เมื่อมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของภาครัฐ กำลังกลายเป็น ‘ยาเร่ง’ ที่บดขยี้โครงสร้างแรงงานดั้งเดิมกว่า 750,000 ชีวิตให้ ‘ตายทั้งเป็น’ น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอัดอั้นของ ทศพร คูณศรี ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่าเบื้องหลังยอดจดทะเบียนรถ EV ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด คือคราบน้ำตาของแรงงานไทยในอุตสาหกรรมสันดาป
ประเด็นสำคัญ
‘เงินเดือนใช้หนี้ โอทีใช้กิน’ สัญญาณชีพที่แผ่วลงของแรงงานสันดาป
จากอุตสาหกรรมที่เป็น ‘อู่ข้าวอู่น้ำ’ และสร้างรายได้เข้าประเทศเป็นอันดับต้นๆ วันนี้เมฆหมอกแห่งความไม่แน่นอนกำลังเข้าปกคลุมโรงงานผลิตรถยนต์ฝั่งญี่ปุ่นอย่างเห็นได้ชัด ทศพรฉายภาพสถานการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในนิคมอุตสาหกรรมยานยนต์ว่า หลายค่ายเริ่มปรับตัวด้วยการลดชั่วโมงการทำงาน ลดยอดการผลิต และที่ร้ายแรงที่สุดคือเริ่มมีการ ‘ยุบกะทำงาน’ จากสองกะเหลือเพียงกะเดียว
“มันมีคำคำนึงนะ ที่เราใช้กันอยู่ตลอดในหมู่พวกเรา ‘เงินเดือนใช้หนี้ โอทีใช้กิน’ รายได้ของคนยานยนต์ เดือนหนึ่งจะมาจากโอทีกับค่ากะ เงินก้อนจะมาจากโบนัส พอโอทีมันหายไป รายได้ที่เขาเคยมีอยู่มันจะหายไปครึ่งต่อครึ่ง จากที่เคยรับ 40,000 บาท มันก็จะเหลือแค่ 18,000-20,000 บาท แล้วเขาจะอยู่กันอย่างไร”
สิ่งที่สอดคล้องกับภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปในประเทศ คือ ตัวเลขประมาณการยอดผลิตรถยนต์ของไทยดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่เคยแตะระดับเกือบ 2 ล้านคันต่อปี ปัจจุบันถูกหั่นคาดการณ์ลงเหลือเพียง 1.4 ล้านคัน และมีแนวโน้มจะถูกปรับลดลงอีกในไตรมาสที่ 3 หลังจากค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง โตโยต้า และ อีซูซุ ปรับลดเป้าหมายลงตามสภาวะตลาดชะลอตัว
แม้ในเวลานี้ ผู้ประกอบการฝั่งญี่ปุ่นจะพยายามแบกรับภาระต้นทุนเพื่อรักษาพนักงานไว้ แต่ทศพรเตือนว่าหากสถานการณ์ยังลากยาวไปมากกว่านี้ กลุ่มพนักงานซับคอนแทรค (Subcontract) จะเป็นกลุ่มแรกที่ต้องเผชิญกับการเลิกจ้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ซัพพลายเชน ‘ดองเค็ม’ และภาพจำใหม่ที่ระยอง: ‘โรงงาน EV จีน ที่ไม่มีคนไทย’
ความแตกต่างทางเทคโนโลยีระหว่างรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำลายห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อย่างรุนแรง รถยนต์สันดาปหนึ่งคันต้องใช้ชิ้นส่วนในการประกอบมากถึงประมาณ 30,000 ชิ้น ในขณะที่รถ EV ใช้ชิ้นส่วนเพียง 3,000-5,000 ชิ้นเท่านั้น ชิ้นส่วนที่หายไปกว่า 80% หมายถึงความตายของโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในกลุ่ม Tier 2 และ Tier 3 เช่น ผู้ผลิตท่อไอเสีย หม้อน้ำ หรือระบบเบรก
“มันเหมือนตายทั้งเป็นอ่ะ มันเลือดเย็น ดองเค็มกันไปเรื่อยๆ ถ้านโยบายภาครัฐยังเปิดอ้าซ่าไว้แบบนี้อยู่ มันเหมือนเป็นตัวที่มาฆ่าเครื่องยนต์สันดาปแบบทันท่วงที โดยไม่ยืดระยะเวลาให้แรงงานและซัพพลายเชนได้ปรับตัวตามกลไกตลาด”
ยิ่งไปกว่านั้น การเข้ามาตั้งฐานการผลิตของกลุ่มทุน EV จากจีน ภายใต้มาตรการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กลับไม่ได้ช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบแรงงานไทยอย่างที่ควรจะเป็น ทศพรเล่าถึงประสบการณ์ตรงจากการลงพื้นที่เซอเวย์ในแถบพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ไว้อย่างเจ็บปวดว่า
“ถ้ามีพรรคพวกอยู่แถวอีสเทิร์นซีบอร์ด ระยอง ลองไปลงพื้นที่ดูได้เลย คุณจะเห็นแถวนั้น โรงงาน EV จีน ไม่มีคนไทยเลย แม้แต่เมนูอาหารในร้านอาหารตามสั่งยังเป็นเมนูภาษาจีน ปัจจุบันซัพพลายเชนก็ไม่มีไทยเข้าไปยุ่งเกี่ยว ในโรงงานนอกเหนือจากสเตปแรกที่เขาจ้างแรงงานไทยแบบชั่วคราวสัญญาจ้าง 3 เดือนแล้วเลิกเลย ที่เหลือที่เขาจ้างยาวๆ ก็คือ รปภ. กับแม่บ้านเท่านั้น”
ทศพรยังเปรียบเทียบเค้กส่วนแบ่งการตลาดที่เปลี่ยนไปว่า “เมื่อก่อน รถ 100 คัน จะเป็นสัดส่วนของ อีซูซุ โตโยต้า ฮอนด้า มิตซูบิชิ แย่งกันอยู่แค่ค่ายญี่ปุ่น แต่ ณ ปีนี้ รถ 100 คัน EV จีนแย่งเอาไปแล้ว 30 คัน เหลือ 70 คันให้คนสันดาปมาแบ่งกัน จีนผลิต ไทยซื้อ แถมจีนได้ BOI ได้ส่วนลดกระตุ้นอะไรเยอะแยะไปหมด เราเลยมองว่ามันไม่เป็นธรรมกับคน (ธุรกิจยานยนต์สันดาป) ที่สร้างฐานเศรษฐกิจให้ประเทศมา 50 ปี”
4 ข้อเรียกร้องยื่นกระทรวงแรงงาน ยื้อลมหายใจคนยานยนต์
เพื่อไม่ให้อุตสาหกรรมที่เป็นเสาหลักเศรษฐกิจไทยต้องล่มสลาย สภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าได้เข้ายื่นหนังสืออย่างเป็นทางการต่อ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยมีข้อเรียกร้องเชิงนโยบายที่เร่งด่วน 4 ประการ
- ทบทวนนโยบาย BOI: ขอให้หยุดมาตรการส่งเสริมการลงทุนยานยนต์ไฟฟ้าไว้ที่เวอร์ชัน 3.5 เท่านั้น และต้องไม่มีการคลอดเวอร์ชัน 4.0 ออกมาอีก เพื่อชะลอการเข้ามาแบบก้าวกระโดดที่กำลังบดขยี้อุตสาหกรรมดั้งเดิม
- กำหนดโควตาจ้างงานแรงงานไทย: ออกกฎหมายบังคับให้ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนต้องมีสัดส่วนการจ้างงานแรงงานไทยในสายการผลิตเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ชัดเจน และควบคุมการใช้สัญญาจ้างระยะสั้นที่ไม่เป็นธรรม
- มาตรการอุ้มรถยนต์สันดาปและไฮบริด: เสนอให้รัฐบาลคลอดมาตรการช่วยเหลือฝั่งรถยนต์สันดาปและไฮบริดที่ช่วยพยุงแรงงานไทยอยู่ เช่น โครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ แบบไม่จำกัดประเภทรถยนต์แค่เฉพาะ EV หรือการลดภาษีสรรพสามิต เพื่อสร้างเวทีการแข่งขันที่เท่าเทียม
- เพิ่มค่าชดเชยเลิกจ้างเป็น 2 เท่า: ขอให้ปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หากแรงงานต้องถูกเลิกจ้างจากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีหรือระบบอัตโนมัติ (AI & EV) ให้ได้รับเงินชดเชยเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า (เช่น จากสูงสุด 400 วัน เพิ่มเป็น 800 วัน) เพื่อให้พนักงานมีเงินก้อนสุดท้ายกลับไปตั้งหลักในภาคเกษตรกรรมที่ต่างจังหวัด โดยรัฐต้องช่วยรองรับตลาดผลผลิตด้วย
ความหวังสุดท้ายบนสังเวียน ‘ไฮบริด’ และคำเตือนถึง ‘หมูอ้วน’
อย่างไรก็ตาม ทศพรมองว่าอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปในไทยจะยังไม่สูญพันธุ์ไปในทันที เนื่องจากค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย และตั้งเป้าให้ไทยเป็น ‘Hub การผลิตรถยนต์สันดาปแหล่งสุดท้ายของโลก’ ในอีก 10 ปีข้างหน้า เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคอาเซียนและแอฟริกายังไม่มีความพร้อมด้านสถานีชาร์จและระบบโครงสร้างพื้นฐานรองรับ EV แบบ 100% โดยกลยุทธ์หลักของค่ายญี่ปุ่นหลังจากนี้คือการขยับไปสู่ยานยนต์ ‘ไฮบริด’ (Hybrid)
ทศพรยังฝากคำเตือนและข้อคิดสำคัญส่งตรงถึงพี่น้องแรงงานยานยนต์ไทยทุกคน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นความเปลี่ยนแปลงลูกใหญ่ที่กำลังซัดเข้ามา
“วินัยทางการเงินเราต้องปรับใหม่หมด ตอนนี้เราไม่ใช่ ‘หมูอ้วน’ เหมือนเมื่อก่อนแล้ว อุตสาหกรรมนี้มันพร้อมที่จะเกิด Accident เลิกจ้างเราได้ตลอดเวลา ความมั่นคงในอาชีพยานยนต์ไม่เหมือน 20 ปีที่ผ่านมาแล้ว สิ่งเดียวที่ทำได้คือทุกคนต้องตื่นตัว เร่ง Upskill/Reskill ตัวเองให้เป็นที่ต้องการของตลาด และเตรียมแผนสำรองให้กับชีวิตเสมอ”
หลังจากนี้ สภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์ฯ มีกำหนดการขยายแนวร่วมเพื่อเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในเดือนหน้า โดยจะเข้าพบสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.), รัฐสภา, คณะกรรมาธิการการแรงงาน และผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อส่งเสียงเตือนของแรงงานไทยให้ดังไปถึงทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่ลมหายใจของคนยานยนต์ไทยจะหมดลงไปจริงๆ
ภาพ: เมื่อโอทีหาย…


