พลเอกอาวุโสมินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีของเมียนมา แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในกรุงเนปิดอว์ เมื่อวันศุกร์ (31 กรกฎาคม) ที่ผ่านมา ในโอกาสครบรอบ 100 วันแรกของการดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาลพลเรือน
ประเด็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม เนื้อหาที่สำคัญของถ้อยแถลง ยังคงเป็นประเด็นความไม่สงบภายในประเทศ ซึ่งเขาแสดงจุดยืนของรัฐบาลเมียนมา ที่ปฏิเสธไม่ยอมรับในแผนสันติภาพของอาเซียน หรือที่รู้จักกันในชื่อแผน ‘ฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus)’ เพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งและสงครามกลางเมืองในเมียนมา
ประเด็นอื่นๆ ที่น่าจับตามองในการแถลงนโยบาย มินอ่องหล่ายประกาศว่า รัฐบาลจะยังคงเดินหน้าบังคับเกณฑ์ทหารต่อไป และเตรียมที่จะจัดการเลือกตั้งซ่อมอีกในปีหน้า
พร้อมกันนี้ ยังเสนอแผนฟื้นโครงการสร้างเขื่อนมิตโสน (Myitsone Dam) เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ในรัฐกะฉิ่น ที่ได้รับการสนับสนุนจากจีน ซึ่งที่ผ่านมาเคยถูกระงับไป หลังเผชิญกระแสคัดค้านเนื่องจากอาจสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมและกระทบต่อชีวิตของผู้คนจำนวนมาก
และนี่คือประเด็นสำคัญจากการแถลงนโยบายของมินอ่องหล่าย ที่เกิดขึ้นก่อนที่เขาจะเดินทางมาเยือนไทยระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคมนี้
อ้างเปิดประตูสันติภาพ ท่ามกลางสงครามที่รุนแรงขึ้น
ในการแถลงนโยบาย มินอ่องหล่ายเปิดเผยว่า รัฐบาลของเขาได้มีการพบปะกับกองกำลังชาติพันธุ์ติดอาวุธรวม 13 กลุ่ม เพื่อหารือเรื่องแนวทางสันติภาพ โดยเป็นไปตาม ‘ข้อริเริ่มสันติภาพ 100 วัน’ ที่เขาประกาศเมื่อวันที่ 20 เมษายน หลังรับตำแหน่ง เพื่อเชิญกองกำลังชาติพันธุ์ติดอาวุธที่ยังไม่ได้ลงนามในข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ (NCA) รวมถึงกลุ่มที่ถอนตัวออกจากข้อตกลงหลังจากรัฐประหารปี 2021 ให้เข้าร่วมการเจรจากับรัฐบาลของเขา
พร้อมกันนี้ยังเรียกร้องให้กองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) ที่ภักดีต่อรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) หรือรัฐบาลเงาที่เคลื่อนไหวต่อต้านกองทัพและรัฐบาลทหาร ให้ยอมจำนน
มินอ่องหล่าย ยืนยันว่าหลังเข้ารับตำแหน่ง รัฐบาลของเขาพยายามดำเนินการในด้านต่างๆ เพื่อสร้างสันติภาพ และส่งเสริมการพัฒนาประเทศ
“นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง รัฐบาลได้เร่งดำเนินการตามวัตถุประสงค์สำคัญ 2 ประการ ได้แก่ การสร้างสันติภาพและความมั่นคงของชาติ และการส่งเสริมการพัฒนาประเทศ”
เขาประกาศต่อรัฐสภาว่า “รัฐบาลของเขาเปิดประตูไว้สำหรับการเจรจาสันติภาพอย่างถาวร”
อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง สถานการณ์ความขัดแย้งและการสู้รบระหว่างกองทัพเมียนมากับกองกำลังชาติพันธ์ฝ่ายต่อต้าน นอกจากจะไม่ลดลง ยังคงทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
โดยสื่อเมียนมาหลายสำนัก รายงานว่า มินอ่องหล่ายยังคงบัญชาการกองทัพให้ทำการโจมตีทางอากาศในเป้าหมายของกลุ่มต่อต้านทั่วประเทศ และได้เพิ่มการโจมตีรุนแรงมากขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน
ยืนกรานปฏิเสธแผนฉันทามติ 5 ข้อ
ขณะที่อาเซียนยังคงกดดันเมียนมาร์ให้ปฏิบัติตามฉันทามติห้าข้อ (5PC) ซึ่งเป็นแผนสันติภาพของอาเซียนสำหรับเมียนมาร์ มิน อ่อง ไหล
มินอ่องหล่ายได้ใช้การแถลงนโยบายของเขา ปฏิเสธการปฏิบัติตามแผนฉันทามติ 5 ข้อ โดยอ้างว่า ไม่ใช่ข้อตกลงของอาเซียนที่มีผลผูกพัน และเป็นเพียงข้อเสนอในแถลงการณ์ของประธานหมุนเวียนอาเซียน ซึ่งเขายืนยันว่า รัฐบาลเมียนมาจะตอบสนองต่อสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็น ‘มาตรการเลือกปฏิบัติของอาเซียน’ โดยพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป
ที่ผ่านมา รัฐบาลเมียนมา มีความไม่พอใจที่อาเซียนยังคงกีดกันมินอ่องหล่าย ไม่ให้เข้าร่วมการประชุมผู้นำอาเซียน หลังจากที่เมียนมาล้มเหลวในการปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อ แม้ว่าเขาจะจัดการเลือกตั้งเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการเปลี่ยนผ่านจากผู้นำการรัฐประหารมาเป็นประธานาธิบดีของรัฐบาลพลเรือน
หลังมินอ่องหล่ายเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี รัฐบาลเมียนมาได้เรียกร้องอย่างหนักให้ฟื้นฟูบทบาทและสิทธิเดิมของเมียนมาในอาเซียน พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์อาเซียนว่าละเมิดกฎบัตรโดยการแทรกแซงกิจการภายในของพม่า
เตรียมจัดเลือกตั้งซ่อมเพิ่มในปีหน้า
มินอ่องหล่ายเปิดเผยในการแถลงนโยบายว่า จะมีการจัดเลือกตั้งซ่อมในปี 2027 เพื่อเติมเต็มที่นั่ง ส.ส.ในพื้นที่ที่การลงคะแนนเลือกตั้งเมื่อช่วงต้นปีถูกยกเลิก
โดยการลงคะแนนจะครอบคลุม 172 เขตเลือกตั้งใน 102 เมือง รวมถึง 89 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร, 15 ที่นั่งในวุฒิสภา และ 68 ที่นั่งในสภานิติบัญญัติระดับรัฐและภูมิภาค และจะใช้ระบบผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดเป็นผู้ชนะ
ทั้งนี้ การเลือกตั้งที่จัดโดยรัฐบาลทหารในช่วงเดือนธันวาคม 2025 – มกราคม 2026 ส่วนใหญ่จำกัดอยู่เฉพาะในเขตเมืองที่ห่างไกลจากความขัดแย้งทางอาวุธ และถูกประณามว่า เป็นเพียง ‘การเลือกตั้งที่หลอกลวง’ เนื่องจากกีดกันพรรคฝ่ายค้านหลักออกไป
พรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งเป็นตัวแทนของกองทัพ ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย และครองเสียงข้างมากในรัฐสภา ร่วมกับกองทัพเมียนมา ซึ่งผู้ได้รับการแต่งตั้งจากกองทัพมีที่นั่งในสภานิติบัญญัติร้อยละ 25 ตามรัฐธรรมนูญ
ยังคงบังคับเกณฑ์ทหาร
มินอ่องหล่าย ประกาศว่า การเกณฑ์ทหารภาคบังคับถูกนำกลับมาใช้ใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 จะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง
โดยตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่ารัฐบาลทหารเมียนมา ได้ดำเนินการเกณฑ์ทหารภาคบังคับไปแล้วประมาณ 130,000 คน ซึ่งภายใต้กฎหมายดังกล่าวส่งผลให้คนหนุ่มสาวจำนวนมากต้องอพยพออกนอกประเทศ
ขณะที่มินอ่องหล่าย ย้ำถึงความมุ่งมั่นของเขาที่จะสร้างกองทัพที่ทันสมัยและมีศักยภาพในการรบสูง
นอกจากนี้ เขายังประกาศแผนที่จะแบ่งตำรวจออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนบังคับใช้กฎหมาย และอีกส่วนด้านความมั่นคง ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าเป็นการผลักดันให้ตำรวจเข้าไปมีส่วนร่วมในกลไกปราบปรามการก่อความไม่สงบของกองทัพมากขึ้น
เดินหน้าฟื้นโครงการเขื่อนมิตโสน
มินอ่องหล่าย ยังได้ประกาศแผนการดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ 10 โครงการ รวมถึงโครงการเขื่อนมิตโสน ซึ่งเป็นการก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ
ในเมืองมิตจีนา เมืองเอกของรัฐกะฉิ่น ทางตอนเหนือของเมียนมา
โครงการสร้างเขื่อนมิตโสน เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากจีนแต่ถูกระงับไปในสมัยอดีตประธานาธิบดีเต็งเส่ง เนื่องจากมีการต่อต้านอย่างกว้างขวาง ซึ่งผู้คัดค้านอ้างถึงการทำลายสิ่งแวดล้อม ความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว การขาดความโปร่งใส และการที่ต้องขับไล่ผู้คนจำนวนมากออกจากพื้นที่ อีกทั้งที่ตั้งของเขื่อนยังมีความสำคัญทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งสำหรับชาวกะฉิ่น
มินอ่องหล่ายอ้างว่า ความต้องการไฟฟ้าของเมียนมาจะได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่เมื่อเขื่อนนี้เปิดใช้งาน และกล่าวว่า กำลังมีการศึกษาความเป็นไปได้สำหรับเขื่อนขนาดเล็กกว่าในลุ่มแม่น้ำอิรวดีด้วย
โต้เมียนมาอยู่เบื้องหลังเครือข่ายสแกม ข้อกล่าวหาไม่เป็นธรรม
มินอ่องหล่าย ยังกล่าวถึงประเด็นปัญหาขบวนการหลอกลวงออนไลน์ หรือ Online Scam ในเมียนมา โดยอ้างว่า เมียนมาถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม ว่าเป็นผู้กระทำผิดหลักที่อยู่เบื้องหลังขบวนการหลอกลวงออนไลน์ และย้ำว่า “75% ของผู้กระทำผิดเป็นชาวต่างชาติ” ที่เข้าเมียนมาอย่างผิดกฎหมายผ่านประเทศเพื่อนบ้าน โดยอาศัยอุปกรณ์โทรคมนาคมที่ลักลอบนำเข้าและระบบธนาคารต่างประเทศในการก่ออาชญากรรม
เขาชี้ว่า สื่อต่างประเทศสร้างภาพให้เมียนมาเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ในขณะที่ยอมรับว่า ขบวนการหลอกลวงออนไลน์ ได้จุดชนวนให้เกิดการปะทะระหว่างกองทัพกับกองกำลังชาติพันธุ์ติดอาวุธในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเมียนมา
ขณะที่เขายืนยันว่า รัฐบาลเมียนมากำลังทำงานร่วมกับ ‘ประเทศที่เป็นมิตร’ รวมถึงจีนและไทยเพื่อฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยและแก้ไขปัญหาขบวนการสแกมออนไลน์
โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ รัฐสภาที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ ยังได้ผ่านกฎหมายที่อนุญาตให้ลงโทษประหารชีวิตสำหรับผู้ดำเนินการเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์
อ้างประชาชนลุกฮือต่อต้าน เพราะการศึกษาด้อยคุณภาพ
ในขณะที่กองทัพเมียนมายังคงทำการทิ้งระเบิดใส่ชุมชนและโรงเรียนหลายแห่งในพื้นที่ของฝ่ายต่อต้าน แต่มินอ่องหล่าย อ้างในระหว่างแถลงนโยบายว่า การลุกฮือต่อต้านกองทัพของฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย ทั้งในปี 1988 และในการรัฐประหารปี 2021 เป็นผลมาจากการที่ประชาชนมี ‘ระดับการศึกษาที่ต่ำ’ และ ‘การคิดวิเคราะห์ที่อ่อนแอ’
เขาอ้างอิงอัตราการรู้หนังสือจากสำมะโนประชากรปี 1973, 1983 และ 2014 และพยายามชี้ว่า ประชากรส่วนใหญ่ของเมียนมาจบการศึกษาเพียงระดับประถมศึกษาหรือไม่ได้เรียนหนังสือเลย
ทั้งนี้ นับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2021 มินอ่องหล่ายพยายามที่จะลดทอนความน่าเชื่อถือของการลุกฮือของประชาชนอยู่บ่อยครั้ง โดยอ้างว่าการเคลื่อนไหวต่อต้านที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเพียงผลผลิตของการ ‘ไม่รู้หนังสือ’
อ้างอิง:
- https://www.irrawaddy.com/news/burma/on-100th-day-as-president-min-aung-hlaing-defies-asean-pushes-more-sham-elections.html
- https://english.dvb.no/min-aung-hlaing-claims-peace-progress-in-100-day-speech/


