ในตลาดทุน ข้อมูลคือทุกสิ่ง และความน่าเชื่อถือของข้อมูลคือรากฐานของความเชื่อมั่นทั้งระบบ นั่นคือเหตุผลที่การยื่นรายงานการได้มาซึ่งหุ้น บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) สัดส่วน 7.0992% ของสิทธิออกเสียง ซึ่งเป็นจำนวนที่มากพอจะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับต้นๆ ของบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ ในชื่อบุคคลธรรมดาที่ไม่เคยปรากฏในแวดวงตลาดทุน
ประเด็นสำคัญ
- ไทม์ไลน์ 10 วัน จากรายงานปริศนา สู่บทสรุป ‘ข้อมูลเท็จ’
- แบบรายงาน 246-2 คืออะไร?
- ทำไมต้องรายงานข้ามทุกๆ 5%?
- มีข้อมูลอะไรบ้างในแบบ 246-2
- ต้องยื่นแบบรายงานเมื่อไหร่
- รูรั่วอยู่ตรงไหน?
- แต่เคสนี้เผยจุดอ่อนของสมดุลดังกล่าวอย่างน้อย 3 จุด
- คำถามหมื่นล้าน ‘สุภาพร’ ได้อะไรจากการรายงานข้อมูลเท็จ?
- สมมติฐานที่เป็นไปได้จึงกระจายออกเป็นหลายทิศทาง
- ป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดซ้ำ จากเกณฑ์ใหม่ที่มาแล้ว ถึงข้อเสนอ ‘ยกเครื่อง’
เมื่อผลการตรวจสอบสรุปว่าข้อมูลทั้งหมด ‘เป็นเท็จ’ คำถามจึงไม่ได้จบที่ตัวบุคคล แต่ลามไปถึงระบบที่เปิดช่องให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้ และความน่าเชื่อถือของข้อมูลทั้งหมดที่นักลงทุนรับรู้มาในอดีต
เพราะเมื่อตรวจสอบย้อนไปไกลกว่านั้น จะเห็นว่าการรายงานซื้อหุ้น TRUE ไม่ใช่เคสเดียวที่เกิดขึ้นและเป็นข้อมูลเท็จ แต่ยังมีข้อมูลอีก 7 รายการ ครอบคลุม 6 หลักทรัพย์ ที่ท้ายที่สุดแล้ว ก.ล.ต. ระบุว่าเป็นข้อมูลเท็จ และนำออกจากระบบไป

ไทม์ไลน์ 10 วัน จากรายงานปริศนา สู่บทสรุป ‘ข้อมูลเท็จ’
30 มิถุนายน และ 2 กรกฎาคม 2569 – มีผู้บันทึกรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) เข้าระบบของ ก.ล.ต. ในชื่อ สุภาพร พิมพงษ์ รวม 7 รายการ ครอบคลุม 6 หลักทรัพย์ โดยอ้างการได้มาย้อนหลังหลายช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2564 รายการที่สะดุดตาที่สุดคือหุ้น TRUE ที่อ้างว่าถือรวม 7.0992% ซึ่งรวมถึงหุ้นบุริมสิทธิที่บริษัทไม่เคยออกเสนอขาย
3 กรกฎาคม – ก.ล.ต. พบความผิดปกติ ขึ้นสถานะ ‘ข้อมูลเบื้องต้น’ กำกับรายงานดังกล่าว เป็นการแจ้งเตือนระดับแรกต่อผู้ใช้ข้อมูล ขณะที่เรื่องเริ่มแพร่สะพัดในสังคมตลาดทุนช่วงสุดสัปดาห์
6 กรกฎาคม – TRUE ทำหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าข้อมูลในแบบ 246-2 อาจไม่ถูกต้อง และบริษัทไม่เคยเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิแก่บุคคลทั่วไป
7 กรกฎาคม – ก.ล.ต. ยกระดับสถานะเป็น ‘ข้อมูลอยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้อง’ วันเดียวกันเป็นวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น (Record Date) ล่าสุดของ TRUE ซึ่งจะกลายเป็นหลักฐานชี้ขาดในเวลาต่อมา
8 กรกฎาคม – ก.ล.ต. เปิดเผยข้อสังเกต 5 ประการจากการตรวจสอบร่วมกับบริษัทจดทะเบียน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สั่งการให้ ก.ล.ต. เร่งตรวจสอบ ด้านอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลท. แถลงยืนยันสนับสนุนการหาข้อเท็จจริง พร้อมเร่งรัดกระบวนการปิดสมุดทะเบียนและขอข้อมูลจากโบรกเกอร์ และในวันเดียวกัน เมื่อได้รับการยืนยันจากบริษัทจดทะเบียนว่าข้อมูลไม่ตรงกัน ก.ล.ต. จึงนำรายงานทั้ง 7 รายการออกจากระบบเผยแพร่
9 กรกฎาคม – ก.ล.ต. เปิดแถลงใหญ่ นำโดย ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สรุปว่าข้อมูลทั้งหมดไม่มีความถูกต้อง ธุรกรรมไม่เคยเกิดขึ้นจริง ผู้รายงานมีตัวตนจริงและติดต่อได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดให้ชี้แจงก่อนพิจารณาบังคับใช้กฎหมาย วันเดียวกัน TRUE ยื่นหนังสือฉบับที่สอง รายงานผลจากบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 7 กรกฎาคม ว่าไม่ปรากฏชื่อบุคคลผู้ยื่นรายงานเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทแต่อย่างใด
แบบรายงาน 246-2 คืออะไร?
แบบรายงาน 246-2 ของสำนักงาน ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) คือ แบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ
พูดให้เข้าใจง่ายๆ มันคือแบบฟอร์มที่กฎหมายบังคับให้ผู้ถือหุ้นต้องแจ้งให้ ก.ล.ต. และประชาชนทราบ เมื่อมีการซื้อหรือขายหุ้นจนทำให้สัดส่วนการถือหุ้นข้าม ‘ทุกๆ 5%’ ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัทนั้นๆ
ทำไมต้องรายงานข้ามทุกๆ 5%?
ก.ล.ต. กำหนดเกณฑ์นี้ขึ้นมาเพื่อความโปร่งใส เพื่อให้ผู้ลงทุนรายย่อยรู้ว่ากำลังมี ‘ผู้เล่นรายใหญ่’ หรือกลุ่มทุนไหนเข้ามาสะสมหุ้นหรือเทขายหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอำนาจการบริหารควบคุมบริษัท
โดยตัวเลขสัดส่วนที่จะต้องรายงาน (ทั้งขาขึ้นและขาลง) คือ 5%, 10%, 15%, 20% ยาวไปจนถึง 100%
มีข้อมูลอะไรบ้างในแบบ 246-2
เมื่อมีการยื่นรายงานนี้ ข้อมูลจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะบนเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. โดยจะระบุข้อมูลสำคัญ เช่น:
- ใคร เป็นคนซื้อหรือขาย (ชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล)
- ทำรายการเมื่อไหร่ และทำผ่านช่องทางไหน (เช่น ซื้อในตลาดหลักทรัพย์โดยตรง หรือโอนหุ้นนอกตลาด)
- จำนวนหุ้นและเปอร์เซ็นต์ ที่ได้มาหรือจำหน่ายไปในรอบนั้น
- ยอดรวมล่าสุด หลังจากทำรายการเสร็จแล้วว่าเหลือถืออยู่กี่เปอร์เซ็นต์
ต้องยื่นแบบรายงานเมื่อไหร่
กฎหมายกำหนดให้ผู้ถือหุ้นต้องยื่นแบบรายงานนี้ภายใน 3 วันทำการ นับจากวันที่เกิดรายการ (วันที่ซื้อขายสำเร็จ)
ทั้งนี้ นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่มักจะใช้ข้อมูลจากแบบ 246-2 นี้ในการติดตามดูความเคลื่อนไหวของเจ้าของบริษัท, นักลงทุนรายใหญ่ (Whales) หรือกองทุนต่างๆ ว่าพวกเขากำลังมองเห็นโอกาสหรือกำลังถอนตัวจากหุ้นตัวนั้นๆ หรือไม่
รูรั่วอยู่ตรงไหน?
ข้อเท็จจริงที่หลายคนอาจแปลกใจคือ ระบบยืนยันตัวตนของ ก.ล.ต. ไม่ได้หละหลวม ผู้ที่จะบันทึกข้อมูลต้องลงทะเบียนด้วยชื่อ-นามสกุล วันเกิด เลขบัตรประชาชน 13 หลัก ไปจนถึงชื่อบิดามารดา ซึ่งระบบสอบยันกับฐานข้อมูลกรมการปกครองโดยอัตโนมัติ หากไม่ตรงระบบจะปฏิเสธ และยังต้องยืนยันผ่าน OTP อีกชั้น เลขาธิการ ก.ล.ต. ยืนยันชัดว่า ‘บอท’ หรือบุคคลไร้ตัวตนไม่สามารถยิงข้อมูลเข้ามาได้ และในเคสนี้ผู้รายงานก็มีตัวตนจริง ติดต่อได้จริง
รูรั่วที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่การยืนยันตัวตน แต่ระบบแบบ 246-2 เป็นระบบรายงานด้วยตนเอง (Self-declare) ที่ผู้รายงานรับรองความถูกต้องเอง และข้อมูลถูกเผยแพร่สู่สาธารณะทันทีโดยไม่ผ่านการรับรองล่วงหน้า ด้วยเหตุผลเชิงหลักการที่ ก.ล.ต. อธิบายว่า ข้อมูลการเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นต้องถึงมือนักลงทุน ‘เร็วที่สุด’ หากให้สำนักงานตรวจรับรองทุกรายการก่อนเผยแพร่ จะแลกมาด้วยความล่าช้าของสารสนเทศทั้งระบบ ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกใช้
แต่เคสนี้เผยจุดอ่อนของสมดุลดังกล่าวอย่างน้อย 3 จุด
จุดแรกคือช่องว่างของเวลา
ข้อมูลเท็จลอยอยู่บนระบบสาธารณะรวม 8 วัน (30 มิถุนายน – 8 กรกฎาคม) แม้จะมีป้ายเตือนกำกับตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม แต่ในโลกที่ข้อมูลเดินทางเร็วกว่ากระบวนการตรวจสอบ คำถามจากห้องแถลงข่าวที่ว่า “ในยุค AI ทุกอย่างมันไวหมด มันควรเช็กได้เร็วกว่านี้หรือไม่?”
จุดที่สองคือขอบเขตของความเสียหายที่กว้างกว่าแบบ 246-2
ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ตั้งข้อสังเกตกับ THE STANDARD WEALTH ว่า กรณีที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่แบบ 246-2 แต่บุคคลดังกล่าวยังเคยรายงานผ่านแบบ 59 ซึ่งเป็นรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ของผู้บริหาร ทั้งที่ไม่ปรากฏชื่อเป็นผู้บริหารบริษัทใดเลย สะท้อนว่าช่องทางการรายงานด้วยตนเองหลายระบบเปิดรับข้อมูลจากผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติตามที่แบบรายงานนั้นกำหนดได้
จุดที่สามคือแรงจูงใจเชิงลบมีต้นทุนต่ำ
ความผิดฐานยื่นเอกสารอันเป็นเท็จต่อ ก.ล.ต. มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท ตัวเลขที่ถูกตั้งคำถามว่าเพียงพอให้กลัวการกระทำหรือไม่ เมื่อเทียบกับแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นทั้งตลาด และการแก้บทลงโทษให้หนักขึ้นไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ทันที เพราะต้องผ่านกระบวนการแก้กฎหมายในรัฐสภา
คำถามหมื่นล้าน ‘สุภาพร’ ได้อะไรจากการรายงานข้อมูลเท็จ?
ในหลายกรณีเกี่ยวกับการสร้างข่าวปลอมหรือให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้น มักจะเชื่อมโยงกับผลประโยชน์เป็นตัวเงินหรือกำไรที่เรียกได้ว่า ‘ปั่นหุ้น’ แต่ในกรณีของ ‘สุภาพร’ ยังคงมีคำถามว่าเป็นการทำเพื่อหวังผลประโยชน์ในด้านนี้ด้วยหรือไม่
ข้อมูลจากการติดตามภาวะตลาดของ ตลท. ที่เลขาธิการ ก.ล.ต. อ้างถึงในการให้สัมภาษณ์รายการ Morning Wealth ระบุว่า ไม่พบความเคลื่อนไหวผิดปกติของราคาหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง ในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้สมมติฐานปั่นราคาเพื่อขายทำกำไร แบบตรงไปตรงมามีน้ำหนักน้อยลง อย่างน้อยก็ในระยะที่ข้อมูลยังปรากฏบนระบบ
สมมติฐานที่เป็นไปได้จึงกระจายออกเป็นหลายทิศทาง
สมมติฐานที่ 1: หวังผลต่อความสนใจในตัวหุ้น แม้ไม่ใช่การปั่นราคาโดยตรง
ณัฐชาตวิเคราะห์ว่า รายงานประเภทนี้ ทั้งแบบ 246-2 และแบบ 59 มักดึงดูดสายตานักลงทุนโดยเฉพาะรายย่อย เพราะเป็นสัญญาณว่าหุ้นนั้นอาจกำลังมีความเคลื่อนไหว หรืออาจมีผู้รู้ข้อมูลวงใน (Insider) กำลังทำอะไรบางอย่าง แม้จะต่างจากการจงใจปั่นหุ้น แต่ก็สามารถโน้มน้าวความสนใจของตลาดได้ ในกรอบนี้ ประโยชน์อาจไม่ได้อยู่ที่ราคาในทันที แต่อยู่ที่การสร้างกระแสหรือเงื่อนไขบางอย่างในอนาคต
สมมติฐานที่ 2: สร้างหลักฐานความมั่งคั่งปลอม
เอกสารที่ปรากฏบนระบบทางการของ ก.ล.ต. คือ หลักฐานชั้นดีในสายตาคนนอกตลาดทุน สถานะผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทระดับประเทศสามารถถูกนำไปใช้อ้างอิงเพื่อประโยชน์นอกตลาด ตั้งแต่การสร้างเครดิตทางธุรกิจ การเจรจากู้ยืม ไปจนถึงการหลอกลวงในรูปแบบอื่น สมมติฐานนี้อธิบายได้ว่าทำไมจึงไม่จำเป็นต้องมีความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น
สมมติฐานที่ 3: มีผู้อยู่เบื้องหลังหรือกระทำการร่วม
ก.ล.ต. ยืนยันในการแถลงว่าประเด็นจำนวนผู้เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ หากพบผู้เกี่ยวข้องเพิ่มก็จะดำเนินการทุกคน ความเป็นไปได้ที่ผู้ยื่นรายงานเป็นเพียง ‘หน้าฉาก’ ของบุคคลอื่นจึงยังไม่ถูกตัดออก
สมมติฐานที่ 4: การทดสอบระบบ ความเข้าใจผิด หรือปัจจัยส่วนบุคคล
ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ว่าการกระทำนี้ไม่มีเหตุผลทางการเงินรองรับเลย ตั้งแต่การจงใจท้าทายระบบ ไปจนถึงปัจจัยเฉพาะตัวของผู้ยื่นรายงานเอง
ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ ณ วันนี้มีเพียงว่า ก.ล.ต. ติดต่อบุคคลดังกล่าวได้ เจ้าตัวยอมรับว่าเป็นผู้ยื่นรายงานเอง แต่เนื้อหาคำชี้แจงยังไม่ถูกเปิดเผยเนื่องจากอยู่ในกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย คำตอบสุดท้ายของ ‘คำถามหมื่นล้าน’ จึงต้องรอผลการสอบสวน ซึ่ง ก.ล.ต. ระบุว่าจะเปิดเผยต่อสาธารณะเมื่อกรณีเป็นที่ยุติ
ป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดซ้ำ จากเกณฑ์ใหม่ที่มาแล้ว ถึงข้อเสนอ ‘ยกเครื่อง’
1. เกณฑ์ปิดสมุดทะเบียนอัตโนมัติ
ตลท. เปิดเผยว่ามีเกณฑ์ใหม่ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะแล้ว กำหนดให้เมื่อมีการยื่นแบบ 246-2 TSD จะปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นอัตโนมัติ ณ สิ้นเดือน เท่ากับทุกการกล่าวอ้างการถือหุ้นจะถูกพิสูจน์กับทะเบียนจริงโดยอัตโนมัติในเวลาไม่นาน
เคสสุภาพรเองก็พิสูจน์แล้วว่ากลไกนี้ช่วยให้ข้อเท็จจริงกระจ่างได้มากขึ้น เพราะสิ่งที่ปิดฉากข้อสงสัยคือผลปิดสมุดทะเบียนของ TRUE ณ วันที่ 7 กรกฎาคม ที่ไม่พบชื่อผู้รายงาน
2. เชื่อมฐานข้อมูล ยุติการรายงานแบบทางเดียว
ณัฐชาตเสนอว่า หัวใจของการป้องกันคือการเชื่อมระบบและข้อมูลของหลายหน่วยงานเข้าด้วยกัน ทั้ง ก.ล.ต., ตลท., TSD, บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทจดทะเบียน เพื่อตรวจสอบว่าธุรกรรมเกิดขึ้นจริงและข้อมูลเป็นปัจจุบัน แทนการปล่อยให้เป็นการรายงานแบบทางเดียว (One-way Communication) แบบที่ผ่านมา
“คงต้องเป็นการยกเครื่องครั้งใหญ่ของ ก.ล.ต. เหมือนกัน และทำให้รายงานมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น” ณัฐชาตกล่าว
อย่างไรก็ดี ก.ล.ต. ชี้ข้อจำกัดทางเทคนิคว่า การเชื่อมกับ TSD ไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด เพราะกฎหมายกำหนดให้รายงานทันทีที่ได้มา แม้ยังไม่มีการโอนหลักทรัพย์เข้าทะเบียน และทะเบียนผู้ถือหุ้นไม่ได้ปิดทุกวัน
3. ลดช่องว่างเวลาของการเตือน
บทเรียนตรงจากเคสนี้คือความเร็วของการยกระดับป้ายเตือนและการสื่อสาร ซึ่งเลขาธิการ ก.ล.ต. ยอมรับว่าเป็นจุดที่น้อมรับไปพัฒนา โดยเฉพาะการทำให้สาธารณชนเข้าใจความหมายของสถานะข้อมูลแต่ละระดับ เช่น ข้อมูลเบื้องต้นที่แปลว่ายังไม่ผ่านการสอบทาน ไม่ใช่ข้อมูลที่ ก.ล.ต. รับรองแล้ว
4. ทบทวนบทลงโทษให้ได้สัดส่วนกับความเสียหาย
เพดานโทษปัจจุบัน (จำคุก 1 ปี ปรับ 100,000 บาท) ถูกตั้งคำถามถึงพลังป้องปราม แต่การแก้ไขต้องผ่านรัฐสภา จึงเป็นวาระระยะยาวที่ต้องอาศัยแรงผลักจากทั้งหน่วยงานกำกับดูแลและฝ่ายนโยบาย
5. ยกระดับความเท่าทันของผู้ใช้ข้อมูล
ทั้งนักลงทุนและสื่อมวลชนคือด่านสุดท้าย เคสนี้แสดงให้เห็นว่าข้อมูลที่มีป้ายเตือนกำกับยังสามารถแพร่กระจายในวงกว้างราวกับข้อมูลที่ได้รับการรับรอง ความเข้าใจในสถานะของข้อมูลจึงสำคัญไม่แพ้ตัวข้อมูลเอง
“ข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญในตลาดทุน แต่ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า” เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวระหว่างการแถลงข่าวก่อนหน้านี้ เคสสุภาพรคือ Stress Test ครั้งสำคัญของสมดุลที่ตลาดทุนทุกแห่งในโลกต้องเผชิญ ระหว่างความเร็วของข้อมูลที่นักลงทุนต้องได้รับ กับความถูกต้องที่ต้องใช้เวลาพิสูจน์
ระบบไทยตรวจจับและหักล้างข้อมูลเท็จได้ภายใน 8 วัน พร้อมเกณฑ์ใหม่ที่จะทำให้ครั้งหน้าเร็วขึ้น แต่ ‘ราคาที่จ่ายไปแล้ว’ คือคำถามต่อความน่าเชื่อถือของทุกรายงานในระบบ
ดังที่นักวิเคราะห์สะท้อนว่านักลงทุนบางส่วนเริ่มถามว่า ‘ข้อมูลก่อนหน้านี้ถูกต้องมากน้อยเพียงใด?’

