×

เกิดอะไรขึ้นที่รัฐสภาสหรัฐฯ สรุปเหตุจลาจลสะเทือนอเมริกาตั้งแต่ต้นจนจบ

07.01.2021
  • LOADING...
เกิดอะไรขึ้นที่รัฐสภาสหรัฐฯ สรุปเหตุจลาจลสะเทือนอเมริกาตั้งแต่ต้นจนจบ

นับเป็นฝันร้ายของชาวอเมริกันที่ทั่วโลกมองว่าเป็นวิกฤตการณ์ที่กำลังบั่นทอนคุณค่าทางประชาธิปไตย เมื่อผู้สนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลายร้อยคนบุกเข้าไปในอาคารรัฐสภา ใจกลางกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อต่อต้านผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ โจ ไบเดน เป็นผู้ชนะ จนเหตุการณ์บานปลายกลายเป็นความโกลาหลวุ่นวาย และมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 คน

 

THE STANDARD ได้รวบรวมและลำดับเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นตลอดวันแห่งความ ‘วุ่นวาย’ ที่เพิ่งผ่านพ้นไปของสหรัฐฯ

 

เกิดอะไรขึ้นที่รัฐสภาสหรัฐฯ

  • จุดเริ่มต้นของเหตุจลาจลที่ผู้นำทั่วโลกระบุว่าเป็น ‘เรื่องสะเทือนขวัญ’ และ ‘บ่อนทำลายประชาธิปไตย’ เกิดขึ้นระหว่างที่ ส.ส. และ ส.ว. สภาคองเกรสกำลังประชุม เพื่อนับคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) ที่อาคารรัฐสภา ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวันที่ 6 มกราคม ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นกระบวนการตามกฎหมายเพื่อรับรองและประกาศให้ โจ ไบเดน เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ 
  • คู่ขนานไปกับการประชุมสภา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งที่ผ่านมาไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ได้ขึ้นปราศรัยต่อกลุ่มผู้สนับสนุนที่มารวมตัวใกล้กับทำเนียบขาว โดยถ้อยแถลงตอนหนึ่ง ทรัมป์กล่าวว่า “ถึงเวลาแล้วที่สภาคองเกรสจะต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีประชาธิปไตยอย่างร้ายแรงนี้ แล้วหลังจากนี้ เราจะเดินขบวนไปยังอาคาร U.S. Capitol ผมจะไปกับพวกคุณด้วย เพื่อส่งเสียงเชียร์วุฒิสมาชิกที่กล้าหาญของเรา”
  • จากนั้นช่วงบ่ายวันเดียวกัน ผู้สนับสนุนทรัมป์หลายร้อยคนได้เดินขบวนไปยังอาคารรัฐสภา ตามการปลุกระดมของประธานาธิบดี แต่ทรัมป์ไม่ได้เดินทางไปร่วมด้วยตามคำพูด
  • ผู้ประท้วงชุมนุมหน้าอาคารรัฐสภาอยู่พักหนึ่ง ก่อนสถานการณ์จะบานปลายเป็นการจลาจล เกิดการปีนป่ายตัวอาคาร ฝ่าแนวกั้นของตำรวจ และพังประตูเข้าไปในตัวอาคาร แม้ตำรวจวางกำลังป้องกันและอารักขาอยู่รอบๆ 
  • หลังผู้ประท้วงเข้ามาในอาคารแล้ว เจ้าหน้าที่ได้เร่งอพยพสมาชิกสภาคองเกรสออกจากอาคารรัฐสภา ซึ่งรวมถึง ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดี ที่ทำหน้าที่สำคัญในฐานะประธานวุฒิสภา โดยทางการได้พาสมาชิกสภาคองเกรสไปที่ฐานทัพใกล้เคียงเพื่อความปลอดภัย
  • ท้ายสุดตำรวจไม่สามารถต้านทานกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์ไม่ให้เข้าไปในอาคารได้ ซึ่งผู้ก่อจลาจลเข้าไปได้ถึงห้องประชุมวุฒิสภา และประจันหน้ากับเจ้าหน้าที่ที่ต้องใช้ปืนขู่เพื่อไม่ให้บุกเข้าไปในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร
  • ตำรวจใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมงเพื่อควบคุมสถานการณ์ แต่ช่วงหนึ่งเจ้าหน้าที่ตัดสินใจใช้ปืนยิงใส่ผู้ก่อจลาจลบริเวณด้านหน้าอาคาร Capitol ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง 1 คน ภายหลังพบว่าผู้หญิงคนนี้เป็น ‘ทหารผ่านศึก’ 
  • ผู้บัญชาการตำรวจกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ชี้แจงว่า “นี่เป็นโศกนาฏกรรม และเราขอแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียนี้” ขณะที่มีเจ้าหน้าที่หลายคนได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับผู้ก่อจลาจล 
  • ส่วนปฏิบัติการยึดคืนอาคาร U.S. Capitol นั้น ทางการได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่หลายร้อยนายตระเวนเคลียร์กลุ่มผู้ประท้วงภายในตัวอาคาร ส่วนด้านนอก ตำรวจใช้ระเบิดควันและแก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุมในแต่ละด้านของอาคาร ท้ายสุด ตำรวจตั้งแถวยาวกันผู้ประท้วงให้ถอยออกไปจากบริเวณอาคารรัฐสภาได้สำเร็จ 
  • ห้องทำงานของ แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้รับความเสียหาย โดยก่อนหน้านี้มีภาพของผู้ประท้วงรายหนึ่งที่เข้าไปในนั่งในห้องทำงานของเธอ และมีการเขียนข้อความฝากไว้ว่า “เราจะไม่ล่าถอย” 
  • นอกจากห้องทำงานของเพโลซีแล้ว สำนักงานของ ส.ว. และห้องประชุมก็ถูกรื้อค้นด้วยเช่นกัน 
  • สมาคมประวัติศาสตร์อาคาร U.S. Capitol Historical Society ระบุว่า การจลาจลนี้ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เกิดการบุกเข้าไปในอาคารรัฐสภา นับแต่กองทัพอังกฤษบุกโจมตีกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และเผาอาคาร Capitol ในช่วงสงครามเดือนสิงหาคม 1814
  • CNN ตั้งข้อสังเกตว่า ตำรวจที่เข้าควบคุมฝูงชนมีจำนวนน้อยกว่ากำลังตำรวจที่เข้ารับมือเหตุชุมนุม Black Lives Matter หรือการประท้วงเรียกร้องความเท่าเทียมของคนผิวดำ ที่ปะทุขึ้นทั่วสหรัฐฯ อันมีชนวนมาจากเหตุการณ์ที่ตำรวจเมืองมินนีแอโปลิส รัฐมินนิโซตา ใช้กำลังเข้าจับกุมจนนำไปสู่การเสียชีวิตของ จอร์จ ฟลอยด์ เมื่อปีที่แล้ว 
  • อีกประเด็นน่าสนใจที่สื่อพูดถึงคือ แม้ทรัมป์เป็นผู้ปราศรัยปลุกปั่นให้ผู้สนับสนุนของเขาเดินขบวนไปอาคาร Capitol แต่ทำเนียบขาวแถลงการณ์ว่า เป็นประธานาธิบดีทรัมป์เองที่สั่งให้กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ หรือ National Guard รวมถึงหน่วยรักษาความปลอดภัยอื่นๆ เข้าไปควบคุมสถานการณ์ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งไม่บ่อยนักที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิได้รับมอบหมายหน้าที่ให้อารักษาอาคารของรัฐบาลกลาง 
  • ระหว่างการเคลียร์พื้นที่ภายในและภายนอกอาคาร Capitol เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบวัตถุที่อาจเป็นระเบิดไปป์บอมบ์ในหลายจุด บางจุดเป็นระเบิดปลอม แต่มีอย่างน้อย 2 จุดที่เป็นของจริง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการปลดชนวนระเบิดอย่างปลอดภัยแล้ว ขณะเดียวกันตำรวจพบยานยนต์คันหนึ่งใกล้กับจุดวางระเบิด และจับกุมผู้ต้องสงสัยพร้อมอาวุธปืนไรเฟิล และระเบิดเพลิงมากถึง 10 ลูก 
  • เมื่อสถานการณ์เริ่มสงบลง นายกเทศมนตรีกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้ประกาศเคอร์ฟิวตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 6 มกราคม ตามเวลาท้องถิ่น ไปจนถึง 06.00 น. ช่วงเช้าของวันต่อมา 
  • ทางการสหรัฐฯ เปิดเผยว่า มีการจับกุมผู้ก่อเหตุจลาจลแล้วอย่างน้อย 52 คน ในจำนวนนี้ 47 คนเป็นผู้ฝ่าฝืนประกาศเคอร์ฟิว ส่วนตลอดคืนที่ผ่านมามีตำรวจประจำจุดและลาดตระเวนทั่วกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

 

เกิดอะไรขึ้นต่อหลังเหตุจลาจล

  • เวลา 20.00 น. ของคืนวันที่ 6 มกราคม เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย สมาชิกสภาคองเกรสได้เดินทางกลับเข้าไปในอาคาร Capitol และสานต่อกระบวนการนับคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง โดยรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ที่ไม่ได้ออกไปจากตัวอาคารเลย เป็นผู้นำเหล่าวุฒิสมาชิกกลับเข้าที่ประชุม โดยกล่าวว่า “เรากลับไปทำงานของเรากันเถอะ”
  • การจลาจลที่เกิดขึ้นมีผลต่อท่าทีของสมาชิกพรรครีพับลิกันหลายคน ที่เดิมตั้งใจจะต่อต้านผลโหวตของหลายรัฐที่ไบเดนคว้าชัยชนะมาได้ โดย CNN รายงานว่า ช่วงที่อาคาร Capitol อยู่ในสภาวะล็อกดาวน์ สมาชิกคองเกรสพรรครีพับลิกันจับกลุ่มปรึกษาหารือกัน 
  • ระหว่างการประชุมที่เริ่มขึ้นใหม่ วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน 3 คนได้ลุกขึ้นอภิปรายคัดค้านผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่เป็นประธานวุฒิสภา ไมค์ เพนซ์ ที่ตีตกการคัดค้านของทั้งสามไป ซึ่งเรียกเสียงปรบมือดังก้องภายในที่ประชุม
  • แต่ ส.ส. และ ส.ว. ของรีพับลิกันบางส่วนยังคงเดินหน้ายื่นญัตติขอคัดค้านผลการลงคะแนนของคณะผู้เลือกตั้งจากรัฐแอริโซนาและเพนซิลเวเนียต่อไป ส่งผลให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต้องเปิดการอภิปรายนอกรอบ เพื่อลงมติต่อญัตติดังกล่าว
  • แต่แล้วทั้งสองสภาต่างโหวตคัดค้านญัตติของรีพับลิกัน เริ่มจาก ส.ว. โหวตคว่ำญัตติที่ปฏิเสธชัยชนะของไบเดนในรัฐแอริโซนาที่ 93 ต่อ 6 คะแนน ตามด้วย ส.ส. โหวตคว่ำด้วยคะแนน 303 ต่อ 121 เสียง 
  • ขณะที่ญัตติขอไม่รับรองชัยชนะของไบเดนในรัฐเพนซิลเวเนีย ถูกปัดตกอีกเช่นกันโดยวุฒิสภา ด้วยคะแนนเสียง 92 ต่อ 7 คะแนน ตามด้วยสภาผู้แทนราษฎรที่โหวตคัดค้านเช่นกัน
  • นอกจากรัฐแอริโซนาและเพนซิลเวเนียแล้ว รีพับลิกันยังพยายามคัดค้านผลการเลือกตั้งในจอร์เจีย เนวาดา และมิชิแกนด้วย แต่ไม่เป็นผล   
  • ทรัมป์ถูกกดดันอย่างหนัก จนต้องออกมาร้องขอให้ผู้สนับสนุนกลับบ้าน แต่เสริมว่า “ผมเข้าใจความเจ็บปวดของคุณ พวกคุณเจ็บปวด เราถูกปล้นการเลือกตั้งไป ทั้งที่มันเป็นชัยชนะของพวกเรา และทุกคนก็รู้ดี แต่ตอนนี้พวกคุณกลับบ้านเถอะ เราจำเป็นต้องมีสันติภาพ”
  • แต่ผ่านไปไม่นาน ทรัมป์ออกมาชื่นชมการก่อเหตุครั้งนี้ว่า “นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้ง ถูกช่วงชิงไปจากเหล่าผู้รักชาติที่ถูกปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมมายาวนาน ตอนนี้กลับบ้านด้วยความรักและสันติภาพ แต่ขอให้จำวันนี้ไปตลอดกาล”

 

สภาคองเกรสรับรองชัยชนะของไบเดน

  • เวลา 15.50 น. วันนี้ (7 มกราคม) ตามเวลาไทย โจ ไบเดน ได้รับการรับรองให้เป็นผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ หลังสภาคองเกรสลงมติรับรองผลการโหวตของคณะผู้เลือกตั้งครบทุกรัฐ จนทำให้ไบเดนได้คะแนน Electoral Vote ถึง 306 คะแนน ขณะที่ทรัมป์ได้จำนวน 232 คะแนน โดยหลังจากนี้ไบเดนจะเข้าพิธีสาบานตนเพื่อรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไปอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มกราคม

 

ทรัมป์ถูกล็อกบัญชีเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์

  • แพลตฟอร์มโซเชียลยอดนิยมของโลกทั้งเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ได้ปิดการใช้งานบัญชีของทรัมป์เป็นการชั่วคราว โดยทวิตเตอร์ได้ปิดการใช้งานเป็นเวลา 12 ชั่วโมง หลังพบว่าละเมิดข้อบังคับการใช้งานของทวิตเตอร์ พร้อมเตือนว่าอาจระงับบัญชีของเขาเป็นการถาวร ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ทวิตเตอร์ออกคำเตือนลักษณะนี้กับผู้นำมหาอำนาจโลกแบบทรัมป์
  • ขณะที่เฟซบุ๊กและอินสตาแกรมได้บล็อกบัญชีของทรัมป์ไม่ให้โพสต์อะไรได้เป็นเวลา 24 ชั่วโมง หลังได้ลบวิดีโอที่ทรัมป์โพสต์ส่งข้อความถึงเหล่าผู้สนับสนุนที่เข้าร่วมการจลาจลที่ Capitol 

 

ท่าทีนักการเมืองสหรัฐฯ และปฏิกิริยาผู้นำทั่วโลก

  • โจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐฯ พูดถึงเหตุจลาจลที่ก่อโดยผู้สนับสนุนทรัมป์ว่า “วันนี้เป็นเครื่องเตือนความจำที่เจ็บปวด” และย้ำว่า “ประชาธิปไตยต้องอาศัยผู้นำที่เจตนาดี ผู้ที่กล้ายืนหยัดเพื่อสาธารณประโยชน์ ไม่ใช่เพื่ออำนาจและความต้องการของตัวเอง”
  • ขณะที่ บารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีกล่าวว่า “ประวัติศาสตร์จะจดจำความรุนแรงที่ Capitol ในวันนี้ ซึ่งยุยงโดยประธานาธิบดีที่โกหกแบบไร้เหตุผลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความเสื่อมเสียและความอัปยศของประเทศชาติ”
  • นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดา ทวีตข้อความว่า ชาวแคนาดารู้สึกกังวลใจและเศร้าใจมากต่อการโจมตีที่พุ่งเป้าไปยังประชาธิปไตยของสหรัฐฯ และย้ำว่าการใช้ความรุนแรงไม่มีวันที่จะลบล้างเจตนารมณ์ของประชาชนได้ 
  • นายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสัน ของออสเตรเลีย ประณามว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นภาพความรุนแรงที่ “น่ากังวลใจอย่างมาก” 
  • นายกรัฐมนตรีจาซินดา อาร์เดิร์น ของนิวซีแลนด์ ทวีตข้อความว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันผิดมหันต์ หลักของประชาธิปไตยคือ สิทธิที่ประชาชนออกมาลงคะแนนเลือกตั้ง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางอำนาจอย่างสงบ ไม่ใช่ว่าต้องมาถูกม็อบโจมตีเพื่อล้มล้างเช่นนี้”
  • นักการทูตระดับสูงและผู้นำประเทศทั้งไอซ์แลนด์, ฝรั่งเศส, โปแลนด์, เอกวาดอร์, โคลอมเบีย, สกอตแลนด์ และอีกหลายชาติ ได้ออกแถลงการณ์ย้ำเตือนรัฐบาลสหรัฐฯ ถึงบทบาทในฐานะต้นแบบประชาธิปไตยโลก พร้อมแสดงถึงความวิตกอย่าง ‘ไม่อยากเชื่อสายตา’ ว่าภาพการบุกอาคารรัฐสภาจะเกิดขึ้นได้ในสหรัฐฯ

 

ทรัมป์ให้คำมั่นถ่ายโอนอำนาจอย่างเป็นระเบียบ

  • หลังสภาคองเกรสรับรองชัยชนะของไบเดนอย่างเป็นทางการแล้ว ทรัมป์ออกแถลงการณ์ให้คำมั่นว่าจะถ่ายโอนอำนาจอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยในวันที่ 20 มกราคม แม้ว่าเขาจะไม่เห็นด้วยกับผลการเลือกตั้งก็ตาม
  • ทรัมป์ระบุว่า “ผมพูดเสมอว่าเราจะเดินหน้าต่อสู้ต่อไป เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีการนับคะแนนโหวตที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น แม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะแสดงถึงการสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่นั่นเป็นเพียงการเริ่มต้นของการต่อสู้เพื่อทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งเท่านั้น”

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories