×

หุ้นไทยดิ่ง 33 จุด แตะ 1,560 จุด ต่ำสุดรอบ 3 เดือน ต่างชาติเทขาย 40,000 ล้านบาท ใน 2 เดือน

30.09.2026
  • LOADING...
ภาพแสดงกราฟหุ้นไทยร่วงลง พร้อมข้อความเงินทุนไหลออก 40,000 ล้านบาท

หุ้นไทย (SET) ร่วง 33.85 จุด ลงแตะระดับ 1,560.45 จุด ในครึ่งเช้าวันนี้ (30 กันยายน) ทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบ 3 เดือน นักวิเคราะห์ชี้ดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ น้ำมันแพง และบาทอ่อน เร่งเงินทุนไหลออก (capital outflow) 40,000 ล้านบาท ใน 2 เดือน ขณะแรงขายสถาบันไทยตามฤดูกาลเดือนกันยายนซ้ำเติม

 

 
 

ล่าสุด ณ เวลา 12.30 น. ดัชนี SET ปิดที่ 1,562.83 จุด ลดลง 31.47 จุด จากวันก่อนหน้า โดยช่วง 6 วันทำการก่อนหน้านี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่องราว 20,000 ล้านบาท ทำให้ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีนี้ การซื้อสุทธิของต่างชาติลดลงจาก 75,000 ล้านบาท มาเหลือ 35,000 ล้านบาท

 

ดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ-น้ำมันแพง จุดชนวน Capital Outflow

 

ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ความเสี่ยงเรื่อง capital outflow หรือเงินทุนไหลออก เป็นประเด็นที่ตลาดพูดถึงมาราว 2 เดือนแล้ว และตอนนี้กำลังเกิดขึ้นจริง เพราะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยห่างกันมาก โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (real interest rate) หรืออัตราดอกเบี้ยหลังหักเงินเฟ้อ ซึ่งของไทยติดลบ ขณะที่ของต่างประเทศสูงเกิน 2% ผลที่ตามมาคือเงินบาทอ่อนค่า

 

อีกปัจจัยคือช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไม่เปิด ทำให้ไทยต้องนำเข้าน้ำมันในราคาแพง ซึ่งนำไปสู่การขาดดุลการค้าและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขณะเดียวกันรัฐบาลเลือกใช้งบประมาณอุดหนุนราคาน้ำมัน ทำให้ขาดดุลงบประมาณเพิ่ม และยิ่งกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอีก

 

ส่วนคำถามว่าทำไมไทยไม่ขึ้นดอกเบี้ย ประกิตระบุว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณแล้วว่าทำได้ยาก และเมื่อเกิดสถานการณ์น้ำท่วม การขึ้นดอกเบี้ยยิ่งเป็นไปได้ยากขึ้น ขณะที่ราคาสินค้าอาหารก็มีแนวโน้มแพงขึ้นอีก

 

แรงขายเริ่มลามจาก ‘บอนด์’ สู่ ‘หุ้นแบงก์’

 

ประกิตระบุว่า ที่ผ่านมาเงินทุนไหลออกผ่านตลาดตราสารหนี้เป็นหลัก แต่ตอนนี้เริ่มเห็นแรงขายในหุ้นกลุ่มธนาคาร โดยเฉพาะเมื่อวานนี้ (29 กันยายน) หากตรวจสอบข้อมูลรายโบรกเกอร์จะพบแรงขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์ที่มีลูกค้าต่างชาติกระจุกตัว เช่น JPMorgan, KKPS และ CLSA

 

อย่างไรก็ดี ประกิตประเมินว่าเงินทุนไม่น่าจะไหลออกต่อเนื่องยาวนาน เพราะสถานการณ์ต่างจากเมื่อ 2 ปีก่อนที่การไหลออกเกิดจากความไม่เชื่อมั่นในประเทศไทย รอบนี้จึงเชื่อว่าเงินทุนมีโอกาสไหลกลับได้

 

ปัจจัยที่จะช่วยได้มากที่สุดคือการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หรือผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา ซึ่งอาจทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐเริ่มอ่อนค่า

 

ในเชิงดัชนี ประกิตมองว่า SET ไม่น่าจะลงต่ำกว่า 1,500 จุด เพราะ valuation ไม่แพงแล้ว และมองว่าเป็นโอกาสทยอยสะสมหุ้นกลุ่มธนาคาร แต่แนะนำให้รอดูสถานการณ์สักระยะ โดยติดตามจากรายชื่อโบรกเกอร์ที่ขายเป็นหลัก

 

เดือนกันยายน ฤดูไถ่ถอนของสถาบันในประเทศ

 

ด้าน ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ตั้งข้อสังเกตว่า แรงขายส่วนหนึ่งน่าจะมาจากนักลงทุนสถาบันในประเทศ โดยเฉพาะการไถ่ถอน (redemption) ของกองทุนที่เกี่ยวข้องกับการเกษียณอายุ ซึ่งมักเกิดขึ้นช่วงสิ้นเดือนกันยายน

 

จากสถิติตั้งแต่ปี 2014 เดือนกันยายนเป็นเดือนที่นักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิสูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากเดือนมกราคม ซึ่งแรงขายในเดือนมกราคมเป็นปัจจัยทางเทคนิคจากกองทุนที่ครบกำหนดระยะเวลาถือครอง ส่วนเดือนกันยายนเป็นผลจากการเกษียณอายุของผู้ลงทุนจำนวนมากที่ลงทุนในตลาดหุ้นด้วย โดยในช่วงปี 2014 – 2025 สถาบันในประเทศขายสุทธิในเดือนกันยายนเฉลี่ยราว 3,800 ล้านบาท

 

ปีนี้พอร์ตของนักลงทุนสถาบันในประเทศเน้นหุ้นขนาดใหญ่ที่ outperform ตลาด โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน และธนาคาร ซึ่ง 2 กลุ่มหลังโดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน วันนี้ทั้ง 3 กลุ่มถูกเทขายอย่างหนัก หากมองเฉพาะวันนี้จึงไม่น่าจะเป็นอิทธิพลของ fund flow ต่างชาติ

 

ส่วนช่วง 6 วันก่อนหน้า แรงขายมาจาก fund flow ที่ถูกกดดันจากบอนด์ยีลด์และเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า แต่ในช่วงวันที่ผ่านมาเงินบาทกลับแข็งค่าขึ้น

 

“แรงขายต่างชาติจากนี้ขึ้นกับราคาน้ำมัน บอนด์ยีลด์ และเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งท้ายที่สุดขึ้นกับท่าทีของสหรัฐฯ และอิหร่าน หากราคาน้ำมันทรงตัวราว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและไม่ทะลุ 105 ดอลลาร์ จะช่วยให้บอนด์ยีลด์และดอลลาร์ไม่ปรับขึ้นต่อ และแรงขายน่าจะชะลอลง” ณัฐชาติกล่าว

 

EPS จำกัด Upside ต้องจับตา MSCI Indonesia

 

ขณะที่ สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย ระบุว่าตลาดวันนี้ได้รับผลกระทบจาก 3 ปัจจัย

 

ปัจจัยแรกคือกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดที่ปรับขึ้นจาก 95 บาท เป็น 110 บาท ทำให้ upside เริ่มจำกัด และปีหน้า EPS อาจลดลงเล็กน้อยเหลือราว 105 บาท ต่ำกว่า Bloomberg consensus ที่ 115 บาท

 

ปัจจัยที่สองคือ fund flow ที่ขายออกมาแล้วราว 40,000 ล้านบาท โดยต้องติดตามประเด็น MSCI Indonesia ต่อ หลังการลดน้ำหนักอินโดนีเซียก่อนหน้านี้ทำให้ต่างชาติขายหุ้นอินโดนีเซียออก 4,000-5,000 ล้านดอลลาร์ และกระจายเงินไปยังตลาดอื่น หากอินโดนีเซียเริ่มมีพัฒนาการเชิงบวก เงินส่วนหนึ่งอาจไหลกลับไป

 

ปัจจัยที่สามคือความกังวลเรื่องน้ำท่วม ซึ่งต้องติดตามต่อเพราะอาจซ้ำเติมตลาด ในเชิงเทคนิค สรพลให้แนวรับแรกที่ 1,565 จุด ซึ่งเป็นโอกาสทยอยสะสม และแนวรับถัดไปที่ 1,520 จุด

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories