อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กำลังอยู่บน ‘ทางแยก’ ระหว่างเดินหน้าเป็น ‘ฮับผลิตรถยนต์ไฟฟ้า’ เพื่อให้ไม่ตกขบวนเทรนด์โลกยุคใหม่ หรือรักษาตำแหน่ง ‘ดีทรอยต์แห่งเอเชีย’ ที่ทำให้ไทยเป็นฐานการผลิต และส่งออกรถยนต์สันดาป ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค
เพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกขบวนโลก ที่มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลจึงออกมาตรการ EV 3.5 สนับสนุนการใช้รถไฟฟ้า
ด้วยการให้เงินอุดหนุนและสิทธิพิเศษด้านภาษี ดึงดูดให้บริษัทผู้ผลิตรถไฟฟ้าจากจีน ต่อคิวเข้ามาลงทุนสร้างโรงงานไทยอย่างต่อเนื่อง
โดยปัจจุบันมีรถไฟฟ้าจีนทั้งหมด 6 แบรนด์ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย ได้แก่ BYD, Changan, GWM, NETA, MG และ GAC Aion
ในขณะที่ ‘ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น’ ที่ครองตลาดประเทศไทยมานานหลายทศวรรษ ต้องประสบปัญหายอดขายรถยนต์สันดาปตกต่ำลง จากสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซา จนทำให้ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นบางเจ้า ต้องถอยทัพ ปิดโรงงานการผลิตในไทย
เช่น Subaru และ Suzuki ในขณะที่รัฐบาลเอง ก็ยังไม่มีแนวทางเยียวยาอย่างเป็นรูปธรรมให้กับพันธมิตรธุรกิจที่ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้แรงงานไทย
THE STANDARD WEALTH ชวนส่องตลาดรถยนต์ไทยปี 2025 เมื่อกระแส EV จากจีนโตแรง ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นแชมป์เก่า สะเทือนแค่ไหน ปรับตัวอย่างไร
ข้อมูลล่าสุดจาก PwC รายงาน ASEAN-6 Automotive market snapshot
พบว่า ค่ายรถยนต์จากจีน กำลังครองส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปี 2025 ทำให้เจ้าตลาดดั้งเดิมทั้งค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น และตะวันตกต้องเร่งปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ การผลิตเพื่อรักษาส่วนแบ่งทางการตลาด
- ค่ายรถจีนเร่งกินส่วนแบ่งตลาด จากมาตรการ EV และกลยุทธ์ตัดราคา
ค่ายรถไฟฟ้าจีน กำลังขยายส่วนแบ่งในตลาดรถไทยอย่างรวดเร็ว จากความได้เปรียบด้านมาตรการสนับสนุน EV จากรัฐบาล และกลยุทธ์ขายตัดราคาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
- BYD เป็นแบรนด์ที่เติบโตเร็วที่สุด โดยส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจาก 4.3% ในปี 2024 เป็น 6.6% ในปี 2025 หรือเพิ่มขึ้น 2.3% โดยได้แรงหนุนจากโปรโมชันลดราคาเชิงรุก และเร่งกำลังการผลิตรถในปี 2025 เพื่อให้ทันใช้สิทธิประโยชน์ ก่อนมาตรการ EV 3.0 สิ้นสุด
- BYD, GWM และ SAIC MG เดินหน้าขยายกำลังการผลิตในไทย โดยเพิ่มขีดความสามารถการผลิตชิ้นส่วนรถที่สำคัญ เช่น มอเตอร์ไฟฟ้า
- ผู้เล่นรายใหม่อย่าง Changan, GAC Aion และ Chery เดินหน้าสร้างฐานการผลิตรถไฟฟ้าในไทย ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดรุนแรงขึ้น
- ค่ายญี่ปุ่นยังครองตลาดรถสันดาป จ่อเปิดตัวรถ EV
ค่ายรถญี่ปุ่นยังคงเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ในไทย โดยเฉพาะรถยนต์สันดาป แม้ค่ายรถไฟฟ้าจีนจะเริ่มเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด โดยยังได้แรงหนุนจากซัพพลายเชนรถสันดาปที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นระบบนิเวศชิ้นส่วนอะไหล่ เครือข่ายศูนย์ซ่อม และบริการหลังการขายที่ครอบคลุม
อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณการเปลี่ยนผ่านสู่รถไฟฟ้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยค่ายญี่ปุ่นบางรายมีแผนเปิดตัวรถ EV ในปี 2026
- Toyota, Isuzu และ Honda ยังอยู่ในกลุ่มผู้นำตลาด แต่ส่วนแบ่งตลาดลดลงเมื่อเทียบกับปี 2024
- Suzuki ยุติการผลิตในไทย หลังทำผลงานต่ำกว่าคาด และขายโรงงาน ICE ที่ระยองให้ Ford ในปี 2025
- ค่ายญี่ปุ่นเริ่มทยอยประกาศแผนเปิดตัวรถไฟฟ้า โดย Toyota เตรียมเปิดตัว Hilux BEV ในปี 2026 ขณะที่ Honda มีแผนเปิดตัวไลน์อัปรถยนต์ไฟฟ้า BEV รุ่นใหม่ในปี 2027 ส่วน Mazda ปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ ประกาศทุ่มงบลงทุนกว่า 5,000 ล้านบาท ยกระดับโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ (AAT) จังหวัดระยอง ให้เป็นฐานการผลิตรถยนต์อเนกประสงค์ (SUV)
- ค่ายรถยุโรปปรับกลยุทธ์ใหม่ ใช้ไทยเป็นฐานผลิตระยะยาว การที่จีนเข้ามารุกตลาดรถในไทย ไม่เพียงกระทบยอดขายค่ายรถญี่ปุ่น แต่ค่ายรถยุโรปก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน ทำให้ต้องเร่งปรับตำแหน่งทางธุรกิจใหม่ เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
- Ford ปรับยุทธศาสตร์การผลิตในไทย หลังส่วนแบ่งตลาดลดลง โดยเข้าซื้อโรงงานของ Suzuki เพื่อใช้เป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกสำหรับรถยนต์รุ่น Ranger และ Everest
- BMW ยังรักษาตำแหน่งในตลาดพรีเมียมได้ แม้ตลาดโดยรวมแข่งขันรุนแรงขึ้น โดยยอดส่งมอบรถ BEV ของ BMW เพิ่มขึ้นในปี 2025

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

