และปัญหาความยากจน ซ้ำเติมปัญหาผู้อพยพที่ล้นทะลักเข้ามาในไทย
การลอกคราบโดยอาศัยการเลือกตั้งจอมปลอมที่นานาประเทศไม่ให้การยอมรับ ไม่ได้ทำให้อาชญากรมือเปื้อนเลือดบนซากศพของผู้คนที่สูญเสียนับร้อยนับพันกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ที่พร้อมกลับใจทำงานเพื่อประเทศชาติและผลประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวมหรือกับประเทศเพื่อนบ้าน
การที่รัฐบาลไทยมีท่าทียอมรับ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ในฐานะผู้นำประเทศ ย่อมแสดงให้เห็นถึงบรรทัดฐานทางจริยธรรมของรัฐบาลไทยที่ยอมรับอาชญากรที่ใช้ความโหดร้ายป่าเถื่อนเข่นฆ่าประชาชน เป็นบรรทัดฐานที่ไร้ซึ่งศีลธรรม มนุษยธรรม นิติธรรม และหลักสิทธิมนุษยชน อีกทั้งถูกพล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่ายใช้เป็นเครื่องมือให้คงอยู่ในอำนาจกดขี่ประชาชนเมียนมาต่อไป
มูลนิธิร่วมมิตรไทย-พม่า คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่า สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) คณะทำงานสันติภาพโลก มูลนิธิวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย และเครือข่ายภาคประชาสังคมไทย ขอประณามรัฐบาลไทย ต่อท่าทีที่รัฐบาลไทย แสดงออกต่อ มิน อ่องหล่าย โดยไม่คำนึงหลักนิติรัฐ (Legal State) หลักนิติธรรม (Rule of Law) หลักกฎหมายระหว่างประเทศ หลักสิทธิมนุษยชน และที่สำคัญที่สุดคือ หลักมนุษยธรรมในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับประชาชนในประเทศเพื่อนบ้านเมียนมา


