หุ้นของ SpaceX ภายใต้การนำของ อีลอน มัสก์ กำลังสร้างปรากฏการณ์สั่นสะเทือนวอลล์สตรีท หลังจากการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งประวัติศาสตร์บนกระดาน Nasdaq หุ้นของบริษัทพุ่งทะยานไปแล้วกว่า 50% ดันมูลค่าตลาดพุ่งแตะ 2.78 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 90 ล้านล้านบาท แซงหน้าอาณาจักรค้าปลีกอย่าง Amazon ที่มีมูลค่า 2.66 ล้านล้านดอลลาร์ ขึ้นแท่นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดอันดับ 5 ของโลกเป็นที่เรียบร้อย
ประเด็นสำคัญ
ความร้อนแรงล่าสุดนี้ เกิดขึ้นพร้อมกับการที่ SpaceX ประกาศทุ่มเงิน 6 หมื่นล้านดอลลาร์เข้าซื้อกิจการ Cursor สตาร์ทอัพด้าน AI สำหรับการเขียนโค้ด เพื่อนำมาผสานเข้ากับขุมพลังซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Colossus ยกระดับธุรกิจ AI อย่าง xAI ในการสร้างโมเดลที่มีประโยชน์ที่สุดในโลก รวมถึงวิสัยทัศน์สุดล้ำอย่างการส่งศูนย์ข้อมูล AI ขึ้นสู่อวกาศ
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความตื่นเต้นที่ส่งให้มัสก์กลายเป็น “เศรษฐีล้านล้านดอลลาร์” (Trillionaire) คนแรกของโลก กลับมีเสียงเตือนจากนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง เจ้าของรางวัลโนเบลเมื่อปี 2008 ดังขึ้นมาว่า หรือ ‘อีลอน มัสก์ คือแชร์ลูกโซ่ในร่างมนุษย์’
เมื่อความศรัทธาสวนทางปัจจัยพื้นฐาน
แม้ SpaceX จะแซงหน้า Amazon ในแง่มูลค่าตลาด แต่หากกางงบการเงินดูจะพบความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ในไตรมาสแรกของปี 2026 Amazon ทำกำไรสุทธิได้ถึง 3.03 หมื่นล้านดอลลาร์ จากยอดขายมหาศาลกว่า 7.169 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2025 ในขณะที่ SpaceX กลับรายงานผลขาดทุน 4.3 พันล้านดอลลาร์ จากยอดขายเพียง 1.867 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีเดียวกัน
ปีเตอร์ บุกวาร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ One Point BFG Wealth Partners กล่าวว่า นักลงทุนในตอนนี้กำลัง “ซื้อขายกับเรื่องราว ความตื่นเต้น และความเป็นอีลอน มัสก์” แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ปัจจัยพื้นฐานจะต้องเติบโตให้สอดคล้องกับความตื่นเต้นเหล่านั้น ซึ่งบริษัทจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีเพื่อพิสูจน์ตัวเองให้คู่ควรกับมูลค่าอันมหาศาลนี้
สอดคล้องกับ ไอลีน เบอร์บริดจ์ นักลงทุน (VC) ที่มองว่า เทรดเดอร์จำนวนมากกำลังซื้อหุ้นตาม “โอกาสทางการตลาดที่ถูกนำเสนอมาอย่างดี” เพื่อลงทุนในวิสัยทัศน์ของมัสก์ มากกว่าจะดูจากปัจจัยพื้นฐานทางการเงินจริงๆ ของ SpaceX
พอล ครุกแมน ชี้ อีลอน มัสก์ คือแชร์ลูกโซ่ในร่างมนุษย์
พอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ เมื่อปี 2008 เปิดเผยผ่านบทความบนเว็บไซต์ส่วนตัว โดยจั่วหัวว่า Elon Musk, Human Ponzi Scheme หรือแปลเป็นไทยได้ว่า อีลอน มัสก์ แชร์ลูกโซ่ในร่างมนุษย์
ครุกแมนบอกว่า นักลงทุนกำลังถูกบังคับให้ซื้อหุ้น SpaceX ด้วยกลไกของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และประเด็นสำคัญที่ครุกแมนกำลังตั้งคำถามคือ “จริงอยู่ว่า มัสก์ก็ประสบความสำเร็จจริงๆ อยู่บ้าง Tesla เป็นผู้นำในเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Starlink ก็เป็นบริการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดรวมถึงเป็นธุรกิจที่สามารถทำกำไรได้จริง แต่ความสำเร็จเหล่านี้ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้มัสก์กลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกได้”
ในทางกลับกัน ความมั่งคั่งของเขามักจะตั้งอยู่บน Self-fulfilling faith นั่นคือ การที่นักลงทุนเชื่อมั่นในความอัจฉริยะของมัสก์ต่างพากันแห่ซื้อหุ้นในบริษัทที่เขาควบคุมอยู่ และมูลค่าที่เพิ่มสูงขึ้นของบริษัทเหล่านี้ก็ยิ่งเสริมสร้างชื่อเสียงความเป็นอัจฉริยะของเขาให้มากขึ้นไปอีก
เรามีคำเรียกสำหรับกิจการที่ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จ เพราะพวกเขาสามารถดึงดูดนักลงทุนรายใหม่ๆ เข้ามาได้เรื่อยๆ และที่ดึงดูดนักลงทุนรายใหม่ได้เรื่อยๆ ก็เพราะมันดูเหมือนจะประสบความสำเร็จ สิ่งนี้เรียกว่า ‘แชร์ลูกโซ่’ (Ponzi schemes) และโดยพื้นฐานแล้ว อีลอน มัสก์ ก็คือแชร์ลูกโซ่ในร่างมนุษย์นี่เอง
ยิ่งไปกว่านั้น การทำ IPO ของ SpaceX ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ยิ่งทำให้เห็นชัดเจนกว่าที่เคยว่า ทักษะที่ยอดเยี่ยมที่สุดของมัสก์ไม่ใช่การพัฒนาผลิตภัณฑ์แห่งอนาคต แต่มันคือความเชี่ยวชาญในการเล่นกลลวงทางการเงิน และความสามารถของเขาในการใช้ประโยชน์จากอิทธิพลของคนวงใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิทธิพลที่เขามีต่อคณะบริหารของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ
ครุกแมนยังได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดจากการเข้าซื้อ Twitter หรือ X ในปัจจุบัน ซึ่ง Wall Street Journal เคยบอกไว้ในเดือนสิงหาคม 2024 ว่าเป็น “การเข้าซื้อกิจการ Twitter ของอีลอน มัสก์ กลายเป็นการซื้อกิจการที่เลวร้ายที่สุดสำหรับธนาคารนับตั้งแต่วิกฤตการเงิน”
สำหรับ SpaceX บริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลกในปัจจุบัน กำลังถูกตั้งคำถามโดยนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงตัวของครุกแมนว่า มูลค่าประเมินที่สูงลิ่วทะลุอวกาศขนาดนี้ มันจะสมเหตุสมผลได้อย่างไร? การทำ IPO ในครั้งนี้ส่วนหนึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า นักลงทุนรายย่อยจะเข้ามาซื้อหุ้น ไม่ใช่เพราะพวกเขาได้ประเมินมูลค่าของ SpaceX ในฐานะธุรกิจอย่างมีเหตุมีผล แต่เป็นเพราะพวกเขาเชื่อว่าพวกเขากำลังซื้อส่วนแบ่งในความอัจฉริยะของอีลอน มัสก์ ต่างหาก
แต่แค่จำนวนของผู้ศรัทธาอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้เกมกลลวงนี้ดำเนินต่อไปได้ ดังนั้น พันธมิตรในวอลล์สตรีทของมัสก์จึงเข้ามาช่วยจัดฉากในเกมนี้ด้วย ดัชนีหุ้นหลักบางตัว โดยเฉพาะ Nasdaq 100 และ FTSE Russell เพิ่งได้ทำการเปลี่ยนกฎเกณฑ์ของตนเพื่ออนุญาตให้ SpaceX เข้าคำนวณในดัชนีได้แทบจะในทันที
สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าการนำหุ้นของบริษัทไปรวมอยู่ในดัชนีหุ้นหลักๆ นั้นนำมาซึ่งผลตอบแทนทางการเงินอย่างมหาศาล สัดส่วนการถือครองหุ้นจำนวนมากถูกถือครองโดย ‘กองทุนดัชนี’ (Index funds) ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่ถือพอร์ตการลงทุนที่ออกแบบมาเพื่อเลียนแบบพฤติกรรมของดัชนีหลักๆ ดังนั้น มันจึงมีความต้องการหุ้นของบริษัทเหล่านั้นเกิดขึ้นมาในทันทีที่หุ้นของพวกเขาถูกเพิ่มเข้าไปในดัชนีหลัก เนื่องจากบรรดากองทุนดัชนีจำเป็นจะต้องเพิ่มหุ้นเหล่านั้นเข้าไปในพอร์ตการลงทุนของพวกเขาด้วย
ในอดีตที่ผ่านมา ดัชนีหลักๆ มักจะรออย่างน้อย 1 ปีหลังจากการทำ IPO ของบริษัท ก่อนที่จะพิจารณานำเข้าไปรวมอยู่ในมาตรวัดของตลาด เพื่อให้เวลาหุ้นได้เติบโตเต็มที่ การยอมบิดเบือนกฎเกณฑ์เพื่อ SpaceX ในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า มัสก์กำลังใช้อำนาจความสามารถของเขาเพื่อครอบงำและบ่อนทำลายสถาบันสำคัญๆ อีกครั้ง
ซึ่งนั่นก็นำผมมาสู่ประเด็นสุดท้าย แชร์ลูกโซ่มนุษย์ขนาดมหึมาที่เป็นตัวตนของ อีลอน มัสก์ ท้ายที่สุดแล้วมันก็จะต้องล่มสลายลง แต่แชร์ลูกโซ่แบบดั้งเดิมจะเอาเปรียบเฉพาะนักลงทุนที่เลือกจะเข้ามามีส่วนร่วมเท่านั้น ทว่าในครั้งนี้ เงินส่วนใหญ่ที่ช่วยพยุงการหลอกลวงของมัสก์จะมาจากคนอเมริกันธรรมดาทั่วไปที่ในทางปฏิบัติแล้วถูกบังคับให้ต้องซื้อหุ้น
ประมาณ 52% ของสินทรัพย์ในกองทุนรวมในขณะนี้ถูกนำไปลงทุนในกองทุนดัชนีหรือกองทุนที่อิงตามดัชนี และกว่า 50% ของครัวเรือนในอเมริกาล้วนมีการลงทุนในกองทุนรวม ด้วยการสมรู้ร่วมคิดระหว่างมัสก์และวอลล์สตรีท ซึ่งได้รับการอำนวยความสะดวกจากการรับรู้ที่ว่าฝ่ายบริหารของทรัมป์คอยหนุนหลังมัสก์อยู่ ทำให้นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากหรืออาจจะส่วนใหญ่ จะต้องถูกลากเข้าไปเป็นเชื้อเพลิงให้กับเครื่องจักรทำเงินขนาดยักษ์ของมัสก์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การเดิมพันที่ ‘แพง’ และ ‘อันตราย’
ความเสี่ยงนี้สะท้อนชัดเจนในตลาดออปชัน (Options) คริส เมอร์ฟี นักกลยุทธ์จากบริษัทการลงทุน Susquehanna ระบุว่า การซื้อขายออปชันของ SpaceX ในวันแรก แสดงให้เห็นถึงโอกาสประมาณ 15% ที่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นอีก 50% ในเดือนกันยายน แต่ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสถึง 13% ที่มูลค่าหุ้นจะร่วงลงครึ่งหนึ่งเช่นกัน
“คำสั่งซื้อ Call Options (เก็งกำไรขาขึ้น) สะท้อนความหวังว่าราคาจะพุ่งขึ้นอีก ขณะที่ Put Options (เก็งกำไรขาลง) สะท้อนความกังวลเรื่องอุปทานหุ้นที่จะถูกปลดล็อก ความเสี่ยงด้านมูลค่า และภาวะหมดความตื่นเต้น” เมอร์ฟีกล่าว
นอกจากนี้ การที่ปัจจุบันมีหุ้นเพียง 4% เท่านั้นที่เปิดให้ซื้อขายอย่างอิสระในตลาด ทำให้แดน ชีแฮน จาก Telos Wealth Advisors เตือนว่า รายย่อยอาจกำลังจ่ายราคาพรีเมียมที่แพงเกินจริง และอาจเผชิญภาวะมูลค่าหุ้นเจือจาง (Diluted) ทันทีที่นักลงทุนสถาบันเริ่มเทขาย
ปรากฏการณ์ SpaceX จึงเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของตลาดทุนโลก ว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการบุกเบิกอนาคตแห่งเทคโนโลยีและอวกาศ หรือเป็นเพียงเกมกลลวงทางการเงินที่อาศัยศรัทธาของมวลชนตามคำเตือนของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์
อ้างอิง:
- https://paulkrugman.substack.com/p/elon-musk-human-ponzi-scheme
- https://www.cnbc.com/2026/06/17/spacex-options-debut-with-tails-looking-dangerous-strategist-says.html
- https://www.bbc.com/news/articles/cvgd5g7d7gyo
- https://companiesmarketcap.com/

