แม้รัฐบาลยืนยันว่า ปุ๋ยในประเทศยังมีเพียงพอ แต่ความเสี่ยงที่กำลังก่อตัวอาจไม่ได้อยู่ที่ ‘ปริมาณ’ หากแต่อยู่ที่ต้นทุนการนำเข้า
เมื่อไทยยังต้องพึ่งพาปุ๋ยจากต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง
ความตึงเครียดการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่งสินค้าโลกอ่าวเปอร์เซีย วิกฤตนี้กำลังเผชิญไปทั่วโลก ‘ไม่ใช่แค่ไทย’
‘ทั่วโลก’ กำลังแย่งชิงปุ๋ย
รัฐบาลทั่วโลกกำลังเร่ง ‘กว้านซื้อ’ วัตถุดิบปุ๋ย ก่อนเข้าสู่ฤดูเพาะปลูกที่กำลังจะมาถึง
โดยผู้ส่งออกรายใหญ่อย่าง ‘จีนและรัสเซีย’ เริ่มจำกัดการส่งออกปุ๋ยบางส่วน ขณะที่สหรัฐฯ ผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการขนส่งเพื่อให้การกระจายในประเทศคล่องตัวมากขึ้น
ด้านอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ซื้อ ‘ยูเรีย’ รายใหญ่ที่สุด กำลังเร่งหาซัพพลาย ส่วนกรีซและฝรั่งเศสเองก็เพิ่มมาตรการช่วยเหลือทางการเงินให้เกษตรกร ขณะที่ในแอฟริกา กานา ก็ได้เริ่มโครงการแจกปุ๋ยฟรีแล้ว
แน่นอนว่าสถานการณ์ราคาปุ๋ยที่พุ่งขึ้นจะลามไปสู่ ‘ราคาอาหาร’ ให้แพงขึ้นอีกครั้ง ทั้งที่เงินเฟ้อสินค้าเกษตรเพิ่งเริ่มผ่อนคลาย
ดังนั้นจะเห็นหลายประเทศเริ่มออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ที่ต้องเผชิญทั้งราคาพืชผลที่อ่อนไหวต้นทุนการผลิตสูง อีกทั้งเจอภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์
การแข่งขัน ‘แย่งชิงปุ๋ย’ จึงทวีความรุนแรงขึ้น แม้ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทรัมป์ได้ยกเลิกมาตรการ ‘คว่ำบาตร’ ปุ๋ยจากเวเนซุเอลา เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเกษตรกรอเมริกัน
ในอเมริกาใต้ บราซิลเร่งเพิ่มการนำเข้าจากโมร็อกโกและกลุ่มประเทศอ่าว พร้อมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการปุ๋ยและพลังงานร่วมกับโบลิเวีย อีกทั้งยังเพิ่งผ่านกฎหมายลดภาษีวัตถุดิบเคมีสำหรับผลิตปุ๋ย
ทั้งนี้ จีน ถือเป็นประเทศที่มีปริมาณการบริโภคปุ๋ยเคมีมากที่สุดในโลก โดยมีปริมาณการบริโภคต่อปีคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50% ของปริมาณการบริโภคทั้งหมดในทวีปเอเชีย

ขณะที่ ประเทศไทยมีการบริโภคปุ๋ยเคมีประมาณ 4 ล้านตันต่อปี เพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกข้าว ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ซึ่งมีความต้องการปุ๋ยไนโตรเจนและปุ๋ยเชิงผสมในระดับสูง
“แต่ด้วยศักยภาพการผลิตภายในประเทศที่ไม่เพียงพอ ประเทศไทยจึงมีการนำเข้าปุ๋ยเคมีประมาณ 2 ล้านตันต่อปี โดยมีแหล่งนำเข้าหลักจากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
- ไขคำตอบมูลค่าที่ซ่อนอยู่…40 ปีผ่านไป ทำไมเหมืองโพแทชไทยยังไม่เกิด
- อีกนานไหม กว่าไทยจะมีเหมืองลิเธียม? เจาะเบื้องลึกอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่
- วิกฤตปุ๋ยเคมีขาดแคลน กระทบความมั่นคงทางอาหารไทยแค่ไหน? ในวันที่ไทยผลิตปุ๋ยเองไม่ได้
- ไทยมีแร่แรร์เอิร์ธ? อธิบดีกรมเหมืองแร่ไขคำตอบ ‘แร่หายาก’ หลังปมร้อน MOU ‘ไทย-สหรัฐฯ’
เรือปุ๋ยติดช่องแคบฮอร์มุซ สมาคมปุ๋ยย้ำไทยสต็อกได้ 2 เดือน

กองเอก เปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการใช้ปุ๋ยเคมีรวมประมาณ 5-6 ล้านตันต่อปี
โดยปุ๋ยยูเรียเป็นปุ๋ยที่มีการใช้มากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนราว 40-45% ของการใช้ทั้งหมด ขณะที่แหล่งนำเข้าหลักของปุ๋ยยูเรียประมาณ 40% มาจากประเทศในตะวันออกกลาง เช่น กาตาร์ โอมาน และซาอุดีอาระเบีย
นอกจากนี้ ไทยยังนำเข้าปุ๋ยจากประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย และบรูไน รวมถึงบางส่วนจากประเทศอื่นๆ ในเอเชีย
“ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้ส่งผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่งสินค้าทางทะเลของหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย โดยขณะนี้มีเรือบรรทุกสินค้าปุ๋ยและสินค้าอื่นๆ ที่ไทยสั่งซื้อไว้แล้ว แต่ยังไม่สามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้”
เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคดังกล่าว ส่งผลให้เรือจำนวนหนึ่งต้องจอดรออยู่กลางทะเลเป็นเวลานานขึ้น ทำให้เกิดต้นทุนเพิ่มเติม ทั้งค่าเสียเวลาและค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์
ทั้งนี้ รัฐบาลไทยรับทราบปัญหาดังกล่าวแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการผ่านกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเจรจากับอิหร่าน ขอให้อนุญาตเรือสินค้าที่ไม่ได้บรรทุกสินค้าจากประเทศคู่ขัดแย้ง เช่น สหรัฐอเมริกา หรืออิสราเอล สามารถผ่านเส้นทางเดินเรือได้

ในส่วนของภาคเอกชน สมาคมการค้าปุ๋ยฯ ได้หารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและสมาชิกสมาคม เพื่อรักษาเสถียรภาพของโครงสร้างราคาปุ๋ยในช่วงต้นฤดูกาลเพาะปลูก
“เราประเมินว่าในช่วง 2 เดือนข้างหน้า จะยังไม่มีการปรับขึ้นราคาปุ๋ยเคมีอย่างแน่นอน และสมาคมจะพยายามตรึงราคาให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้”
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ณ เดือนมกราคม 2569 ประเทศไทยมีสต็อกปุ๋ยเคมีประมาณ 1.52 ล้านตัน
โดยความต้องการใช้ในช่วงเดียวกันอยู่ที่ประมาณ 0.8 ล้านตัน โดยปุ๋ยยูเรียคิดเป็นประมาณ 36% ของความต้องการทั้งหมด จากตัวเลขดังกล่าวประเมินได้ว่า หากไม่มีการนำเข้าเพิ่มเติม ประเทศไทยยังสามารถใช้ปุ๋ยจากสต็อกที่มีอยู่ได้อีกประมาณ 2-2.5 เดือน
“แม้บริษัทแต่ละแห่งจะมีสต็อกปุ๋ยอยู่ แต่ไม่สามารถเปิดเผยตัวเลขได้ เนื่องจากเป็นข้อมูลทางธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ภาครัฐสามารถตรวจสอบข้อมูลการนำเข้าและปริมาณสต็อกได้จากฐานข้อมูลของกรมศุลกากร”
เตือนยี่ปั๊ว-ซาปั๊ว ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาปุ๋ย
สมาคมการค้าปุ๋ยฯ ยังยืนยัน ว่าได้ให้คำมั่นกับรัฐบาลว่าจะ ‘ไม่ปรับขึ้นราคาปุ๋ย’ ในช่วงนี้ เนื่องจากสต็อกในประเทศยังเพียงพอ และต้องการช่วยลดภาระต้นทุนให้กับเกษตรกร พร้อมกำชับสมาชิก ผู้ค้าส่ง และตัวแทนจำหน่ายไม่ให้ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา
หากพบการกระทำดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์สามารถดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากนี้ ยังมีการปรับแผนบริหารจัดการสินค้า เช่น การกระจายปุ๋ยไปยังพื้นที่ต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงการขาดแคลนในบางพื้นที่ รวมถึงการบริหารสต็อกให้สอดคล้องกับฤดูกาลเพาะปลูกของพืชเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ข้าว ยางพารา และผลไม้ พร้อมทั้งเปิดช่องทางให้เกษตรกรสามารถรวมกลุ่มผ่านสหกรณ์ เพื่อสั่งซื้อปุ๋ยโดยตรงจากโรงงานได้
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ และการเจรจาเปิดเส้นทางเดินเรือไม่สำเร็จ อาจส่งผลกระทบต่อการนำเข้าสินค้าในระยะถัดไป
“ไทยอาจต้องหันไปพิจารณาแหล่งนำเข้าปุ๋ยจากประเทศอื่น เช่น รัสเซีย จีน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตปุ๋ยรายใหญ่ของโลก ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังเตรียมประสานกับจีน เพื่อขอความร่วมมือในการส่งออกปุ๋ยมาเสริมตลาดไทยด้วย”
ข้อมูลจาก สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย ระบุ ผู้ผลิตปุ๋ยเคมีรายใหญ่ที่สุดในไทย ได้แก่
- ไทยเซ็นทรัลเคมี (TCCC): ผลิตปุ๋ย ‘หัววัว-คันไถ’, ‘ตราเด็กน้อย’, ‘ตราสิงห์’
- เจียไต๋ (Chiatai): ผลิตปุ๋ย ‘ตรากระต่าย’
- เทอราโกร เฟอร์ติไลเซอร์ (TCC Group): ผลิตปุ๋ย ‘ตรามงกุฎ’ และ ‘ตราทิพย์’
- ไอ ซี พี เฟอร์ทิไลเซอร์ (ICP): ผลิตปุ๋ย ‘ตราม้าบิน’
- ศักดิ์สยามอินเตอร์เนชั่นแนล (SakSiam): ผลิตปุ๋ย ‘ตราพลอยเกษตร’
- ยารา ประเทศไทย (Yara): ผู้นำเข้าและผู้ผลิตปุ๋ยจากนอร์เวย์
ไทยยังพึ่งพาน้ำเข้า ชี้อุตสาหกรรมเหมือง มีข้อจำกัดหลายด้าน
สำหรับในระยะยาว ไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีเป็นหลัก เนื่องจากอุตสาหกรรมวัตถุดิบในประเทศยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง

แม้ว่าประเทศไทยจะมีแหล่ง ‘แร่โพแทช’ ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จังหวัดอุดรธานี และชัยภูมิ แต่การพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าวยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน
ทั้งนโยบายภาครัฐ การลงทุน และโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบขนส่งทางรางที่มีความจำเป็น ต่อการขนส่งสินค้าหนักจากเหมืองไปยังโรงงานและท่าเรือ
“ขณะนี้สถานการณ์ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนไม่ให้ตื่นตระหนกกับข่าวการขาดแคลนสินค้า และแนะนำให้เกษตรกรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ หรือแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ มากกว่าการเชื่อโฆษณาสินค้าที่อาจไม่มีหลักฐานทางวิชาการรองรับ”
นักวิชาการเตือน ความตึงเครียดในตะวันออกกลางสะเทือนนำเข้าปุ๋ย ไม่แพ้น้ำมัน
รศ.ดร.จุฑาทิพย์ จงวนิชย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนา (ICDS) อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่เส้นทางขนส่งน้ำมัน โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากพลังงานเป็นต้นทุนสำคัญของภาคการผลิต
“แต่ประเด็นที่น่ากังวลคือเรื่องปุ๋ย เนื่องจากประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจนที่มีความสำคัญต่อภาคการเกษตร หากราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น จะทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงตามไปด้วย”
‘พาณิชย์’ ยันปุ๋ยมีเพียงพอ สต๊อกแน่น 1.52 ล้านตัน เฉพาะยูเรียใช้ได้ถึงส.ค.69
ด้านวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปริมาณปุ๋ยเคมีในประเทศยัง ‘อยู่ในระดับเพียงพอ’ โดยมีสต็อกคงเหลือ ณ เดือน ม.ค.2569 ประมาณ 1.52 ล้านตัน
ขณะที่ความต้องการใช้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 0.8 ล้านตัน สำหรับปุ๋ยยูเรีย ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 36% ของการใช้ปุ๋ยทั้งหมด มีปริมาณสต๊อก 0.32 ล้านตัน หรือคิดเป็น 6.5 ล้านกระสอบ
“ปุ๋ยมีปริมาณเพียงพอรองรับการใช้มากกว่า 2 เดือน และยังมีปุ๋ยยูเรียที่ไทยอยู่ระหว่างการนำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย ปริมาณรวมประมาณ 100,000 ตัน หรือคิดเป็นปริมาณ 2 ล้านกระสอบ ทำให้ไทยจะมีปุ๋ยยูเรียใช้ในปริมาณ 8.5 ล้านกระสอบ ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ได้ถึงเดือน ส.ค. 2569”
ทั้งนี้ ยอมรับว่า ‘ราคาปุ๋ยมีความผันผวน’ ส่งผลต่อต้นทุนการทำนาของเกษตรกร ล่าสุดได้บริหารจัดการผลผลิตข้าวนาปรังผ่าน โครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2569 แล้ว โดยตั้งเป้าหมายดูดซับข้าวนาปรังจำนวน 1 ล้านตันข้าวเปลือก

พร้อมมีโครงการ ‘ปุ๋ยธงเขียวพลัส’ สนับสนุนส่วนลดปุ๋ยเคมีกระสอบละ 200 บาท จำนวน 5 กระสอบ รวม 1,000 บาท และเกษตรกรที่มี ‘บัตรดินดี’ ของกรมพัฒนาที่ดิน จะได้รับสิทธิ์เพิ่มเติมอีก 200 บาท รวมถึงคูปองอีก 200 บาท สำหรับซื้อปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้เกษตรกรได้รับการช่วยเหลือรวมสูงสุด 1,400 บาทต่อราย
ทำไมไทยผลิตปุ๋ยเองไม่ได้
แม้ว่าจะมีการสำรวจแหล่งแร่โพแทช ภาคอีสาน เคยมีโครงการปุ๋ยแห่งชาติ หารือกันมานานนับ 40 ปี ทว่าต้นทุนทางเศรษฐศาตร์อาจสูงกว่าการนำเข้าวัตถุดิบที่ผลิตเช่นก๊าซธรรมชาติไปผลิตปิโตรเคมีก็อาจคุ้มกว่า และกระบวนการนำขึ้นมาใช้ต้องทำเป็นเหมือง จึงเกิดยาก ประกอบกับ
- ขาดแคลนวัตถุดิบหลัก : ไทยไม่มีแหล่งแร่ฟอสเฟต (สำหรับผลิตปุ๋ยฟอสฟอรัส) ในเชิงพาณิชย์ และแหล่งแร่โพแทช (สำหรับผลิตปุ๋ยโพแทสเซียม) แม้จะมีในประเทศ แต่การขออนุญาตทำเหมืองและการจัดการในพื้นที่โฉนดทำได้ยาก
- วัตถุดิบถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่น : ไนโตรเจนผลิตจากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งไทยเลือกใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่า
- ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ : การตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยต้องลงทุนสูงมาก และวัตถุดิบหลายอย่างต้องนำเข้า ทำให้ปุ๋ยที่ผลิตเองอาจมีราคาสูงกว่าปุ๋ยนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น จีน หรือรัสเซีย
- นโยบายเสรี : กรมวิชาการเกษตรเปิดเสรีให้มีการนำเข้าแม่ปุ๋ยจากทุกแหล่ง การนำเข้าปุ๋ยเคมีของไทยที่ผ่านมาเฉลี่ยปีละ 4.5-5 ล้านตัน หรือสัดส่วนกว่า 95% ของความต้องการใช้ ไทยยังผลิตแม่ปุ๋ยเองไม่ได้ ต้องพึ่งพาการนำเข้า ไม่ว่าจะเป็นจากซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ บาห์เรน ตะวันออกกลาง หรือจากจีน ออสเตรเลีย รัสเซีย แคนาดา อิตาลี ลาว เป็นต้น โดยไม่กำหนดปริมาณ หรือโควตาการนำเข้า ถือเป็นอำนวยความสะดวกในการแข่งขัน ขณะเดียวกันก็พัฒนาการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ จากมูลสัตว์

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานว่า สำหรับภูมิภาคอ่าวเปอร์เชียเป็นแหล่งส่งออกปุ๋ยไนโตรเจนรายใหญ่ของโลก
เมื่อเส้นทางดังกล่าวถูกปิดกั้น ทำให้การค้าปุ๋ยไนโตรเจนเกือบหนึ่งในสามของโลกหยุดชะงัก
ขณะเดียวกันกำมะถันซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ยฟอสเฟต ก็ต้องพึ่งพาเส้นทางเดียวกัน สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อพืชเศรษฐกิจที่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณสูง โดยเฉพาะปาล์ม
ดังนั้นหากการนำเข้าปุ๋ยไนโตรเจนและฟอสเฟตมีข้อจำกัดด้านปริมาณและราคาที่ปรับเพิ่มขึ้น จะทำให้ต้นทุนการเพาะปลูกของเกษตรกรเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
แม้ว่าไทยรัฐว่ามีเพียงพอ แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ลดลง ต้องเฝ้าติดตามในระยะต่อไป…
ภาพ: Natali-Natali love, Shutterstock Gen AI, BearFotos / Shutterstocck
อ้างอิง:
- กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
- https://www.tgl-group.net/th/news-detail985_0.htm
- https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-03-25/nations-race-to-secure-enough-fertilizer-and-prevent-food-crisis?fbclid=IwRlRTSAQwmfFleHRuA2FlbQIxMABzcnRjBmFwcF9pZAo2NjI4NTY4Mzc5AAEefwNhM9-IfBDchOv9vLfnwioCBv6BvlBXQl130W1cYpqoHniIrYi5dN2P9dg_aem_gODvUXehDkLglYZPWPLb_g
- https://youtu.be/B-PSsmNaNyw?si=DtCnx0gDtr0ewu9O

