×

นายกฯ ไม่รับรายงาน UN ปมชายแดนไทย-กัมพูชา อย่าใช้ การประนอมภาคบังคับบีบไทย ย้ำไทยมีจุดยืน ไม่ต้องอธิบายให้ใครฟัง

โดย THE STANDARD TEAM
03.08.2026
  • LOADING...
ภาพนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (2 สิงหาคม) ที่กระทรวงมหาดไทย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทอม แอนดรูวส์ ผู้เสนอรายงานพิเศษขององค์การสหประชาชาติ (UN) ว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ซึ่งระบุว่ามีชาวกัมพูชาราว 650,000 คนต้องพลัดถิ่นจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาว่า สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะแถลงรายละเอียดขณะนี้ยังถือว่าเป็นการแถลงโดยที่ยังไม่ได้รับฟังข้อมูลจากฝ่ายไทย และประเทศไทยยังไม่ยอมรับความเห็นดังกล่าว ขอให้รอฟังคำชี้แจงจากกระทรวงการต่างประเทศอีกครั้งเพื่อความชัดเจน

 

เมื่อถามว่า วันที่ 7 สิงหาคมนี้ กัมพูชาเตรียมยื่นหนังสือต่อ UN เพื่อขอรับรอง MOU 2543 และแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 เพื่อนำไปใช้เจรจากับไทย อนุทินถามย้อนว่า ‘ประเทศไทยไม่มีข้อต่อรองหรือ’ พร้อมย้ำว่าไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรก่อนเข้าสู่การเจรจา

 

“ตราบใดที่สนธิสัญญาทางทะเลอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของ UN ตาม UNCLOS เช่นกัน และยังมีคำว่า Compulsory หรือ ‘ภาคบังคับ’ ก็ไม่มีใครมาบังคับประเทศไทยได้ ดังนั้น เงื่อนไขของเราคืออย่ามาใช้คำว่าบังคับกับเรา” อนุทินกล่าว

 

เมื่อถามว่าแผนที่ของไทยยังยึดในสัดส่วนเดิมใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรามีหลักของเราอยู่แล้ว และเจรจามาโดยตลอด ใช้หลักนั้นมาตลอด โดยทางบกก์เจรจากันไป โดยยึด MOU43 แต่ทางทะเลเมื่อมีการยกเลิก MOU44 และใช้การเจรจาทางทะเล แต่ทางกัมพูชาบอกต้องใช้การประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS เท่านั้น จึงทำให้การเจรจาเกิดขึ้นไม่ได้ ต้องเป็นเรื่องที่กัมพูชาต้องไปทบทวน ว่าหากอยากเจรจากับไทยต้องมาในเงื่อนไขใด ไม่มีใครมาบังคับได้หรอก จะส่งไปฟ้องใคร แต่ไทยมีความมั่นใจจึงไม่ต้องไปอธิบายอะไรให้ใครฟัง

 

นายกรัฐมนตรี ยังให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งล่าสุดเกิดเหตุปะทะระหว่างคนร้ายกลุ่มค้ายาเสพติด เป็นเหตุให้ตำรวจ สภ.ตากใบ เสียชีวิต 2 นาย ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ โดยวันนี้ พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมด้วย พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และคณะ จะลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ ซึ่งตนได้กำชับให้ฝ่ายปกครองเข้าไปประสานงานและดูแลประชาชนในพื้นที่

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ได้มีเพียงกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ แต่ยังเชื่อมโยงกับกลุ่มค้ายาเสพติดและขบวนการลักลอบนำเข้าสินค้าของเถื่อน นายกรัฐมนตรีได้กำชับอย่างไรบ้าง

 

อนุทินกล่าวว่า ได้กำชับให้ปราบปรามยาเสพติดอย่างเต็มที่ พร้อมระบุว่า ในวันพุธที่ 6 สิงหาคมนี้ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา จะเดินทางเยือนประเทศไทย โดยประเด็นยาเสพติด สารพิษในแม่น้ำ และปัญหาฝุ่นมลพิษ จะเป็นหัวข้อสำคัญที่ต้องหยิบยกขึ้นมาหารืออย่างจริงจัง ส่วนเรื่องอื่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่าใดนัก

 

เมื่อถามว่า ปัญหาการค้ายาเสพติดและการลักลอบค้าของเถื่อนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นปัญหาใหญ่ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เจ้าหน้าที่จับกุมผู้กระทำผิดอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่รู้ล่วงหน้าว่าใครจะกระทำผิด แต่หากท้าทายกฎหมายก็ต้องถูกจับกุม ผู้สื่อข่าวจะเห็นว่ามีการจับกุมในทุกคดี ทั้งยาเสพติดและสินค้าของเถื่อน

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า รถเอกซเรย์ตรวจค้นยาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่รัฐบาลสั่งจัดซื้อ ได้ดำเนินการจัดซื้อเรียบร้อยแล้ว ขณะที่การปราบปรามสินค้าของเถื่อนก็มีผลเป็นรูปธรรม เช่น การจับกุมที่จังหวัดระนอง มูลค่าความเสียหายกว่า 200-300 ล้านบาท และเมื่อวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ก็มีการจับกุมที่จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นสินค้าประเภทเดียวกัน แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นเครือข่ายเดียวกันหรือไม่

 

“ผมไม่สนใจตรงนั้น ผมสนใจแค่ว่าใครแหยมเขามาก็โดนจับ วันนี้เคลียร์ไม่ได้ สิ่งที่ให้ความมั่นใจกับประชาชนในรัฐบาลชุดนี้คือ ‘ไม่มีการเคลียร์’ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายก็ทำให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า ใครอยากโทรเข้ามา ก็รับสายได้ แต่เคลียร์ไม่ได้ ก็เห็นกันอยู่แล้ว หน้าแตกไปตั้งหลายคนแล้ว” อนุทินกล่าว

 

ส่วนกรณีตำรวจอยู่ระหว่างปิดล้อมพื้นที่บริเวณ สภ.ลำใหม่ จังหวัดยะลา และเกิดการปะทะกันขึ้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้รับรายงานสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว และได้มอบนโยบายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการอย่างเต็มที่ ทั้งการระงับเหตุ ป้องกันเหตุ และปราบปรามผู้กระทำผิด โดยไม่ต้องสอบถามกลับมายังรัฐบาล เพราะเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการได้เต็มที่อยู่แล้ว

 

เมื่อถามว่า การเดินหน้าปราบปรามผู้กระทำผิดควบคู่กับการเจรจาพูดคุยสันติภาพ จะทำให้สถานการณ์ในพื้นที่บานปลายหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การพูดคุยก็ต้องดำเนินต่อไป ขณะเดียวกันการป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิดก็ต้องดำเนินการควบคู่กัน

 

ส่วนการเดินทางเยือนประเทศอินโดนีเซียในวันนี้ จะหารือประเด็นใดเป็นพิเศษหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทุกเรื่องล้วนมีความสำคัญ จึงจะหารือทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการขอความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ซึ่งล้วนมีความเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจำเป็นต้องร่วมกันหารืออย่างใกล้ชิด

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising