×

‘กัญชาไทย’ เดินมาไกลเกินจะกลับไปเป็นยาเสพติด เสียงจากผู้ประกอบการ หวั่นล้มเป็นโดมิโน

23.05.2024
  • LOADING...
กัญชาไทย

9 มิถุนายน 2565 คือวันที่ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ปลดล็อก ‘กัญชา’ ออกจากบัญชียาเสพติด บัดนี้ระยะเวลาผ่านมา 1 ปี 11 เดือน แต่ยังไม่มีการออกกฎหมายเฉพาะเพื่อควบคุม จนก่อให้ ‘สุญญากาศ’ มีการใช้กัญชาอย่างแพร่หลาย ทั้งในทางที่ให้คุณและให้โทษ และมากไปกว่านั้น พบว่ามีเยาวชนได้รับผลกระทบทางสุขภาพจากกัญชาจำนวนมาก

 

ทำให้ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้แก้กฎกระทรวงและประกาศกระทรวงสาธารณสุข เพื่อดึงกัญชากลับสู่บัญชียาเสพติดประเภท 5 ภายในสิ้นปี 2567 และให้เร่งออกกฎกระทรวงอนุญาตให้ใช้เฉพาะประโยชน์ทางการแพทย์และสุขภาพเท่านั้น

 

จนส่งผลให้มีกลุ่มผู้สนับสนุนนโยบายกัญชาต่างเดินทางไปยังหน่วยงานราชการและพรรคการเมือง เพื่อไปยื่นหนังสือคัดค้านการนำกัญชากลับไปผิดกฎหมายอีกครั้ง

 

แม้ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พรรคร่วมรัฐบาลอันดับ 2 ในฐานะพรรคการเมืองที่สนับสนุนนโยบายกัญชา จะออกปากเองว่าเห็นตนเองยิ้มๆ หรือแสดงท่าทีเหมือนยอมแพ้ แต่ขอยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทย ‘ไม่ยอมถอย’ อย่างแน่นอน

 

แต่ก็ใช่ว่าคำพูดของอนุทินจะการันตีได้เลยว่า ในอนาคตกัญชาจะไม่ถูกดึงกลับไปเป็นยาเสพติด เพราะการเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์ที่หาความแน่นอนไม่ได้

 

จากนี้ ‘กัญชาไทย’ จะถูกชาวโลกจับตามองไปอีกยาวว่า ‘รัฐไทย’ ในฐานะประเทศแรกในเอเชียที่ผลักดันให้ปลดล็อกพืชเสพติดชนิดนี้ให้ถูกกฎหมายในปี 2565 จะดึงกลับไปเป็นยาเสพติดอีกครั้งหรือไม่

 

 

ร้านกัญชาย่านนานา ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิทขาเข้า ใต้รถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีนานา

 

 

THE STANDARD เดินเท้าสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการธุรกิจกัญชาในแดนสนธยาแห่งกัญชาย่านสีลมและย่านนานา สองทำเลทองในกรุงเทพมหานคร หลังปลดล็อกยังไม่ถึง 2 ปี รัฐบาลเตรียมจะดึงกัญชากลับไปผิดกฎหมายอีกครั้ง

 

หากกัญชากลับไปผิดกฎหมายจะทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจร้านกัญชาที่ปัจจุบันมีกว่า 8,025 แห่ง และเจ้าของฟาร์มกัญชาทั่วประเทศ ซึ่งมีมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท กลายเป็น ‘ศูนย์’ ทันที และกลุ่มคนเหล่านี้จะมีความเห็นอย่างไรบ้าง เราหาคำตอบมาให้แล้ว

 

ผู้ประกอบการจะล้มเหมือนโดมิโน

 

“รัฐบาลทำแบบนี้ทำไม แทนที่จะเอาเงินเข้าประเทศ แต่ถ้าจะดึงกลับไปก็ยากแล้ว เพราะรัฐบาลปล่อยฟรีมา 2 ปี Grower (นักปลูกพืชกัญชาในประเทศไทย) ลงทุนทำธุรกิจกัญชาด้วยเงินจำนวนมหาศาล กระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ” ผู้ประกอบการร้านกัญชาแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณถนนสุขุมวิท ใต้รถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีนานา บอกกับ THE STANDARD

 

แต่หากสุดท้ายกัญชาต้องกลับไปผิดกฎหมายจริงๆ Grower จะเดือดร้อนและตายในที่สุด และรัฐบาลจะเยียวยากลุ่มคนพวกนี้อย่างไร ส่วนตัวมองว่ารัฐบาลควรปรับรูปแบบกัญชามากกว่าการจะให้ผิดกฎหมายไปเลย ขณะนี้ต้องยอมรับว่านักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่ที่เดินทางเข้าประเทศไทยเกือบ 100% เดินทางมาเพื่อกัญชา

 

“นักท่องเที่ยวก็ค่อนข้างกังวลว่ายังสามารถใช้บริการได้ไหม จึงไม่เลือกเดินทางเข้าประเทศไทย จนทำให้ปัจจุบันร้านที่ประกอบธุรกิจกัญชามีรายได้ลดลง”

 

เขากล่าวต่อว่า ใช่ว่าจะมีแต่ต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการเท่านั้น มีประชาชนคนไทยเข้ามาใช้บริการด้วย เพราะคนไทยนั้นเสพสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นแอลกอฮอล์หรือบุหรี่ หลายครั้งที่กัญชาถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากร กัญชาฆ่าคน ไปทำร้ายคน คนที่ใช้กัญชาจริงๆ จะรู้ว่ากัญชาไม่เคยฆ่าใคร เมาแค่ไหนก็นอนอยู่บ้าน บางคนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ แล้วจะกล่าวหาว่ากัญชาไปทำร้ายผู้อื่นได้อย่างไร

 

ตัวช่อดอกกัญชาถูกบรรจุไว้ในแก้ว

สำหรับให้ลูกค้ามาเลือกซื้อ ภายในร้านขายกัญชาย่านนานา

ภาพ: ฐานิส สุดโต

 

เขาเสนอทางออกว่า ทางที่ดีที่สุดคือรัฐต้องจำกัดขอบเขตกัญชาให้ชัดเจน ควรเริ่มนำร่องในจังหวัดหัวเมืองใหญ่ก่อน เช่น กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ พัทยา และภูเก็ต เพราะการเปิดพร้อมกันทั่วประเทศจะทำให้รัฐควบคุมไม่ได้

 

พร้อมทั้งเสนออีกว่า รัฐบาลควรตั้งราคากัญชาให้สูงขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าถึง อีกทั้งในปัจจุบันมีผู้ประกอบธุรกิจกัญชาจำนวนมากจนทำให้ราคานั้นตกลง โดยสามารถพบราคาถูกสุดอยู่ที่กรัมละ 1 บาทเท่านั้น รวมถึงต้องอนุญาตให้มีการจัดการภายในร้าน มีห้องสำหรับใช้บริการโดยไม่รบกวนต่อสิ่งแวดล้อมภายนอก

 

“ทุกคนเห็นเม็ดเงินที่จะดึงจากนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่แล้ว ซัพพลายและดีมานด์ ณ เวลานี้ เศรษฐกิจไทยรอบนอกเกือบทุกอาชีพแย่หมด แต่ทำไมร้านกัญชายังสามารถอยู่ได้ ดังนั้นรัฐบาลควรที่จะลดสเกลของผู้ที่ทำธุรกิจกัญชาให้ลดลง ออกกฎหมายควบคุมให้ชัดเจน มีใบอนุญาต รวมไปถึงมีฟาร์มกัญชา เปิดธุรกิจกัญชาอย่างครบวงจรในร้านเดียว”

 

ตอนนี้กัญชาถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของ 2 พรรคแกนนำรัฐบาล ส่วนตัวเห็นว่าไม่ควรที่จะเอาเรื่องคะแนนความนิยมมาเป็นตัวตั้ง แต่ควรจะต้องคำนึงถึงประชาชนก่อน กัญชาเป็นพืชที่ต้องใช้เวลาและเงินในการลงทุน บางคนใช้เวลาเป็นปีกว่าจะเห็นผลกำไร หรือบางคนทำธุรกิจมา 2 ปีก็ยังไม่คืนทุนด้วยซ้ำ จึงต้องขอความเห็นใจให้ประชาชนด้วย

 

“คนที่ว่ากัญชาไม่ดี คนเหล่านี้มีความรู้แค่ไหน คนข้างบ้านเขายังดูดบุหรี่อยู่เลย แต่มาบอกว่ากัญชาเป็นสิ่งที่ไม่ดี ผมว่าคนไทยขาดความรู้เกี่ยวกับกัญชา และคนไทยเป็นคนที่คล้อยตาม เราต้องให้ความรู้เรื่องกัญชาเพิ่ม เพื่อให้กัญชาไทยไปได้ไกลกว่านี้ ชาวต่างชาติยังเห็นถึงศักยภาพของกัญชาไทยเลย แต่คนไทยไม่เห็น”

 

“แล้วหากในอนาคตกัญชากลับไปอยู่ในบัญชียาเสพติดจะเป็นอย่างไร” THE STANDARD ถาม

 

“ผู้ประกอบการก็จะล้มเหมือนโดมิโน และจากนี้ก็จะไม่มีใครกล้ามาลงทุนอะไรอีก” เขากล่าว และตั้งคำถามกลับว่า แล้วรัฐบาลเยียวยาผู้ประกอบการไหวหรือไม่ เพราะท้ายที่สุดผู้ประกอบการคือผู้ที่เดือดร้อนในเรื่องนี้ 100%

 

รัฐบาลช้าเกินที่จะหยุดกัญชา

 

จากนั้น THE STANDARD เดินเท้าไปพูดคุยผู้ประกอบการธุรกิจร้านกัญชาที่ตั้งอยู่บริเวณถนนสุขุมวิท ซึ่งอยู่ในละแวกเดียวกัน

 

“คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับการที่นายกรัฐมนตรีสั่งให้กระทรวงสาธารณสุขไปศึกษาดึงกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดประเภทที่ 5 อีกครั้ง” THE STANDARD ถาม

 

หญิงสาวอายุประมาณ 30 ปีในฐานะผู้ดูแลร้านกัญชาชื่อดังแห่งหนึ่งย่านนานากล่าวว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วย ถ้าให้พูดตรงๆ ตั้งแต่ที่เราเปิดเสรีกันมายังไม่มีกฎหมายควบคุมตามที่รัฐบาลต้องการเลย

 

“สิ่งที่มันเกิดขึ้น ณ​ ตอนนี้ เหมือนวัวหายล้อมคอก หากจะคิดเอากัญชากลับไปเป็นยาเสพติด มันสายเกินไปแล้ว ถ้าไม่ได้ใช้กำลังขู่เข็ญก็คิดว่าปิดได้ไม่หมดอย่างแน่นอน และอาจหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ”

 

 

ร้านค้ากัญชาย่านนานา ซึ่งตั้งอยู่บริเวณริมถนนสุขุมวิทขาออก 

ตกแต่งด้วยสีชมพู พร้อมเขียนข้อความที่ระบุถึงกัญชา

ภาพ: ฐานิส สุดโต

 

 

เธอเชื่อว่าหากรัฐบาลดึงกัญชากลับไปอยู่ในบัญชียาเสพติดจะสร้างผลกระทบมหาศาล เมื่อเราเปิดมันแล้วเราก็ควรที่จะใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ให้คุ้มค่า อยากให้รัฐบาลพิจารณาอย่างรอบคอบ และถี่ถ้วนว่ากัญชามีประโยชน์มากแค่ไหน

 

“ไม่ใช่เพราะกัญชาหรอกเหรอที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทย มีนักท่องเที่ยวหลายคนที่พูดว่า ฉันมาประเทศไทย ฉันไม่ได้แคร์ว่าบ้านเธอมีอะไร แต่ฉันมาเพื่อกัญชา ถ้าหากบ้านเธอมีกัญชาดีๆ ฉันก็พร้อมเดินทางมา”

 

เธอเปรียบให้เห็นภาพว่า กัญชาปัจจุบันเหมือนการส่งออกข้าว ประเทศไทยเคยส่งออกข้าวได้ที่หนึ่ง แต่ตอนนี้ก็ดรอปลงมา ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะเป็น ‘NO.1 Cannabis’

 

อนุทิน ชาญวีรกูล 

ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

เยี่ยมชมการปลูกและผลิตน้ำมันกัญชา โรงพยาบาลคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2562

 

เธอกล่าวสนับสนุนแนวคิดของ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่สนับสนุนนโยบายดังกล่าวนี้ เพราะกัญชาไม่ใช่แค่เรื่องเฮฮาอย่างเดียว สามารถใช้ประโยชน์ได้มากมาย และประเทศไทยไม่ได้ด้อยทุนทรัพย์ที่จะลงทุนเกี่ยวกับกัญชาเพื่อให้ประเทศไทยเป็นที่หนึ่งในโลก

 

เธอยังกล่าวอีกว่า หากกัญชาคือตัวประกันทางเมืองระหว่าง 2 พรรคใหญ่ในรัฐบาล คือ ‘เพื่อไทย’ และ ‘ภูมิใจไทย’ ที่ต้องการทำตามนโยบายที่ให้สัญญาไว้กับประชาชนตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง “การทำตามสิ่งที่พูดเป็นเรื่องที่ดี แต่เชื่อว่าเรื่องนี้จะมีคนต่อต้านอย่างแน่นอน เรื่องนี้มันเริ่มมานาน และช้าเกินไปที่จะหยุดมัน”

 

เธอกล่าวอีกว่า เราในฐานะคนที่อยู่ตรงนี้อยากเห็นความกระจ่าง ทุกวันนี้ลูกค้าค่อนข้างกังวลกับสิ่งที่รัฐบาลทำ เราเองก็ไม่สามารถตอบได้ เพราะรัฐบาลไม่ได้ให้ความกระจ่างตั้งแต่แรก เราทุกคนทราบเพียงแค่ว่ากัญชาถูกกฎหมาย แต่ไม่ได้มีการกำหนดอย่างชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นความผิดของรัฐบาล

 

 

ช่อดอกกัญชาถูกบรรจุไว้ในโหลแก้ว 

สำหรับให้ลูกค้ามาเลือกซื้อ ภายในร้านขายกัญชาย่านสีลม

ภาพ: ฐานิส สุดโต 

 

“เห็นโพลล่าสุดของนิด้าโพลหรือไม่ ที่บอกว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่ากัญชามีประโยชน์ แต่เห็นว่าควรที่จะดึงกลับเข้าบัญชียาเสพติดตามเดิม” THE STADARD ถาม

 

เธอตอบคำถามของ THE STANDARD ว่า โพลเหล่านี้มีความน่าเชื่อถือมากแค่ไหน ส่วนตัวคิดว่าเราสามารถอยู่ร่วมกันได้ พร้อมกล่าวย้ำว่า กัญชาสร้างประโยชน์ให้ผู้คนมากมาย

 

“เมื่อเราเปิดกล่อง Pandora แล้วเห็นว่าข้างในนั้นอันตราย เราก็เลือกที่จะปิดทันทีอย่างนั้นเหรอ เมื่อเราเปิดมาแล้ว เราก็ค่อยๆ ศึกษา ให้เริ่มนำร่องในทางการแพทย์ไปก่อนก็ได้”

 

เธอกล่าวทิ้งท้ายว่า เรื่องนี้ไม่ได้กระทบแค่คนที่ชื่นชอบกัญชาเท่านั้น แต่จะกระทบไปยังบล็อกเชนอื่นๆ อีกมากมาย เพราะตอนนี้กัญชาคือตัวช่วยที่จะส่งเสริมเศรษฐกิจด้านอื่นๆ ด้วย ทั้งการขนส่งคมนาคม การบริการ การโรงแรม เป็นต้น

 

มีงานทำเพราะกัญชา

 

จากนั้น THE STANDARD เดินทางด้วยรถไฟฟ้าไปย่านสีลม ไปพูดคุยกับ เตวิช แสนสุข ผู้จัดการร้าน Cloud Nine Surawong ร้านกัญชาชื่อดังในย่านนี้

 

เตวิชแสดงความเห็นว่า กัญชาไม่ควรที่จะกลับไปเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายอีกครั้ง เพราะมีผู้ประกอบการลงทุนเปิดร้านกัญชาอย่างถูกต้องตามกฎหมายจำนวนมาก หากรัฐบาลจะนำกัญชากลับไปเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แล้วคนเหล่านี้จะเป็นอย่างไรต่อไป

 

“ตอนนี้ผมมีงานทำ มีเงิน สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ เป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่จะทำให้คนหางานทำได้ แต่หากผิดกฎหมายจะต้องมีคนอีกกี่คนที่จะต้องเดือดร้อนจากการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด แล้วรัฐบาลจะมีมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการหรือพนักงานที่ตกงานในส่วนนี้อย่างไร”

 

 

(ซ้าย) แชมป์-เตวิช แสนสุข ผู้จัดการร้านกัญชา Cloud Nine Surawong

ภาพ: ฐานิส สุดโต

 

 

เตวิชกล่าวถึงสิ่งที่ต้องกังวล ณ ตอนนี้คือ ‘ม็อบ’ บ้านเรามีม็อบหลายประเภท และเพิ่งจะหยุดความวุ่นวายได้ไม่นาน หากนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดจริงๆ ก็เชื่อว่าจะมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่พร้อมที่จะออกมาเรียกร้องสิทธิของตัวเอง

 

พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณกลุ่มคนที่เดินทางไปเรียกร้องตามสถานที่ราชการและพรรคการเมืองว่า ขอบคุณที่ออกมาส่งเสียง ขอบคุณที่สละเวลาไป เพื่อทำให้คนเข้าใจพวกเราชาวกัญชาหลายๆ คน เรื่องนี้เราไม่จำเป็นต้องทะเลาะกัน เพียงแค่เราต้องหาทางออกร่วมกัน ทางออกที่ดีที่สุดทั้งคนใช้และคนไม่ได้ใช้”

 

ตัวแทนสมาพันธ์กัญชาเพื่อประชาชน 

ยืนถือป้ายบริเวณด้านหน้าที่ทำการพรรคภูมิใจไทย 

เพื่อยื่นหนังสือคัดค้าน ‘กัญชาไม่ใช่ยาเสพติดประเภท 5’ 

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2567

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร 

 

 

ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าการดึงกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด เป็นการเล่นการเมืองของ 2 พรรคร่วมรัฐบาล โดยมองว่าเป็นการเล่นเกมการเมืองที่ไม่สง่างาม และไม่ควรที่จะเอาเรื่องนี้มาเล่นการเมืองใส่กัน ประเทศไทยต้องการการพัฒนา ต้องการนักท่องเที่ยว ต้องการคนเข้ามาลงทุน

 

“เราควรช่วยกันและหาทางออกที่ดีสำหรับประเทศเราดีกว่าไหม ช่วงโควิดเศรษฐกิจเราก็แย่มาตลอด และเราเพิ่งจะฟื้นตัวได้ เราก็ควรที่จะทำให้เศรษฐกิจนั้นไปต่อ” เตวิชกล่าว

 

ขอความเห็นใจผู้ประกอบการ

 

จากนั้น THE STANDARD เดินเท้าไปยังร้านกัญชาอีกแห่งที่เพิ่งเปิดใหม่อายุ 1 เดือน ซึ่งอยู่ละแวกเดียวกับร้านก่อนหน้านี้ ตั้งอยู่บนถนนนราธิวาสราชนครินทร์ พูดคุยกับ ภาณุสิทธิ์ สุวรรณวุฒิพิจัย เจ้าของร้าน BUDS ALDRIN SILOM เป็นผู้ที่หลงใหลในกัญชามาเกินครึ่งชีวิต ถึงกระแสข่าวการเตรียมดึงกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด

 

 

ภาณุสิทธิ์ สุวรรณวุฒิพิจัย เจ้าของร้าน Buds BUDS ALDRIN SILOM

ผู้ที่หลงใหลในกัญชามาเกือบครึ่งชีวิต

และมีใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจกัญชาจากกระทรวงสาธารณสุขเป็นแบ็กกราวด์

ภาพ: ฐานิส สุดโต

 

ภาณุสิทธิ์’กล่าวว่า หากรัฐบาลจะดึงกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดจริงๆ ก็อยากให้เห็นใจผู้ประกอบการ ซึ่งมีจำนวนมากที่ลงทุนทำธุรกิจกัญชาด้วยจำนวนเงินมหาศาล ทั้งเปิดร้านและทำฟาร์มปลูกกัญชา

 

อย่างตนเองก็ลงทุนร้านนี้ไปทั้งสิ้น 800,000 บาท นอกจากนี้ยังมีค่าเช่ารายเดือนอีกเดือนละ 100,000 บาท ทำทุกอย่างถูกต้องมีใบอนุญาตครบทุกอย่าง ทั้งเคยผ่านการอบรมการปลูกและการให้ความรู้จากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณมาแล้ว

 

หากสุดท้ายแล้วกัญชากลับไปเป็นสิ่งเสพติด ก็อาจต้องมีการปรับรูปแบบของร้านใหม่ แต่ส่วนตัวมองแล้วว่าการที่จะดึงกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดนั้นเป็นเรื่องยาก และส่วนตัวก็เห็นประโยชน์มากกว่าโทษ

 

 

ร้านกัญชาแห่งหนึ่ง

เขียนระบุว่า ‘กัญชาเพื่อการแพทย์’

ภาพ: ฐานิส สุดโต

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

X
Close Advertising