ตลาดศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยยังคงเติบโต โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) คาดว่าในปี 2569 จะมีมูลค่าราว 76,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน กระแส Longevity ทั่วโลกก็กำลังเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องสุขภาพ จากการมีชีวิตที่ยืนยาว ไปสู่การรักษาสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีไว้ให้นานที่สุด
ประเด็นสำคัญ
แนวคิดดังกล่าวกำลังขยายมาถึงวงการเวชศาสตร์ความงามผ่าน Aesthetic Longevity ซึ่งมองความงามควบคู่กับสุขภาพผิว คุณภาพชีวิต และความมั่นใจในทุกช่วงวัย โดยที่เป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่ที่ผลลัพธ์ภายนอกระยะสั้น แต่รวมถึงการทำงานและการฟื้นตัวของผิวในระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่วัดผลและตรวจสอบได้
โจทย์ดังกล่าวจึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่างบริษัท เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ซึ่งลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้าน Aesthetic Longevity และ Skin Longevity ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และสามารถต่อยอดไปสู่การดูแลสุขภาพผิวที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้มากขึ้นในอนาคต

เมื่อความเชี่ยวชาญจากสองฝั่งมาพบกัน
ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำจุดแข็งของทั้งสององค์กรมาทำงานร่วมกัน โดยเมิร์ซ เอสเธติกส์ นำความเชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ความงามระดับโลก ความเข้าใจเกี่ยวกับนวัตกรรม และประสบการณ์จากตลาดจริง มาผสานกับศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และแพลตฟอร์มวิจัยด้าน Skin Longevity ของนาโนเทค สวทช.ซึ่งทำให้สามารถเชื่อมโยงนักวิจัย แพทย์ และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนข้อมูลจากห้องทดลองให้กลายเป็นองค์ความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ตั้งแต่การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม ไปจนถึงการวางแผนดูแลผู้รับบริการอย่างเหมาะสม
ภญ.กิตติวรรณ รัตนจันทร์ รองประธานบริหารอาวุโส ฝ่ายการพาณิชย์ประจำภูมิภาคญี่ปุ่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ บริษัท เมิร์ซ เอสเธติกส์ เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า
“ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการลงนามในบันทึกความเข้าใจ แต่เป็นการสร้าง Knowledge Partnership ที่ผสานความเชี่ยวชาญของนักวิจัย แพทย์ และภาคเอกชนเข้าด้วยกัน เพื่อศึกษาและพิสูจน์บทบาทของเวชศาสตร์ความงามที่มีต่อ Skin Longevity และ Aesthetic Longevity อย่างเป็นระบบ ทั้งยังเป็นการสร้างองค์ความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง เพื่อให้แพทย์สามารถวางแผนการดูแลผู้รับบริการได้อย่างเหมาะสม ปลอดภัย และตอบโจทย์เฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น เราเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่จะก้าวจากการเป็นผู้ใช้องค์ความรู้จากต่างประเทศ ไปสู่การเป็นผู้สร้างองค์ความรู้และงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำด้าน Aesthetic Longevity ของภูมิภาคในอนาคต”
ความร่วมมือในลักษณะนี้ยังช่วยลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการใช้งานจริง เพราะข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมและบุคลากรทางการแพทย์สามารถสะท้อนกลับไปยังนักวิจัย ขณะที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ก็ช่วยให้การนำเทคโนโลยีไปใช้มีเหตุผลและข้อมูลรองรับมากขึ้น

การประเมิน 3 ระดับช่วยแยก ‘ความรู้สึก’ ออกจาก ‘หลักฐาน’
หัวใจสำคัญของความร่วมมืออยู่ที่แพลตฟอร์ม Skin Longevity ของนาโนเทค ซึ่งใช้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของผิวใน 3 ระดับ เริ่มจาก Skin Aging Hallmarks หรือกลไกที่เกี่ยวข้องกับความชราของผิว ตามด้วย Skinspan ซึ่งพิจารณาว่า ผิวสามารถคงสุขภาพและการทำงานที่ดีไว้ได้นานเพียงใด และการยืนยันผลในมนุษย์ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลในห้องทดลองเข้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
การประเมินหลายระดับมีความสำคัญ เพราะผลลัพธ์ที่มองเห็นหรือความรู้สึกหลังการดูแลอาจเป็นข้อมูลเพียงส่วนหนึ่ง ขณะที่ข้อมูลในระดับชีววิทยาจะช่วยอธิบายเพิ่มเติมว่า ภายในผิวเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร และผลลัพธ์นั้นสัมพันธ์กับสุขภาพและการทำงานของผิวในระยะยาวหรือไม่
ดร.ธวิน เอี่ยมปรีดี ผู้อำนวยการแผนงานนวัตกรรมแพลตฟอร์มสร้างนวัตกรรมสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรไทยเพื่อความงาม สุขภาพ และอายุยืนยาว (PhytoEX) อธิบายว่า แพลตฟอร์มดังกล่าวยังสามารถนำมาใช้ศึกษาการตอบสนองและการฟื้นตัวของผิวหลังเผชิญปัจจัยแวดล้อม หรือ Exposome ไม่ว่าจะเป็นรังสีอัลตราไวโอเลต แสงสีฟ้า หรือฝุ่น PM2.5 ตลอดจนติดตามการเปลี่ยนแปลงของกลไกความชราและอายุชีวภาพของผิว
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้การพูดถึงคำอย่าง “ฟื้นฟู” “ชะลอวัย” หรือ “สุขภาพผิวที่ดี” มีคำอธิบายและหลักฐานรองรับมากกว่าการเป็นเพียงข้อความกว้างๆ รวมถึงช่วยให้นักวิจัยและแพทย์เข้าใจว่า ปัจจัยแต่ละชนิดส่งผลต่อผิวอย่างไร และผิวของแต่ละคนอาจตอบสนองแตกต่างกันในลักษณะใด

Aesthetic Longevity กับอนาคตของสุขภาพผิวที่วัดผลได้
เวชศาสตร์ความงามกำลังขยับจาก Anti-aging ซึ่งมุ่งแก้ไขสัญญาณแห่งวัยที่มองเห็น ไปสู่ Aesthetic Longevity ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและการทำงานของผิวในระยะยาว ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จึงอาจช่วยให้แพทย์วางแผนดูแลและรักษาแบบเฉพาะบุคคลได้มากขึ้น สอดรับกับยุทธศาสตร์ Thailand Global Health Hub 2025-2034 ซึ่งมุ่งยกระดับไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและเวลเนส ผ่านการพัฒนางานวิจัย บุคลากร เทคโนโลยี และมาตรฐานด้านสุขภาพ หากองค์ความรู้จากความร่วมมือนี้นำไปใช้ได้จริง ไทยก็มีโอกาสขยับจากผู้ใช้นวัตกรรมต่างประเทศไปสู่การเป็นผู้สร้างงานวิจัยด้าน Aesthetic Longevity ของภูมิภาค

ด้าน ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวทิ้งท้ายว่า
“ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นโอกาสสำคัญในการนำศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และแพลตฟอร์ม Skin Longevity ของนาโนเทค มาทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมระดับโลก เพื่อขยายขอบเขตการศึกษากลไกความชราของผิวลึกถึงระดับชีววิทยา เราเชื่อว่าความก้าวหน้าของเวชศาสตร์ความงามในอนาคตจะต้องขับเคลื่อนด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน การลงนามในวันนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม และยกระดับมาตรฐานงานวิจัยด้านสุขภาพผิวของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล”


